ตอนที่ 1 — ในคืนที่แฟนหนุ่มผู้ดูสมบูรณ์แบบของฉันเดินเข้าห้องน้ำ พ่อกลับคว้าข้อมือฉันไว้แน่นแล้วกระซิบว่าอย่าแต่งงานกับเขา เพราะรอยยิ้มของเขาไร้วิญญาณ และชื่อที่เขาใช้แนะนำตัวกับครอบครัวเราอาจไม่ใช่ชื่อจริง
เมื่อ เอนโซ เมร์กาโด ก้าวเข้ามาในบ้านหลังเล็กของเราที่เมืองเกซอน เขาถือขนมเอนซายมาดากล่องหนึ่ง ถุงผลไม้หนึ่งถุง และรอยยิ้มที่สามารถทำให้พ่อแม่คนไหนก็เอ็นดูได้ทันที
และคนแรกที่ตกหลุมเสน่ห์ของเขาก็คือฉันเอง
เราคบกันได้เพียงสามเดือน แต่ในความรู้สึกของฉัน มันเหมือนกับว่าเรารู้จักกันมาหลายปีแล้ว
เขาไม่พูดมาก
เขาไม่หยาบคาย
เขาไม่ชอบโอ้อวด
เวลาข้ามถนน มือของเขามักอยู่ด้านหลังฉันเสมอ ไม่ใช่เพื่อผลัก แต่เพื่อให้ฉันรู้สึกว่ามีคนคอยปกป้อง
เวลาขึ้นรถจี๊ปนีย์ เขาจะเป็นคนจ่ายค่าโดยสารก่อนเสมอ
ถ้ามีผู้สูงอายุขึ้นมา เขาจะลุกให้ที่นั่งทันที แม้เพิ่งกลับจากที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย
ในยุคนี้ ผู้ชายที่ดูเหมือนถูกเลี้ยงดูมาด้วยคุณค่าที่ดีนั้นหาได้ยากเหลือเกิน
ดังนั้นเมื่อเขาบอกว่าอยากพบพ่อของฉัน ฉันจึงมีความสุขมาก
ขณะคนกาแฟเย็นในคาเฟ่เล็ก ๆ ใกล้ออฟฟิศ เขาพูดว่า
“ผมไม่อยากเป็นความลับในครอบครัวของคุณ ลีรา ถ้าคุณสำคัญกับผม ผมก็ต้องให้เกียรติคนที่เลี้ยงดูคุณมาด้วย”
ใครกันจะไม่ใจอ่อนกับคำพูดแบบนั้น
ฉันเองก็ใจอ่อน
แต่สิ่งที่ฉันไม่รู้ก็คือ คืนที่ฉันพาเขากลับบ้าน ไม่ใช่เขาที่พยายามทำให้พ่อประทับใจ
แต่เป็นพ่อที่มองเห็นรอยร้าวหลังหน้ากากของเขาตั้งแต่แรก
พ่อของฉัน เนสเตอร์ ซานโตส อายุหกสิบเอ็ดปี เป็นอดีตเจ้าหน้าที่เรือนจำที่เกษียณแล้วจากเรือนจำมุนตินลูปา
ตลอดยี่สิบหกปี เขาเผชิญหน้ากับผู้ชายที่ร้องไห้ได้โดยไม่มีน้ำตา
ผู้ชายที่สาบานต่อหน้าพระเจ้า ขณะซ่อนมีดไว้ใต้หมอน
ผู้ชายที่ทำให้น้ำเสียงของตัวเองฟังดูอ่อนโยนได้ทุกครั้งที่ต้องการบางสิ่ง
ฉันเติบโตมาในบ้านที่ประตูรั้วจะไม่เปิดหลังสามทุ่ม
ไม่ใช่เพราะพ่อเข้มงวดอย่างเดียว
แต่เพราะเขาเชื่อว่า อันตรายไม่ได้มีหน้าตาเหมือนสัตว์ประหลาดเสมอไป
บางครั้งมันมีกลิ่นน้ำหอมดี ๆ รู้จักไหว้ผู้ใหญ่ และรู้ว่าควรเรียกใครว่า “คุณลุง” หรือ “คุณป้า”
คืนนั้น พวกเราสามคนนั่งอยู่ในห้องรับแขก
เอนโซนั่งข้างฉัน สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ดูเหมือนเพิ่งรีดมาใหม่
พ่อนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวโปรด พร้อมชาขิงอุ่นหนึ่งถ้วย
ส่วนฉันนั่งอยู่ตรงกลาง พยายามทำตัวให้สบายใจ
“ขอโทษนะครับที่เพิ่งได้มาเยี่ยม ผมอยากแน่ใจก่อนว่าผมจริงจังกับความสัมพันธ์นี้จริง ๆ ก่อนจะมาพบคุณลุง”
ฉันยิ้มออกมา
คำตอบนั้นสมบูรณ์แบบมาก
ไม่ยาวเกินไป
ไม่โอ้อวด
ไม่เย็นชา
