Posted in

ฉันบินไปอลาสก้าโดยไม่บอกใคร และพบว่าลูกสาวกำลังจะตาย ขณะที่สามีของเธอกำลังใช้ชีวิตหรูหราอยู่ที่บาฮามาส

ฉันบินไปอลาสก้าโดยไม่บอกใคร และพบว่าลูกสาวกำลังจะตาย ขณะที่สามีของเธอกำลังใช้ชีวิตหรูหราอยู่ที่บาฮามาส

ฉันชื่อเฮเลนา

ในฐานะแม่ที่สร้างบริษัทการลงทุนขนาดใหญ่ขึ้นมาด้วยตัวเอง ฉันคุ้นเคยกับการอ่านคนและมองสถานการณ์ให้ออก ดังนั้นเมื่อจู่ ๆ จูเลียน ลูกเขยของฉัน ตัดสินใจย้ายคลารา ลูกสาวที่กำลังป่วยหนัก ไปอยู่ใน “ศูนย์ดูแลเฉพาะทาง” ที่ตั้งอยู่ในเมืองห่างไกลแห่งหนึ่งของอลาสก้า ฉันก็รู้สึกไม่สบายใจทันที

จูเลียนบอกว่า คลาราต้องการอากาศบริสุทธิ์ ความเงียบสงบ และอยู่ห่างจากความเครียดของเมืองใหญ่ เพื่อรักษาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เธอกำลังเผชิญ

ในช่วงสองเดือนแรก จูเลียนเป็นคนรับสายฉันตลอด

“เธอกำลังพักผ่อนได้ดีขึ้นครับ คุณแม่”

หรือไม่ก็

“สัญญาณโทรศัพท์แถวนี้ไม่ค่อยดี เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเราจะโทรกลับนะครับ”

แต่แล้วเวลาผ่านไปถึงสามสัปดาห์เต็ม โดยที่ฉันไม่ได้ยินเสียงลูกสาวแม้แต่ครั้งเดียว

สัญชาตญาณของคนเป็นแม่ไม่เคยโกหก

ฉันจึงจองเครื่องบินส่วนตัวทันที โดยไม่บอกใคร

ทิ้งธุรกิจทั้งหมดไว้ที่ประเทศไทย แล้วบินตรงไปยังอลาสก้า

## ความจริงที่ทำให้หัวใจสลาย

หลังจากลงเครื่องที่เมืองแองเคอเรจ ฉันเช่ารถและขับฝ่าหิมะหนาทึบไปยังที่อยู่ที่จูเลียนให้ไว้

ฉันคาดว่าจะได้เห็นศูนย์การแพทย์หรูหราทันสมัย

แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับเป็นสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเก่า ๆ เงียบเหงา และดูเหมือนถูกลืมจากกาลเวลา

หัวใจฉันเต้นแรงอย่างผิดปกติ

ฉันรีบเดินเข้าไปข้างในและถามหาห้องของลูกสาว

เมื่อเปิดประตูห้อง 104 โลกทั้งใบของฉันราวกับหยุดหมุน

อากาศหนาวเย็นด้านนอกยังอุ่นกว่าความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างของฉันในขณะนั้น

ลูกสาวคนเดียวของฉันนอนอยู่บนเตียงแคบ ๆ ที่ดูบางและเก่า

คลารา… หญิงสาวที่เคยสดใสและงดงาม

ตอนนี้เหลือเพียงร่างผอมแห้งจนเห็นกระดูก

ริมฝีปากซีดขาว

มีสายน้ำเกลือเก่า ๆ ต่ออยู่ที่แขน

และนอนจ้องเพดานว่างเปล่าเพียงลำพัง

ไม่มีพยาบาลส่วนตัว

ไม่มีจูเลียน

“ค…คลารา? ลูกแม่…”

ฉันกระซิบด้วยเสียงสั่น ก่อนจะวิ่งเข้าไปกอดร่างที่เย็นเฉียบของเธอ

น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

คลาราค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

เมื่อเห็นฉัน ริมฝีปากของเธอสั่นระริก ก่อนจะร้องไห้ออกมา

“ม…แม่… แม่มาจริง ๆ …”

เสียงของเธอแหบพร่าและอ่อนแรง

“หนูคิดว่า… เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว…”

“แม่อยู่นี่แล้วลูก ปลอดภัยแล้ว”

ฉันร้องไห้สะอึกสะอื้น พลางจูบหน้าผากของเธอ

“จูเลียนอยู่ไหน? ทำไมลูกถึงอยู่คนเดียวในสถานที่แบบนี้?!”

คลาราส่ายหน้า น้ำตาไหลไม่หยุด

“เขาไปแล้วค่ะ แม่…”

“ไปแล้ว?”

“ตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อน…”

“เขาบอกว่ามีธุรกิจใหญ่ต้องจัดการ เพื่ออนาคตของพวกเรา”

“เขาทิ้งบัตรเครดิตไว้ที่เคาน์เตอร์สำหรับจ่ายค่ารักษา…”

“แต่เมื่อวานคุณหมอบอกว่าบัตรถูกปฏิเสธแล้ว”

“หนูติดต่อเขาไม่ได้เลย”

“แม่คะ… หนูนึกว่าหนูจะต้องตายอยู่ที่นี่คนเดียวแล้ว…”

ภาพตรงหน้าทำให้สายตาของฉันมืดมนไปหมด

ลูกสาวของฉัน…

ถูกทอดทิ้งอยู่ที่นี่ตามลำพังนานกว่าหนึ่งเดือน

ในขณะที่คนที่สาบานว่าจะรักและปกป้องเธอ กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ฉันกำมือคลาราลูกสาวฉันไว้แน่น ความอ่อนแอและน้ำตาของคนเป็นแม่มลายหายไปทันที เหลือเพียงความเยือกเย็นของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่พร้อมจะบดขยี้ทุกคนที่ทำร้ายลูกสาวของฉัน

ฉันเปิดโทรศัพท์มือถือเครื่องสำรองที่ใช้ระบบดาวเทียมขึ้นมาทันที จากนั้นโทรหาหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัยและนักสืบเอกชนที่ทำงานให้บริษัทฉันมานานกว่ายี่สิบปี

“วินเซนต์ ฉันมีงานด่วนที่สุดให้ทำ” เสียงของฉันนิ่งสนิทและทรงพลัง “สืบพิกัดปัจจุบันของจูเลียน ยอดเงินในบัญชี บัตรเครดิตทุกใบ และเช็กสถานะการเงินของบริษัทเขาในประเทศไทยตอนนี้ทันที ฉันให้เวลาห้านาที”

ฉันหันกลับมาสั่งการพยาบาลส่วนตัวและทีมแพทย์เคลื่อนที่เร็วจากโรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดในแองเคอเรจที่ฉันติดต่อไว้ระหว่างเดินทาง ให้ส่งเฮลิคอปเตอร์พยาบาลมารับตัวคลาราไปรับการรักษาที่ทันสมัยที่สุดในเมืองหลวงทันที ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ลูกสาวของฉันก็ถูกย้ายไปยังห้องไอซียูระดับวีไอพีภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยา

และในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ในมือของฉันก็สั่นเตือน วินเซนต์ส่งข้อมูลและรูปถ่ายทั้งหมดมาให้

ความจริงบนกองเงินกองทองที่บาฮามาส

ทันทีที่เปิดดูไฟล์ภาพ เลือดในกายของฉันก็เดือดพล่านจนแทบจะระเบิด

ภาพที่ปรากฏคือ จูเลียน ลูกเขยสารเลวของฉัน กำลังนั่งอยู่บนเรือยอชต์หรูหรากลางทะเลสีครามของหมู่เกาะบาฮามาส ในมือของเขากำลังถือแก้วแชมเปญราคาแพง และที่ข้างกายของเขามีหญิงสาวลูกครึ่งหน้าตาสะสวยคนหนึ่งกำลังนอนอาบแดดอยู่อย่างสุขสบาย

ข้อมูลจากวินเซนต์ระบุชัดเจน:

  • การยักยอกทรัพย์: จูเลียนใช้ใบมอบอำนาจปลอมที่แอบให้คลาราเซ็นในช่วงที่เธอเบลอยา ทำการโอนสิทธิ์ในกองทุนส่วนตัวของคลาราจำนวน ฿150,000,000 เข้าบัญชีนอมินีในต่างประเทศ
  • การทอดทิ้ง: เขาตั้งใจย้ายคลารามาปล่อยทิ้งไว้ในอลาสก้า เพื่อให้เธอ “ตายอย่างเงียบ ๆ” โดยไม่มีใครสงสัย และตัดสิทธิ์การติดต่อทั้งหมดเพื่อที่เขาจะได้เสวยสุขกับชู้รักและฮุบมรดกทั้งหมดของเธอ
  • การตัดเงิน: บัตรเครดิตที่ใช้จ่ายค่ารักษาสถานดูแลถูกเขาสั่งระงับเมื่อสองวันก่อน เพราะเขาคิดว่าคลาราคงไม่รอดชีวิตเกินสัปดาห์นี้แล้ว

ฉันมองรูปถ่ายของจูเลียนที่กำลังยิ้มหน้าระรื่นบนเรือยอชต์ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

“แกคิดว่าแกกำลังฝันหวานอยู่ในสวรรค์งั้นเหรอ จูเลียน…” ฉันพึมพำ “ฉันจะลากแกสลัดความสุขนั้น แล้วดิ่งลงนรกในวันเดียว”

แผนการล้างแค้นระดับโลก

ฉันไม่โทรหาจูเลียนให้เสียเวลา แต่ฉันใช้อำนาจและเงินทั้งหมดที่มีสั่งการเปิดฉาก “ทำลายล้าง” ทันที

ฉากที่ 1: แช่แข็งนรก

ฉันสั่งให้ทนายความประจำตระกูลยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศและดีเอสไอเพื่อขออายัดบัญชีธนาคารทุกใบของจูเลียนและบริษัทนอมินีในข้อหาฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ และพยายามฆ่าโดยเจตนา (ด้วยการปล่อยปละละเลยผู้ป่วย) ภายในเวลาสามชั่วโมง บัตรเครดิตทุกใบ เงินทุกบาทในบัญชีของเขาที่บาฮามาสถูกระงับกลายเป็นตัวเลขศูนย์ทันที

