Posted in

ฉันทิ้งภรรยาที่เพิ่งคลอดลูกไว้ในความดูแลของแม่ตัวเองเพียงสี่วัน พอกลับมาถึงบ้าน ผมกลับพบว่าลูกน้อยกำลังมีไข้สูง ส่วนภรรยาก็แทบหมดสติ และเมื่อเธอกระซิบว่า “พวกเขาไม่ยอมให้ฉันโทรหาคุณ” ผมจึงได้เห็นอย่างชัดเจนว่าครอบครัวของผมเองโหดร้ายเพียงใด

**ฉันทิ้งภรรยาที่เพิ่งคลอดลูกไว้ในความดูแลของแม่ตัวเองเพียงสี่วัน พอกลับมาถึงบ้าน ผมกลับพบว่าลูกน้อยกำลังมีไข้สูง ส่วนภรรยาก็แทบหมดสติ และเมื่อเธอกระซิบว่า “พวกเขาไม่ยอมให้ฉันโทรหาคุณ” ผมจึงได้เห็นอย่างชัดเจนว่าครอบครัวของผมเองโหดร้ายเพียงใด**

### การจากไปที่ถูกบังคับ

ผมชื่อมาเตโอ อายุสามสิบห้าปี

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ภรรยาของผม คลารา เพิ่งให้กำเนิดลูกคนแรกของเรา เด็กชายตัวน้อยชื่อเลโอ การคลอดเป็นไปอย่างยากลำบาก ทำให้เธอต้องพักฟื้นอย่างเต็มที่

แต่แล้วก็เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นที่บริษัท ในฐานะหัวหน้าวิศวกร ผมจำเป็นต้องบินไปยังเซบูเพื่อแก้ไขปัญหาโครงการที่ล้มเหลว

เพราะไม่อยากปล่อยให้คลาราอยู่บ้านตามลำพัง แม่ของผม โดญา คาร์เมลา และน้องสาว เบียทริซ จึงอาสามาอยู่ที่บ้านเพื่อช่วยดูแลเธอ

“ไม่ต้องกังวลหรอก มาเตโอ พวกเราจะดูแลภรรยากับลูกของเธอเอง เธอไปตั้งใจทำงานเถอะ”

แม่ของผมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

แม้ในใจจะรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง เพราะผมรู้ดีว่าแม่ไม่เคยชอบคลาราเลยตั้งแต่แรก เนื่องจากเธอเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาจากต่างจังหวัด แต่ผมก็เลือกที่จะเชื่อใจ

ก็แค่สี่วันเท่านั้น

ทุกคืนผมพยายามโทรกลับบ้าน แต่คนที่รับสายกลับเป็นเบียทริซเสมอ

“พี่คลาราหลับแล้วค่ะพี่ กำลังพักผ่อน อย่าไปรบกวนเธอเลย”

เธอพูดแบบนั้นทุกครั้ง

### การกลับบ้านที่น่าสะพรึงกลัว

ผมเร่งทำงานทั้งที่แทบไม่ได้นอน เพื่อจะได้กลับบ้านให้เร็วที่สุด

ทันทีที่เปิดประตูบ้าน ผมก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

บ้านเงียบผิดปกติ

ผมคิดว่าแม่หรือเบียทริซจะออกมาต้อนรับ แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงกระเป๋าแบรนด์เนมหลายใบวางอยู่ในห้องนั่งเล่น ราวกับว่าพวกเธอเพิ่งกลับมาจากการช้อปปิ้ง

ผมรีบวิ่งขึ้นไปยังห้องนอนใหญ่เพื่อหาภรรยาและลูก

เมื่อเปิดประตูออก…

คลื่นความร้อนก็พุ่งเข้ามาปะทะทันที

เครื่องปรับอากาศถูกปิด

ผ้าม่านหนาทึบถูกปิดสนิทจนห้องมืด

และบนเตียง…

ผมเห็นคลารา

กระเป๋าเดินทางหลุดจากมือผมทันที

เธอกำลังตัวสั่น ถูกห่มด้วยผ้าห่มหนา ๆ และเหงื่อท่วมทั้งตัว

ริมฝีปากซีดขาวราวกับไร้เลือด

ข้างกายเธอ เด็กน้อยเลโอกำลังร้องไห้เบา ๆ อย่างอ่อนแรง

เมื่อผมอุ้มลูกขึ้นมา ผมแทบช็อก

ตัวเขาร้อนราวกับไฟ!

เขามีไข้สูงมาก!

“คลารา! พระเจ้า เกิดอะไรขึ้น?!”

