Posted in

หลังวันหยุดซินูลอก บริษัทเก่าโทรมาหาฉันและสั่งให้กลับไปทำโปรเจกต์ให้เสร็จ… แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า ในวันเดียวกันนั้น ฉันได้นั่งอยู่ในสำนักงานของประธานบริษัทลูกค้าแล้ว**

หลังวันหยุดซินูลอก บริษัทเก่าโทรมาหาฉันและสั่งให้กลับไปทำโปรเจกต์ให้เสร็จ… แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า ในวันเดียวกันนั้น ฉันได้นั่งอยู่ในสำนักงานของประธานบริษัทลูกค้าแล้ว**

**ตอนที่ 1**

เพิ่งจบเทศกาลซินูลอกไม่นาน

ฉันยังไม่ทันดื่มกาแฟคำแรกในวันเริ่มงานใหม่เลย…

โทรศัพท์ก็ดังขึ้น

พอฉันรับสาย…

เสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นทันที

“มาริสา!”

“เธออยู่ไหน?”

“ใกล้ถึงวันส่งมอบโปรเจกต์ให้ลูกค้าแล้วนะ!”

“ทำไมยังไม่เข้าบริษัทอีก?!”

ฉันเงียบไปชั่วครู่

เกือบลืมไปเลย…

ว่าพวกเขายังไม่รู้ว่าฉันลาออกไปนานแล้ว

เขาไม่รอฟังคำตอบฉันด้วยซ้ำ

วางสายไปทันที

ไม่ถึงหนึ่งนาทีต่อมา…

ฝ่าย HR ก็โทรมาอีก

“มาริสา”

“ทำไมยังไม่มาทำงาน?”

“บอสราโมนโกรธมากนะ”

“เธอน่าจะเป็นคนที่รับผิดชอบที่สุดในทีมแล้วไม่ใช่เหรอ”

“ถึงจะไม่พอใจกับโบนัสสิ้นปี ก็ไม่ควรทิ้งงานแบบนี้”

ฉันยิ้มบาง ๆ

“คุณแอนนา”

“ฉันไม่ได้ทิ้งงานนะคะ”

“ฉันลาออกตั้งแต่ก่อนเริ่มวันหยุดแล้วค่ะ”

เธอเงียบไป

ไม่กี่วินาทีต่อมา น้ำเสียงก็อ่อนลง

“อ๋อ เรื่องนั้นเหรอ”

“เราอ่านใบลาออกของเธอแล้วนะ”

“บอสราโมนก็อนุมัติแล้ว”

“แต่ช่วงก่อนหยุดมันยุ่งมากจริง ๆ”

“ตอนนี้หลังวันหยุดแล้ว เรามาคุยกันใหม่ได้นะ”

ฉันขมวดคิ้ว

“จะคุยเรื่องอะไรอีกคะ?”

ฉันเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

ส่งมอบงานครบแล้ว

คืนของบริษัทครบทุกอย่าง

และออกอย่างเป็นทางการแล้ว

ยังจะคุยอะไรอีก?

เธอรีบตอบทันที

“เรื่องข้อเสนอ”

“บอสราโมนบอกว่าจะเพิ่มเงินเดือนให้เธอ 1,000 บาทต่อเดือน”

“ช่วงนี้หางานยากนะ”

“คิดดูสิ ปีนึงก็เพิ่มตั้ง 12,000 บาทเลยนะ”

ฉันถอนหายใจเบา ๆ

และนึกย้อนกลับไปตอนประเมินผลงานปลายปี

เพื่อนร่วมงานของฉันที่เลิกงานตรงเวลา 5 โมงทุกวัน

ไม่เคยตามงานจนดึก

แต่แต่ละคนได้โบนัสปลายปี 20,000 บาท

ส่วนฉัน…

ตลอดหนึ่งปี

ฉันสร้างสัญญาให้บริษัทเกือบ **60,000,000 บาท (≈ 38,400,000 บาทไทย)**

โปรเจกต์ใหญ่ที่สุดของบริษัท

ฉันเป็นคนดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ

ทำงานแทนคนสามคน

โอทีแทบทุกวัน

ไม่เคยขาดงานแม้แต่วันเดียว

แต่ในวันประกาศรางวัล…

ทุกอย่างกลับไปอยู่ที่ชื่อ “เบียงกา”

