Posted in

กลับจากการเดินทางไปทำงาน พอเดินมาถึงปากซอย ยังไม่ทันได้ไขกุญแจเข้าบ้าน เพื่อนบ้านก็รีบดึงแขนฉันไว้แล้วกระซิบเบา ๆ

กลับจากการเดินทางไปทำงาน พอเดินมาถึงปากซอย ยังไม่ทันได้ไขกุญแจเข้าบ้าน เพื่อนบ้านก็รีบดึงแขนฉันไว้แล้วกระซิบเบา ๆ

“**พิชญา**… สามีเธอมีผู้หญิงคนอื่นนะ ช่วงหลายเดือนมานี้ ฉันเห็นเขาพาผู้หญิงกลับบ้านเกือบทุกคืนหลังเที่ยงคืน แล้วพอฟ้าสางก็ออกไป ฉันตื่นมาออกกำลังกายทุกเช้าเลยเห็นหมด เลยอยากบอกให้เธอรู้ จะได้เตรียมตัวรับมือ”

ฉันไม่ได้โวยวาย ไม่ได้ร้องไห้

แต่ในวินาทีนั้น… ในหัวของฉันได้วางแผนบางอย่างไว้แล้ว

ฉันยังไม่ทันได้วางกระเป๋าเดินทางลงกับพื้นด้วยซ้ำ ป้าสมใจ เพื่อนบ้านที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้าม ก็รีบเดินเข้ามาหา

ป้ามองซ้ายมองขวา ก่อนจะดึงฉันไปยืนคุยใต้ต้นไม้ตรงปากซอย

เสียงของป้าเบามาก ราวกับตั้งใจให้ได้ยินกันแค่สองคน

“พิชญา… ป้ารู้ว่าพูดเรื่องนี้อาจทำให้เธอไม่พอใจ แต่ป้าทนเห็นเธอถูกหลอกต่อไปไม่ได้”

ฉันชะงักไปเล็กน้อย

“มีเรื่องอะไรหรือคะป้า?”

ป้าถอนหายใจยาว

“สามีเธอ… เหมือนจะมีผู้หญิงคนอื่น”

หัวใจของฉันเหมือนหล่นวูบไปชั่วขณะ

แต่ฉันยังพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ

“ป้าได้ยินใครพูดมาหรือคะ?”

“ไม่ได้ยินจากใคร”

“ป้าเห็นกับตาตัวเอง”

“หลายเดือนแล้ว เกือบทุกคืนราวเที่ยงคืน จะมีผู้หญิงสาวนั่งแท็กซี่มาที่บ้านเธอ พอตอนเช้ามืดก็ออกไป ป้าแก่แล้ว นอนน้อย ตื่นออกกำลังกายตั้งแต่ตีห้า เลยเห็นทุกครั้ง”

ป้าจับมือฉันไว้แน่น

“ป้าบอกเธอ เพราะอยากให้เธอรู้ไว้ จะได้คิดหาทาง”

ฉันยิ้มขอบคุณ แต่ในใจกลับปั่นป่วนราวกับพายุลูกใหญ่กำลังก่อตัว

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ฉันต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดอยู่บ่อยครั้ง

สามีโทรหาฉันทุกวัน วิดีโอคอลมาหาเสมอ บอกว่าคิดถึงฉัน ทำกับข้าวเอง รดน้ำต้นไม้ และรอวันที่ฉันกลับบ้าน

ถ้าสิ่งที่ป้าสมใจพูดเป็นความจริง…

แปลว่าเขาแสดงละครได้เก่งเหลือเกิน

ฉันลากกระเป๋าเดินเข้าไปในบ้าน

ยืนอยู่หน้าประตูบานเดิม สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะไขกุญแจเข้าไป

ภายในบ้านสะอาดเรียบร้อย

ทุกอย่างอยู่เป็นระเบียบ

ไม่มีอะไรผิดสังเกตเลย

ถ้าเป็นคนใจร้อน บางทีฉันคงโทรไปถามเขาทันที หรือไม่ก็รื้อค้นบ้านทั้งหลัง

แต่ฉันไม่ทำแบบนั้น

ฉันเคยอ่านประโยคหนึ่งที่ชอบมาก

“เมื่อเกิดความสงสัย อย่าเพิ่งโกรธ จงปล่อยให้ความจริงเป็นคนพูดเอง”

และฉันก็ตัดสินใจ… รอให้ความจริงเปิดเผยด้วยตัวมันเอง

คืนนั้น ฉันแกล้งทำเหมือนเพิ่งกลับจากการเดินทางตามปกติ

สามีรีบเข้ามากอดฉันแน่น

“ในที่สุดภรรยาก็กลับมาแล้ว”