ฉากที่ 2: สั่งปิดน่านฟ้า

ฉันติดต่อพาร์ตเนอร์ธุรกิจที่เป็นเจ้าของท่าเรือและธุรกิจการบินในบาฮามาส สั่งระงับการเติมน้ำมันเรือยอชต์คันนั้น และขึ้นบัญชีดำห้ามจูเลียนเดินทางออกนอกเกาะเด็ดขาด เขาจะถูกกักขังให้อยู่บนเรือยอชต์ลำนั้นโดยไม่มีเงินติดตัวแม้แต่เซนต์เดียว

วันที่นรกมาเยือนบาฮามาส

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ท่าเรือหรูในบาฮามาส

จูเลียนตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการแฮงก์ เขาเดินไปที่บาร์บนเรือและพยายามจะสั่งอาหารระดับมิชลินสตาร์มาส่ง แต่ผู้จัดการท่าเรือกลับปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย

“ขอโทษครับคุณจูเลียน บัตรเครดิตของคุณใช้ไม่ได้ และเรือของคุณถูกอายัดแล้ว กรุณาออกจากท่าเรือภายในครึ่งชั่วโมงครับ”

จูเลียนหน้าถอดสี เขาพยายามกดโทรศัพท์เช็กบัญชีธนาคาร แต่ระบบแจ้งว่าบัญชีถูกระงับโดยคำสั่งศาลชั่วคราว ทันใดนั้น เสียงไซเรนของตำรวจท้องถิ่นบาฮามาสและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก็ดังขึ้นที่หน้าท่าเรือ พร้อมกับหมายจับสากลส่งผู้ร้ายข้ามแดนในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์สินและพยายามฆ่า

ในจังหวะที่เขาถูกใส่กุญแจมือและลากตัวลงมาจากเรือยอชต์ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของชู้รัก โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น มันเป็นสายวิดีโอคอลจากเบอร์แปลก

เขารีบกดรับด้วยความหวัง แต่ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือใบหน้าของฉัน… เฮเลนา ที่กำลังนั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้ของคลาราในโรงพยาบาลที่ทันสมัยที่สุด

“คุณแม่! คุณแม่ช่วยผมด้วย! ผมโดนใส่ร้าย!” จูเลียนร้องไห้โฮผ่านหน้าจอ สภาพของเขาดูหวาดกลัวจนตัวสั่น

ฉันมองเขาผ่านหน้าจอด้วยสายตาที่เยือกเย็นเฉยชา ไม่มีแม้ความโกรธ มีเพียงความสมเพช

“ฉันไม่ได้ชื่อคุณแม่ของแก จูเลียน” ฉันพูดเสียงเรียบ “แกคิดว่าแกฉลาดมากใช่ไหมที่หลอกลูกสาวฉันมาทิ้งให้ตายในอลาสก้า เพื่อที่แกจะได้ไปเสวยสุขกับเงินของเธอ?”

“ผม… ผมขอโทษครับคุณแม่! คลารา! คลารายังไม่ตายใช่ไหม? ให้ผมคุยกับเธอหน่อย!”

ฉันเบนกล้องไปที่คลารา ซึ่งตอนนี้หน้าตาเริ่มมีเลือดฝาดและสวมท่อช่วยหายใจอยู่ เธอลืมตาขึ้นมองจูเลียนผ่านหน้าจอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและเด็ดขาด

“จูเลียน…” คลาราพูดผ่านหน้ากากออกซิเจนด้วยเสียงที่แหบพร่าแต่ชัดเจน “คุกที่บาฮามาส… คงจะหนาวไม่แพ้อลาสก้าหรอกนะ ไปชดใช้กรรมในคุกเถอะ”

ฉันดึงโทรศัพท์กลับมาและจ้องหน้าจูเลียนเป็นครั้งสุดท้าย

“เงิน 150 ล้านฉันดึงกลับมาหมดแล้ว ส่วนบริษัทของแกที่กรุงเทพฯ ฉันสั่งทุบหุ้นและเทคโอเวอร์เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันนี้ แกจะไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่เงินจ้างทนาย… นอนเน่าอยู่ในคุกต่างแดนไปจนตายเถอะ”

ฉันกดตัดสายทันทีโดยไม่ฟังเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเขา

ฉันหันไปกุมมือคลารา คลารายิ้มให้ฉันทั้งน้ำตา—แต่ครั้งนี้เป็นน้ำตาแห่งความโล่งอกและความหวัง ชีวิตของลูกสาวฉันกำลังจะกลับมาแข็งแรงและงดงามอีกครั้ง และคนสารเลวที่ทำร้ายเธอ… จะต้องชดใช้ด้วยอิสรภาพและชีวิตที่เหลืออยู่ของมันในห้องขังที่มืดมิดและหนาวเหน็บไปตลอดกาล