ผมร้องตะโกนอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะรีบเข้าไปประคองภรรยา

แต่เมื่อสัมผัสตัวเธอ ผมก็พบว่าเธอเองก็มีไข้สูงไม่ต่างกัน

คลาราค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก

เธอแทบไม่มีแรงแม้แต่จะพูด

เมื่อสายตาของเธอพบผม น้ำตาก็ไหลออกมาทันที

มือที่สั่นเทาค่อย ๆ จับมือผมไว้

แล้วด้วยเสียงแผ่วเบาแหบพร่า เธอก็กระซิบว่า…

“มะ…มาเตโอ… ช่วย…ฉันด้วย…”

“พวกเขา… เอาโทรศัพท์ของฉันไป…”

“พวกเขา… ไม่ยอม… ให้ฉันโทรหาคุณ…”

คลื่นพายุความโกรธของคนเป็นสามีและพ่อ

คำพูดประโยคนั้นของคลาราราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของผม สมองของผมอื้ออึงไปหมด ความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดที่ทิ้งพวกเธอไว้ซัดกระหน่ำจนแทบยืนไม่อยู่

แต่ในฐานะหัวหน้าครอบครัว ผมจะล้มตรงนี้ไม่ได้

ผมรีบต่อสายตรงหาเพื่อนสนิทที่เป็นกุมารแพทย์ในกรุงเทพฯ สั่งรถพยาบาลฉุกเฉินให้บึ่งมาที่บ้านด่วนที่สุด ระหว่างนั้นผมเปิดเครื่องปรับอากาศ นำผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดตัวให้ลูกน้อยและคลาราอย่างเบามือ น้ำตาของคนเป็นพ่อไหลซึมเมื่อเห็นผิวบาง ๆ ของลูกแดงก่ำเพราะพิษไข้

ตอนนั้นเอง เสียงหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานก็ดังขึ้นมาจากชั้นล่าง

แม่ของผมและเบียทริซเดินนวยนาดเข้ามาในบ้าน ในมือหิ้วถุงสินค้าแบรนด์เนมหรูหราพะรุงพะรัง พวกเธอยังไม่รู้ว่าผมกลับมาแล้ว

“แหมแม่ วันนี้ช้อปปิ้งสนุกจัง เงินที่พี่มาเตโอทิ้งไว้ให้ยายคลาราซื้อของบำรุงเนี่ย เอามาซื้อกระเป๋าใบนี้คุ้มสุด ๆ ไปเลยค่ะ” เบียทริซหัวเราะร่า

“ช่วยไม่ได้ อยากเกิดมาจนเองทำไม เงินก้อนนั้นให้มันไปก็เสียของเปล่า ๆ” โดญา คาร์เมลา เบ้ปากอย่างเหยียดหยาม “ปล่อยให้มันนอนซมในห้องมืด ๆ นั่นแหละ จะได้รู้สำนึกซะบ้างว่าคนละชั้นกัน”

ผมยืนนิ่งอยู่ตรงบันได กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโป่ง เสียงของพวกเธอตอกย้ำความอำมหิตที่เกินกว่าจะอภัยได้

“สนุกมากไหมครับ?” เสียงของผมทุ้มต่ำและเย็นเฉียบจนทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว

หน้ากากที่หลุดลอก

แม่และน้องสาวหันมามองผม ใบหน้าของพวกเธอซีดเผือดลงทันที ถุงแบรนด์เนมในมือแทบร่วงลงพื้น

“ม…มาเตโอ! กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก? ทำไมไม่บอกแม่ล่ะ” โดญา คาร์เมลา พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติและส่งยิ้มกลบเกลื่อน

“ถ้าผมบอกล่วงหน้า ผมก็คงไม่ได้เห็นสิครับ… ว่าพวกคุณทำอะไรกับเมียและลูกของผม!” ผมตวาดลั่นบ้านจนเบียทริซตัวสั่นขวัญหนี

“มาเตโอ! แกลงเสียงกับแม่แบบนี้ได้ยังไง!” แม่ของผมเริ่มแผดเสียงสู้ “แม่แค่สั่งสอนมัน! ยายคลารามันสำออย พอแกไม่อยู่ก็เอาแต่ร้องจะหาแก แม่เลยยึดโทรศัพท์ไว้ไม่ให้รบกวนเวลาทำงานของแก ส่วนเรื่องปิดแอร์… คนโบราณเขาบอกว่าคนเพิ่งคลอดลูกต้องอยู่ไฟ ห้ามโดนความเย็น! แม่หวังดีนะ!”