เป็นคำตอบที่พ่อคนหนึ่งอยากได้ยินที่สุด
แต่พ่อไม่ได้ยิ้ม
เขาเพียงมองเอนโซ
มองนาน
เงียบ
จนฉันเริ่มอึดอัดเสียเอง
“พ่อคะ ไปทานข้าวกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวอะโดโบจะเย็นหมด”
พ่อจึงพยักหน้า
ระหว่างมื้ออาหาร เอนโซสุภาพอย่างไร้ที่ติ
ไม่รีบร้อน
ไม่ทำเลอะเทอะ
ไม่ชมอาหารเกินจริง
เขาเพียงพูดว่า
“อร่อยมากครับคุณลุง รสชาติเหมือนอาหารที่บ้านจริง ๆ ไม่เหมือนอาหารร้านที่เค็มเกินไป”
อีกครั้งที่ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ
นั่นยิ่งทำให้ฉันหงุดหงิดที่พ่อแทบไม่แตะอาหารของตัวเอง
หลังอาหารค่ำ เอนโซขอใช้ห้องน้ำ
“ได้สิ อยู่สุดทางเดิน ทางซ้ายมือ”
ทันทีที่ประตูห้องน้ำปิดลง พ่อก็คว้าข้อมือฉันไว้
แน่น
ไม่ถึงกับเจ็บ
แต่ทำให้ต้นคอฉันเย็นวาบ
“ลีรา”
“มีอะไรคะพ่อ”
เสียงของพ่อเบามาก
“ผู้ชายคนนั้นมีบางอย่างผิดปกติ”
ฉันจ้องหน้าเขา
“อะไรนะคะ”
พ่อไม่กะพริบตา
“มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล”
ฉันหัวเราะเบา ๆ อย่างฝืน ๆ
“พ่อคะ นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาที่นี่ เขาก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา”
“เขาไม่ได้ตื่นเต้น”
“พ่อรู้ได้ยังไง”
พ่อหันไปมองทางห้องน้ำ
“คนที่ตื่นเต้นจะมีสัญญาณเล็ก ๆ เสมอ เกาอุ้งมือ จัดคอเสื้อ ดื่มน้ำทั้งที่ไม่กระหาย หัวเราะเร็วเกินไป หรือตอบคำถามไม่สุด”
เขาหยุดหายใจชั่วครู่
“แต่เขาไม่มีสักอย่าง”
“บางทีเขาอาจใจเย็นก็ได้”
“นั่นไม่ใช่ความใจเย็น”
พ่อปล่อยข้อมือฉัน
แล้วใช้นิ้วเคาะโต๊ะสองครั้ง
ก๊อก
ก๊อก
ตั้งแต่เด็กฉันรู้จักเสียงนี้ดี
มันหมายความว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่างอย่างจริงจัง
“ทุกคำตอบของเขาเป็นคำตอบที่เธออยากได้ยิน ไม่ใช่คำตอบที่เขาอยากพูด เข้าใจความต่างไหม”
ฉันส่ายหน้า
“ไม่เข้าใจ”
“คนจริง ๆ จะมีตัวตนอยู่ในคำพูด บางครั้งเล่าไม่เป็นลำดับ บางครั้งรายละเอียดเยอะเกินไป บางครั้งนึกเรื่องอื่นขึ้นมากลางคัน แต่คำตอบของเขาเหมือนผ่านการซ้อมมาแล้ว”
ฉันกลืนน้ำลาย
“พ่อกำลังตัดสินเขาแรงเกินไป”
“ดวงตาของเขาไม่ยิ้ม”
ฉันนิ่งไป
“ว่าไงนะ”
“ปากของเขายิ้ม แต่ดวงตาไม่ยิ้ม”
ฉันพยายามหาข้อแก้ตัว
“บางทีเขาอาจแค่เหนื่อย”
“แล้วมือของเขา”
“มือเขาทำไมอีก”
“ตอนที่แตะตัวเธอ มันไม่ใช่สัมผัสของผู้ชายที่กำลังรักใครสักคน”
พ่อมองตรงมาที่ฉัน
“แต่มันเหมือนสัมผัสของคนที่กำลังประเมินอะไรบางอย่าง”
ทันใดนั้น เสียงน้ำในห้องน้ำก็หยุดลง
ราวกับมีบางอย่างตัดอากาศระหว่างเรา
ในพริบตา สีหน้าของพ่อก็เปลี่ยนไป
จากอดีตเจ้าหน้าที่ผู้เคร่งขรึม กลายเป็นคุณพ่อใจดีตามปกติ
เขาหยิบจานมะม่วงขึ้นมา