เธอได้ตำแหน่งพนักงานดีเด่นประจำปี

พร้อมโบนัส 100,000 บาท (≈ 64,000 บาทไทย)

และสมาร์ตโฟนเรือธงเครื่องใหม่

ส่วนฉัน…

500 บาท (≈ 320 บาทไทย)

ห้าร้อยบาท

จนถึงตอนนี้ ฉันก็ยังยอมรับไม่ได้

ตอนนั้นฉันเคยถาม HR

“คุณแอนนา…”

“ทำไมโบนัสฉันได้แค่ 500 บาท?”

เธอเงียบไปครู่หนึ่ง

ก่อนพูดอย่างระมัดระวัง

“มาริสา…”

“เธอทำงานเก่งนะ”

“แต่เธอจริงจังเกินไป”

“ไม่ค่อยไปกิจกรรมทีมบิลดิ้ง”

“ไม่ค่อยเข้าสังคมกับเพื่อนร่วมงาน”

“ไม่ค่อยร่วมกิจกรรมบริษัท”

“การประเมินไม่ได้ดูแค่งานอย่างเดียว”

ฉันหัวเราะออกมา

ตอนพวกเขาไปเที่ยวทะเลกัน

ฉันยังอยู่ในออฟฟิศทำข้อเสนอ

ตอนพวกเขาไปกินเหล้า

ฉันยังคุยกับลูกค้าจนเที่ยงคืน

ตอนพวกเขาร้องคาราโอเกะ

ฉันกำลังทำพรีเซนเทชันสำหรับวันถัดไป

ฉันทำทุกอย่าง…

เพื่อบริษัทนี้

แต่ตอนนี้…

กลับเอาสิ่งนั้นมาใช้หักล้างฉัน

ขณะที่พวกเขาโพสต์เฟซบุ๊กว่า

“One Team”

“One Family”

นั่นแหละคือมาตรวัดความ “เก่ง” ของบริษัทนี้สินะ

ฉันสูดหายใจลึก

“มีเหตุผลอื่นอีกไหมคะ?”

คุณแอนนานิ่งคิด

แล้วพูดเสียงเบา

“เหมือนบอสราโมนจะได้ยินมาว่า…”

“ลูกค้าบางรายไม่พอใจผลงานเธอ”

ฉันนั่งตัวตรงทันที

“ลูกค้าคนไหน?”

“เรื่องอะไร?”

“เกิดขึ้นเมื่อไหร่?”

“ทำไมไม่มีใครบอกฉันเลย?”

เธอเริ่มอึกอัก

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน…”

“ได้ยินมาเฉย ๆ”

ได้ยินมาเฉย ๆ

ได้ยินว่าเธอไม่เก่ง

ได้ยินว่าเธอมีปัญหา

ได้ยินว่าเธอเข้ากับคนอื่นไม่ได้

และเพราะ “ได้ยินมา” เหล่านั้น…

ทั้งปีที่ฉันทำงานหนัก จึงมีค่าแค่ 500 บาท (≈ 320 บาทไทย)

ฉันหมดความหวังทั้งหมดแล้ว

พูดอย่างนิ่ง ๆ

“คุณแอนนา”

“ฉันลาออกเรียบร้อยแล้วค่ะ”

“เอกสารทุกอย่างครบแล้ว”

“ถ้ามีแค่เรื่องส่งมอบงาน ฉันยินดีช่วย”

“นอกนั้น…”

“อย่าโทรหาฉันอีกเลยนะคะ”

เธอขึ้นเสียงทันที

“มาริสา!”

“เธอนี่มันดื้อจริง ๆ!”

“เราคุยกันดี ๆ แต่เธอไม่รู้จักบุญคุณเลย!”