“หวังดีงั้นเหรอ?!” ผมเดินดิ่งลงบันไดตรงเข้าไปหาพวกเธอ แววตาของผมเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “หวังดีจนลูกผมไข้สูงขึ้นสมอง? หวังดีจนคลาราแทบหมดสติคาเตียง? พวกคุณเอาเงินที่ผมทิ้งไว้ให้คลาราไปช้อปปิ้ง แอบอ้างว่าเธอหลับเพื่อไม่ให้ผมจับได้… พวกคุณมันไม่ใช่คน!”

เสียงไซเรนรถพยาบาลดังเข้ามาจอดหน้าบ้านพอดี บุรุษพยาบาลรีบวิ่งขึ้นไปปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายคลารากับเลโอลงมา ผมมองตามร่างของภรรยาและลูกด้วยความร้าวรานใจ

การทำลายล้างตระกูลจอมปลอม

เมื่อเคลียร์คนเจ็บขึ้นรถพยาบาลเรียบร้อย ผมหันกลับมาเผชิญหน้ากับสองแม่ลูกที่ยังคงยืนทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“มาเตโอ แกจะไปสติแตกเพราะผู้หญิงชั้นต่ำคนเดียวไม่ได้นะ! ฉันเป็นแม่แก!” โดญา คาร์เมลา ตะคอก

“ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป คุณไม่ใช่แม่ของผม และเธอไม่ใช่ครอบครัวของผม” ผมชี้หน้าเบียทริซ

ผมหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา กดโทรหาฝ่ายบัญชีและทนายความของบริษัทผมทันที

“คุณสมศักดิ์ครับ ระงับบัตรเครดิตเสริมทุกใบที่เป็นชื่อของ โดญา คาร์เมลา และ เบียทริซ ทันที” ผมสั่งการเสียงเด็ดขาด “และเงินเดือนที่ผมเคยโอนให้เข้าบัญชีแม่ทุกเดือน เดือนละหนึ่งแสนบาท… ตัดเหลือศูนย์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

“ไม่นะพี่มาเตโอ! พี่จะทำแบบนี้กับหนูไม่ได้นะ! พรุ่งนี้หนูมีนัดจ่ายค่าเทอมมหาลัยเอกชนนะ!” เบียทริซกรีดร้องลนลาน

ยังไม่จบ… ผมหันไปมองแม่ของผม “คอนโดที่พวกคุณสองคนอาศัยอยู่ตอนนี้ มันเป็นสินทรัพย์ในนามบริษัทของผม ฉันให้เวลาพวกคุณเก็บของและย้ายออกไปภายในวันพรุ่งนี้ ถ้าไม่ย้าย… ผมจะส่งทีมกฎหมายไปขับไล่และขนของพวกคุณไปกองไว้ข้างถนน”

“ไอ้ลูกเนรคุณ! แกกล้าทำกับแม่ตัวเองขนาดนี้เลยเหรอ!” โดญา คาร์เมลา ทรุดลงไปร้องไห้ทุบโต๊ะอย่างบ้าคลั่ง เมื่อรู้ว่าแหล่งเงินทุนเดียวในชีวิตกำลังจะหายไป

“พวกคุณกล้าทำร้ายลูกและเมียของผมที่เพิ่งคลอดได้ลงคอ นับประสาอะไรกับความใจดำที่ผมจะมอบให้” ผมปรายตามองถุงแบรนด์เนมบนพื้น “เอากระเป๋าพวกนี้ไปขายประทังชีวิตเถอะครับ เพราะหลังจากนี้… พวกคุณจะไม่ได้รับเงินจากผมแม้แต่สลึงเดียว”

ชีวิตใหม่ที่ไม่มีวันหันหลังกลับ

ผมเดินออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่หันกลับไปมองเสียงกรีดร้องด่าทอเบื้องหลัง รถพยาบาลเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุด

สามวันต่อมา คลาราและเบบี้เลโอพ้นขีดอันตรายแล้ว หมอบอกว่าหากส่งโรงพยาบาลช้ากว่านี้อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง ลูกของผมอาจจะชักจนพิการได้ คลาราลืมตาขึ้นมาเห็นผมที่นั่งเฝ้าข้างเตียงไม่ยอมห่าง เธอยิ้มให้ผมอ่อน ๆ และบีบมือผมเบา ๆ

ผมจูบหน้าผากเธอและลูก พร้อมกับปฏิญาณกับตัวเอง… ต่อจากนี้ไป ชีวิตของผมมีไว้เพื่อปกป้องพวกเธอสองคนเท่านั้น ส่วนครอบครัวเก่าที่เต็มไปด้วยความโลภและความใจดำเหล่านั้น… ผมได้ลบพวกเขาสองคนออกจากวงจรชีวิตอย่างถาวรแล้ว ปล่อยให้พวกมันไปเผชิญความยากลำบากและดิ้นรนในโลกที่ไม่มีเงินของผมคอยค้ำชูอีกต่อไป