เมื่อประตูห้องน้ำเปิดออก เอนโซเดินออกมาพร้อมผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก
“ขอโทษนะครับคุณลุง”
พ่อยิ้ม
“ไม่เป็นไร เอนโซ มากินมะม่วงกัน หวานมาก เพื่อนบ้านส่งมาจากซัมบาเลส”
เอนโซกลับมานั่งข้างฉัน
เขาโอบไหล่ฉันเบา ๆ
มันควรเป็นเรื่องปกติ
แต่ฉันเห็นนิ้วของพ่อหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ก่อนจะยิ้มอีกครั้ง
“เอนโซ เธอโตที่ไหน”
“ที่อีโลอีโลครับ”
“แถวไหน”
“จาโรครับ”
พ่อพยักหน้า
“จาโร เมืองสวยนะ สมัยก่อนฉันมีเพื่อนร่วมงานอยู่ที่นั่น เขาบอกว่าบ้านอยู่ใกล้โบสถ์ แล้วเธอล่ะ อยู่แถวไหน”
รอยยิ้มของเอนโซยังเหมือนเดิม
“บังเอิญอยู่ใกล้โบสถ์เหมือนกันครับ”
“บารังไกย์อะไร”
หนึ่งวินาที
สั้นมาก
แต่ฉันสังเกตได้
“บารังไกย์ซานเปโดรครับ”
พ่อพยักหน้าช้า ๆ
“ซานเปโดรเหรอ เพื่อนฉันบอกว่าช่วงงานประจำปี ถนนแถวนั้นรถติดตั้งแต่เช้าเลย”
“ใช่ครับ รถติดมาก”
พ่อค่อย ๆ วางมะม่วงลงบนจาน
ยังยิ้มอยู่
แต่คราวนี้รอยยิ้มไม่ไปถึงดวงตา
“อย่างนั้นหรือ”
และเป็นครั้งแรกในคืนนั้น ที่ฉันรู้สึกหนักอึ้งในอก
…
คืนนั้น หลังจากเอนโซกลับไป และพ่อยอมรับว่าเรื่องเพื่อนจากจาโรเป็นเพียงกับดักเพื่อดูปฏิกิริยาของเขา ฉันก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน
บัญชีโซเชียลมีเดียของเอนโซมีโพสต์ย้อนหลังเพียงหกเดือน
ไม่มีรูปสมัยมหาวิทยาลัย
ไม่มีเพื่อนเก่า
ไม่มีความทรงจำในวัยเด็ก
ไม่มีร่องรอยชีวิตก่อนที่ฉันจะรู้จักเขา
และในวันรุ่งขึ้น เมื่อมีราตรวจสอบข้อมูลที่ฉันมีเกี่ยวกับเอนโซ น้ำเสียงของเธอในโทรศัพท์จริงจังผิดปกติ
“ลีรา กลับไปอยู่กับพ่อเดี๋ยวนี้”
“ทำไม”
“เลขบัตรประชาชนที่เธอส่งมา…”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง
“มันไม่ใช่ของเอนโซ เมร์กาโด”

ฉันลุกพรวดจากเก้าอี้ในสำนักงานทันที
“แล้วมันเป็นของใคร”
เสียงของมีราเบาลง
“เป็นของผู้ชายคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อน”
นี่คือบทสรุปและฉากจบอันเข้มข้นของเรื่องราวนี้:
ตอนจบ — หน้ากากที่หลุดลอก
ตัวชาดิกราวกับถูกน้ำแข็งสาด ลีราซวนเซถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับผนังห้องทำงาน เสียงเตือนของมีรายังคงดังก้องอยู่ในหัว “มันไม่ใช่ของเอนโซ เมร์กาโด… มันเป็นของผู้ชายที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อน”
เธอกดวางสายด้วยมือที่สั่นเทา ความทรงจำตลอดสามเดือนที่ผ่านมาฉายซ้ำในหัวราวกับภาพยนตร์สยองขวัญ รอยยิ้มที่แสนอบอุ่น การลุกเสียสละที่นั่งบนรถจี๊ปนีย์ มือที่คอยประคองเธอตอนข้ามถนน… ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ความสุภาพ แต่มันคือ “การแสดง” ที่ถูกฝึกซ้อมมาอย่างสมบูรณ์แบบ