“ผมคิดถึงคุณแทบขาดใจ”

ฉันยิ้มตอบ

“ฉันก็คิดถึงคุณเหมือนกัน”

เขาจุมพิตหน้าผากของฉัน

สายตาของเขายังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม

ถ้าไม่มีคำเตือนจากป้าสมใจ ฉันคงเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก

ตลอดมื้ออาหาร ฉันไม่พูดถึงเรื่องนอกใจแม้แต่คำเดียว

ตรงกันข้าม ฉันยังเล่าเรื่องงานให้เขาฟังอย่างอารมณ์ดี

เขาไม่ระแวงอะไรเลย

คืนนั้น หลังจากเขาหลับสนิท ฉันหยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ

ฉันไม่ได้เปิดอ่านข้อความ

ไม่ได้แอบอ่านเรื่องส่วนตัวของเขา

ฉันเพียงแค่ตรวจสอบประวัติการใช้งานของระบบบ้านอัจฉริยะ

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือประวัติการเปิดประตูอัจฉริยะ

มีบันทึกการเปิดประตูหลายครั้ง เวลา 23:48 น., 00:17 น. และบางคืนก็ถึงตีหนึ่ง

แต่ในวันเหล่านั้น…

ฉันกำลังทำงานอยู่ต่างจังหวัด

ในขณะที่สามีบอกกับฉันทุกคืนว่า เข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่ม

ฉันแคปหน้าจอเก็บไว้เงียบ ๆ

แต่นั่นยังไม่พอ

ฉันต้องรู้ให้ได้ว่า ผู้หญิงคนนั้นคือใคร

สองวันต่อมา ฉันบอกสามีว่า

“พรุ่งนี้ฉันต้องไปประชุมที่เชียงใหม่สองวันนะ”

เขายังช่วยยกกระเป๋าไปส่งที่รถ

“เดินทางดี ๆ นะ”

ฉันพยักหน้า

ทันทีที่รถออกจากหมู่บ้าน ฉันก็ลงที่ศูนย์การค้าใกล้บ้าน แล้วเช่าอพาร์ตเมนต์รายชั่วโมงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามคอนโด

คืนนั้น ฉันยืนอยู่หลังม่าน คอยเฝ้ามองอย่างเงียบ ๆ

เวลา 23:40 น. พอดี

หญิงสาวคนหนึ่งลงจากรถแท็กซี่

ผมยาว

สวมชุดเดรสสีขาว

เธอเดินไปกดกริ่งหน้าบ้านของฉันอย่างคุ้นเคย

สามีของฉันเปิดประตูแทบจะทันที

ทั้งสองคนยังหัวเราะและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

ฉันไม่ได้พุ่งเข้าไปเผชิญหน้า

ฉันเพียงยกโทรศัพท์ขึ้น บันทึกภาพทุกอย่างเอาไว้

แล้วเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ

ถึงตรงนี้…

ความจริงก็ชัดเจนพอแล้ว

แต่ฉันยังไม่คิดจะไปตบตีแย่งผู้ชาย

ฉันเชื่อมาตลอดว่า…

การทำร้ายมือที่สาม อาจสะใจได้เพียงไม่กี่นาที

แต่สิ่งที่ทำให้คนทรยศเจ็บปวดที่สุด คือการสูญเสียทุกอย่างที่เคยคิดว่าจะเป็นของตัวเองตลอดไป

และนั่นคือจุดเริ่มต้น… ของแผนการที่ฉันวางไว้

ตอนที่ 2: บทสรุปของคนทรยศ

ฉันลดโทรศัพท์มือถือลงหลังจากบันทึกวิดีโอความคมชัดสูงไว้ได้ทุกมุม ภาพสามีที่ฉันเคยรักเปิดประตูต้อนรับผู้หญิงคนนั้นด้วยรอยยิ้มเดียวกับที่เขาเคยใช้มองฉัน มันไม่ได้ทำให้ฉันเสียน้ำตาอีกต่อไป แต่มันเปลี่ยนเป็นพลังขับเคลื่อนแผนการสลัดเห็บหมัดออกจากชีวิตอย่างเลือดเย็น

ฉันไม่ได้เดินทางไปเชียงใหม่อย่างที่บอกเขา แต่สามวันต่อจากนั้น ฉันใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับทนายความส่วนตัวและนักสืบเอกชนเพื่อขุดคุ้ยข้อมูลของผู้หญิงเดรสขาวคนนั้น จนได้รู้ความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่า…