ฉันไม่ตอบอะไรอีก

กดวางสายอย่างเงียบ ๆ

ฉันไม่อยากให้บริษัทเก่า…

ตอนจบ: ปลายทางที่ไม่มีเขา

โซเฟียยื่นผ้าคลุมหน้าคืนให้ฉันด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาคู่สวยของเธอรื้นไปด้วยน้ำตาคล้ายจะบอกทุกคนว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ

“พี่มีอาคะ หนูขอโทษ… หนูแค่เห็นว่าแสงกำลังสวย เลยแค่อยากช่วยเช็กภาพให้เฉย ๆ ค่ะ”

อีธานรีบขยับตัวเข้ามาขวางระหว่างฉันกับโซเฟียทันที คิ้วของเขาขมวดแน่นด้วยความไม่พอใจ “มีอา คุณจะเอาอะไรอีก? โซเฟียก็คืนให้คุณแล้วไง เรื่องแค่นี้ทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ด้วย?”

เรื่องแค่นี้… คำพูดของเขาเหมือนใบมีดที่กรีดลึกแผลเดิมซ้ำ ๆ ห้าชั่วโมงที่ฉันยืนตากฝนจนตัวสั่น เทียบไม่ได้เลยกับความหนาวเหน็บในใจตอนที่เห็นเขาประคองผู้หญิงคนอื่น

ฉันมองผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวในมือของโซเฟีย มันเปียกละอองฝน และที่สำคัญ… มันถูกรอยเครื่องสำอางของเธอเปื้อนเป็นคราบจาง ๆ ไปแล้ว

ฉันไม่ได้ยื่นมือไปรับมันมา

“ไม่ต้องคืนหรอก” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดในชีวิต “ถ้าเธอชอบ… ฉันยกให้”

ทั้งอีธานและโซเฟียต่างชะงักไป ช่างภาพและทีมงานรอบข้างพากันเงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่งและเสียงสายฝน

“มีอา! อย่าประชดได้ไหม?” อีธานกดเสียงต่ำ พยายามควบคุมอารมณ์ “ผมบอกแล้วไงว่าเราแค่ลองไฟ ลองแสงกันเฉย ๆ รีบไปแต่งหน้าใหม่ได้แล้ว ทุกคนรอคุณคนเดียวจนเหนื่อยจะแย่”

“คนที่ไม่ควรให้รอ… คือคุณไม่ใช่เหรออีธาน?” ฉันเงยหน้ามองเขาตรง ๆ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความรักบัดนี้ว่างเปล่า “คุณให้ฉันรอห้าชั่วโมงท่ามกลางสายฝนเพื่อไปรับรักแรกของคุณ คุณเอาผ้าคลุมหน้าของฉันไปให้คนอื่นใส่ คุณให้เธอไปยืนในจุดที่คุณเคยคุกเข่าขอฉันแต่งงาน…”

“…”

“และคุณบอกว่าทุกคนรั้งรอเพราะฉัน?” ฉันแค่นยิ้มให้ความโง่เขลาของตัวเองในอดีต “ไม่ใช่หรอก… เป็นฉันต่างหากที่รั้งรอความรักที่มันไม่มีอยู่จริงมาตลอดหกปี”

“มีอา… คุณกำลังพูดเรื่องอะไร?” แววตาของอีธานเริ่มสั่นไหวเป็นครั้งแรกเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของฉัน

ฉันไม่ตอบ แต่ค่อย ๆ เอื้อมมือไปถอดแหวนหมั้นเพชรเม็ดโตออกจากนิ้วนางข้างซ้าย แหวนที่ฉันเคยหวงแหนยิ่งกว่าชีวิต ฉันจับมือของอีธานขึ้นมา แล้ววางแหวนวงนั้นลงบนฝ่ามือของเขาพร้อมกับแก้วกาแฟร้อนที่เริ่มเย็นชืด

“วันนี้… ฉันไม่ใช่เจ้าสาวของคุณอีกต่อไปแล้ว”

“มีอา! หยุดบ้าเดี๋ยวนี้ล่ะ!” อีธานคว้าข้อมือฉันไว้แน่น ใบหน้าของเขาเริ่มถอดสี “แค่เรื่องถ่ายพรีเวดดิ้งพัง คุณถึงกับจะยกเลิกงานแต่งเลยเหรอ?!”