ลีรารีบคว้ากระเป๋าแล้ววิ่งออกจากออฟฟิศทันที เธอเรียกแท็กซี่และสั่งให้คนขับมุ่งหน้าไปยังเมืองเกซอนให้เร็วที่สุด ในใจได้แต่ภาวนาขอให้พ่อของเธอปลอดภัย
เมื่อรถแท็กซี่จอดสนิทหน้าบ้านหลังเล็ก สิ่งแรกที่ลีราสังเกตเห็นคือประตูรั้วเหล็กที่ปกติพ่อจะปิดแน่นหนา บัดนี้มันแง้มอยู่เล็กน้อย ลมหายใจของเธอสะดุด กลิ่นอายความเยือกเย็นบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากตัวบ้าน
เธอค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในห้องรับแขก ไฟทุกดวงเปิดสว่าง
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
พ่อนิสเตอร์ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวโปรด ถ้วยชาขิงบนโต๊ะเย็นชืดไปแล้ว ส่วนฝั่งตรงข้าม… เอนโซนั่งอยู่ตรงนั้น นั่งในท่าทางสบาย ๆ แขนทั้งสองข้างพาดไปกับพนักโซฟา แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือแววตา
รอยยิ้มสุภาพอ่อนโยนที่เคยมี บัดนี้อันตรธานหายไป เหลือเพียงดวงตาที่เรียบเฉย เย็นชา และไร้วิญญาณอย่างที่พ่อเคยบอกไว้ไม่มีผิด ในมือของเขาไม่ได้ถือถุงผลไม้ แต่กำลังพลิกมีดพกเล่มเล็กในมือไปมาอย่างใจเย็น
“มาพอดีเลย ลีรา” เอนโซเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่มีความอบอุ่นอีกต่อไป มันราบเรียบจนน่าขนลุก “ผมกำลังคุยเรื่องสนุก ๆ กับคุณพ่อของคุณอยู่เลย”
“แกเป็นใคร…” ลีราเค้นเสียงพูด ร่างกายสั่นสะท้าน “แกต้องการอะไรจากครอบครัวฉัน!”
เอนโซหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้ง “คุณพ่อคุณไม่ได้เล่าให้ฟังเหรอ? ว่าตลอดยี่สิบหกปีในเรือนจำมุนตินลูปา เขาทำลายชีวิตใครไปบ้าง”
พ่อนิสเตอร์สูดหายใจเข้าลึก แววตาของอดีตผู้คุมชราไม่ได้มีความกลัวอยู่เลย มีเพียงความนิ่งสงบ
“แกคือลูกชายของ อาร์เธอร์ ดีมาคูลิง… ใช่ไหม?” พ่อนิสเตอร์เอ่ยเสียงเรียบ
เอนโซหยุดหมุนมีด นัยน์ตาวาวโรจน์ขึ้นมาแวบหนึ่ง “ในที่สุดก็จำได้สินะ คุณผู้คุมเนสเตอร์… พ่อของฉันต้องตายในคุกสกปรกนั่นเพราะแกไม่ยอมเซ็นอนุมัติส่งตัวเขาไปโรงพยาบาล แกปล่อยให้เขาป่วยตายเหมือนหมาข้างถนน!”
“พ่อของแกแกล้งป่วยเพื่อวางแผนแหกคุก และเขากำลังจะใช้มีดแทงผู้คุมคนอื่น” พ่อนิสเตอร์ตอบกลับอย่างเด็ดขาด “ฉันทำตามหน้าที่ และฉันจำแววตาเคียดแค้นของคนตระกูลดีมาคูลิงได้ดี ต่อให้แกจะไปศัลยกรรมใบหน้า เปลี่ยนชื่อเป็นเอนโซ หรือซ่อนมันไว้ใต้รอยยิ้มจอมปลอมแค่ไหนก็ตาม”
เอนโซลุกขึ้นยืนช้า ๆ ปลายมีดชี้มาทางพ่อนิสเตอร์ “งั้นแกก็คงรู้ใช่ไหมว่าวันนี้ฉันมาทำไม? ฉันใช้เวลาสามเดือนเพื่อเข้าหาลูกสาวแก เพื่อให้เธอรักฉัน เพื่อให้เธอพาฉันเข้าสปอตไลต์ที่แกซ่อนอยู่ และฉันจะทำให้แกเห็น… ว่าการสูญเสียคนที่รักที่สุดต่อหน้าต่อตามันเป็นยังไง!”
“เอนโซ อย่าทำอะไรพ่อนะ!” ลีรากรีดร้อง พยายามจะพุ่งตัวเข้าไปบัง แต่พ่อนิสเตอร์ยกมือขึ้นห้าม
“ลีรา ถอยไป” พ่อนิสเตอร์พูด พร้อมกับใช้นิ้วเคาะโต๊ะไม้สองครั้ง
ก๊อก… ก๊อก…
เสียงเคาะนั้นทำให้นึกถึงความทรงจำในวัยเด็ก มันไม่ใช่สัญญาณของการครุ่นคิด… แต่เป็น สัญญาณเตือนภัย
ทันใดนั้นเอง! เสียงไซเรนรถตำรวจหลายคันดังก้องเข้ามาในซอย บ้านหลังเล็กถูกล้อมไว้ด้วยแสงไฟสีแดงน้ำเงินที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา เอนโซชะงักไป สีหน้าท่านทีหลุดจากการควบคุมเป็นครั้งแรก
“แก… แกแจ้งตำรวจตั้งแต่เมื่อไหร่?!” เอนโซตวาด
“ตั้งแต่ตอนที่แกเดินเข้าห้องน้ำเมื่อคืนนี้แล้ว” พ่อนิสเตอร์กล่าวพร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็น “ฉันแกล้งถามเรื่องบารังไกย์ซานเปโดรในจาโร เพื่อให้แกตายใจและมั่นใจว่าฉันติดกับแก แต่ทันทีที่แกกลับไป ฉันก็โทรหาอดีตลูกน้องที่ยังอยู่ในราชการทันที คนอย่างแก… ไม่มีทางรอดสายตาของคนที่อยู่กับอาชญากรมาครึ่งชีวิตอย่างฉันไปได้หรอก”
ประตูบ้านถูกพังเข้ามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจติดอาวุธ เอนโซเห็นท่าไม่ดี เขาพยายามจะพุ่งเข้าหาลีราเพื่อจับเธอเป็นตัวประกัน แต่พ่อนิสเตอร์ที่แม้จะอายุหกสิบเอ็ดปีกลับว่องไวกว่า เขาลุกขึ้นคว้าเก้าอี้ไม้ตัวหนาฟาดเข้าที่ท่อนแขนของเอนโซอย่างแรงจนมีดหลุดมือ
เคร้ง!
ร่างของเอนโซล้มลงกับพื้น และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกรูกันเข้ามาล็อกตัวไว้ในพริบตา
ขณะที่เอนโซถูกลากตัวออกไปในสภาพหมดรูป เขาหันกลับมาจ้องลีราด้วยสายตาอาฆาตแค้น รอยยิ้มจอมปลอมนั้นแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี
ลีราทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัวและโล่งใจ พ่อนิสเตอร์เดินเข้ามาสวมกอดลูกสาวไว้แน่น มืออันหยาบกร้านของพ่อลูบหัวเธอเบา ๆ อย่างอ่อนโยน… สัมผัสที่แท้จริงของคนที่รักเธอสุดหัวใจ
ทามกลางความมืดมิดของค่ำคืนในเกซอนซิตี้ ลีราได้เรียนรู้บทเรียนที่แพงที่สุดในชีวิต คำสอนของพ่อดังก้องในใจของเธออีกครั้ง และคราวนี้เธอเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง
อันตรายไม่ได้มีหน้าตาเหมือนสัตว์ประหลาดเสมอไป… บางครั้งมันมาในคราบชายหนุ่มผู้อ่อนโยน ที่รู้ว่าควรเรียกใครว่าคุณลุงคุณป้า และมีรอยยิ้มที่สมบูรณ์แบบ แต่อย่าลืมมองให้ลึก ลงไป… ว่าดวงตานั้น มีวิญญาณอยู่ด้วยหรือเปล่า