“มันไม่ได้พังเพราะสายฝนหรอกอีธาน… แต่มันพังเพราะใจของคุณไม่เคยมีฉันอยู่ต่างหาก” ฉันแกะมือเขาออกอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด “ไปแต่งงานกับเคมีที่เข้ากันของคุณเถอะ ส่วนฉัน… ขอพอกันที”

ฉันหันหลังให้พวกเขาอย่างไม่ใยดี แล้วก้าวเดินออกจากประภาคารแห่งนั้น ชายกระโปรงชุดเจ้าสาวที่ยาวลากพื้นเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและหยาดฝน แต่มันกลับไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกหนักเลยสักนิด ตรงกันข้าม… ไหล่ของฉันกลับเบาลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“มีอา! กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องนะ มีอา!”

เสียงของอีธานตะโกนไล่หลังมาอย่างร้อนรน ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาที่พยายามจะวิ่งตาม แต่สุดท้ายก็ถูกเสียงของโซเฟียร้องเรียกไว้เพราะเธอแกล้งทำเป็นหน้ามืดล้มลงไปเสียก่อน และแน่นอน… อีธานเลือกที่จะหันกลับไปหาเธอเหมือนทุกครั้ง

นั่นคือภาพสุดท้ายของเขาที่อยู่ในสายตาของฉัน และเป็นภาพที่ทำให้ฉันยิ้มออกมาได้ในที่สุด… ยิ้มที่ฉันหลุดพ้นจากผู้ชายคนนี้เสียที

สามเดือนต่อมา

ในร้านกาแฟใจกลางเมืองอันอบอุ่น

ฉันในชุดเดรสเรียบง่ายกำลังนั่งตรวจเช็กไฟล์งานโปรเจกต์ใหม่ เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่ง

อีธาน… เขาดูลูกโซ่และซูบผอมลงไปมาก สายตาของเขาที่มองตรงมาที่ฉันเต็มไปด้วยความถวิลหาและรู้สึกผิด

เขานั่งลงฝั่งตรงข้ามฉันโดยที่ฉันไม่ได้เชิญ

“มีอา… ในที่สุดคุณก็ยอมเจอผม” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า “ผมคิดถึงคุณเหลือเกิน สามเดือนที่ผ่านมา… ไม่มีวันไหนเลยที่ผมมีความสุข”

ฉันปิดหน้าจอแล็ปท็อปลงแล้วมองเขาด้วยความนิ่งเฉย “มีธุระอะไรหรือเปล่าคะคุณอัลวาเรซ? ฉันมีเวลาไม่มาก”

“มีอา… ผมเลิกติดต่อกับโซเฟียเด็ดขาดแล้ว วันนั้นผมแค่หน้ามืดตามัว ผมแค่อยากชดเชยเรื่องในอดีตให้เธอ แต่คนที่ผมรักและอยากแต่งงานด้วยคือคุณคนเดียว กลับมาหาผมนะ… งานแต่งงานของเรา ผมเตรียมทุกอย่างไว้เหมือนเดิมแล้ว” เขายื่นมือมาหมายจะกุมมือฉัน

ฉันชักมือกลับอย่างเป็นธรรมชาติ

“สูทตัวนั้น… โซเฟียคืนให้คุณหรือยังคะ?” ฉันถามเรียบ ๆ

อีธานชะงัก “…คืนแล้ว ทำไมเหรอ?”

“เสื้อผ้าที่คนอื่นใส่แล้ว… ถึงจะซักสะอาดแค่ไหน ฉันก็ไม่คิดจะเอามาใส่ต่อหรอกค่ะ” ฉันยิ้มบาง ๆ “ความรักและผู้ชายก็เหมือนกัน ในเมื่อคุณยอมให้คนอื่นเข้ามาแชร์พื้นที่ที่เป็นของฉัน วันนั้นฉันก็ได้ยกมันให้เธอไปแล้ว และฉันไม่เคยรับของเหลือจากใครคืน”

“มีอา…” แววตาของอีธานเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและตื่นตระหนก ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าเขาได้สูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดไปอย่างไม่มีวันได้คืน

“ขอตัวนะคะ คู่เดทของฉันกำลังจะมาแล้ว”

ฉันลุกขึ้นยืน สะพายกระเป๋า แล้วเดินผ่านเขาไปโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย หน้าร้านกาแฟ แสงแดดอบอุ่นของวันใหม่ส่องสว่างลงมา ฝนที่เคยตกหนักในใจของฉัน… ได้ซาลงและจางหายไปนานแล้ว