ผู้หญิงคนนั้นชื่อ อิงฟ้า เป็นพนักงานในบริษัทคู่ค้าของสามีฉัน และที่น่าสมเพชไปกว่านั้นคือ สามีของฉันแอบใช้ชื่อฉันในฐานะผู้ค้ำประกัน ร่วมกับการยักยอกเงินส่วนกลางจากบริษัทของเขาเองไปดาวน์คอนโดหรูและซื้อรถยนต์คันใหม่ให้เธอ โดยที่เขาคิดว่าฉันซึ่งเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดบ่อย ๆ จะไม่มีวันจับได้

“ถ้าเขาคิดว่าฉันเป็นของตายที่หลอกง่าย… ฉันก็จะแสดงให้เห็นว่าจุดจบของของตายมันน่าสยดสยองแค่ไหน” ฉันบอกกับทนายความพลางเซ็นเอกสารขั้นเด็ดขาด

วันนัดพบความจริง

สองสัปดาห์ต่อมา ฉันแสร้งทำเป็นกลับมาจากต่างจังหวัดตามกำหนดการปกติ บ้านยังคงสะอาดเรียบร้อย และสามีก็ยังคงเข้ามาสวมกอดฉันด้วยท่าทางรักใคร่เอ็นดูเหมือนเดิม

“เหนื่อยไหมครับคุณภรรยา วันนี้ผมเตรียมมื้อค่ำสุดพิเศษไว้ให้คุณด้วยนะ” เขายิ้มหวาน

“เหนื่อยค่ะ… แต่ก็คุ้มค่า เพราะวันนี้ฉันมี ‘ของขวัญชิ้นใหญ่’ มาเซอร์ไพรส์คุณเหมือนกัน” ฉันยิ้มตอบด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

หลังจากมื้ออาหารค่ำจบลง แทนที่ฉันจะชวนเขาเข้าห้องนอน ฉันกลับเดินไปเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ กว้างจนลมหนาวพัดเข้ามา จากนั้นฉันเดินไปนั่งที่โซฟาห้องรับแขก หยิบรีโมตเปิดทีวีจอยักษ์กลางบ้าน แล้วเสียบแฟลชไดรฟ์เข้าเครื่อง

“คุณเปิดประตูทิ้งไว้ทำไมครับ พิชญา? แล้วจะเปิดทีวีดูอะไรดึกป่านนี้” สามีเดินตามมาด้วยสีหน้าฉงน

“เปิดต้อนรับแขกของคุณไงคะ… อ้อ แล้วก็เปิดนี่ให้คุณดูด้วย”

ฉันกดเล่นไฟล์วิดีโอ บนหน้าจอทีวีปรากฏภาพความคมชัดระดับ 4K เป็นภาพของสามีฉันและอิงฟ้าที่กำลังโอบกอดนัวเนียกันเดินเข้าบ้านหลังนี้ในคืนที่ฉันไม่อยู่ บันทึกเวลาและวันที่ระบบบ้านอัจฉริยะถูกเปิดเผยขึ้นมาอย่างละเอียด รวมถึงคลิปที่ฉันถ่ายไว้ด้วยตัวเองจากอพาร์ตเมนต์ฝั่งตรงข้าม

สามีของฉันหน้าถอดสีทันที ตัวของเขาสั่นท้าน ราวกับคนกำลังจะจมน้ำ “พะ…พิชญา ฟังผมก่อนนะ มันไม่ใช่อย่างที่คุคุณคิด…”

ยังไม่ทันที่เขาจะแก้ตัว จังหวะนั้นเอง เสียงส้นสูงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน อิงฟ้า เดินเข้ามาในบ้านอย่างคุ้นเคยตามเวลานัดหมายเดิมของเธอ (ซึ่งฉันเป็นคนปลอมแปลงข้อความจากมือถือสามีส่งไปนัดเธอให้มาเวลานี้เอง) แต่เธอต้องชะงักเมื่อเห็นฉันนั่งอยู่บนโซฟา และเห็นภาพตัวเองกำลังกอดกับสามีฉันเด่นหราอยู่บนจอทีวี

“นี่มันเรื่องอะไรกันคะ?!” อิงฟ้าร้องอุทาน

บ่วงกรรมที่ดักไว้ทุกทาง

ฉันไม่เปิดโอกาสให้ทั้งสองคนได้ประสานเสียงโกหก ฉันหยิบซองเอกสารปึกใหญ่บนโต๊ะโยนไปตรงหน้าพวกเขาทั้งคู่

“นี่คือหมายศาลฟ้องหย่า ข้อหาล่วงเกินในทำนองชู้สาว และหนังสือบอกเลิกสัญญากรรมสิทธิ์” ฉันพูดเสียงเรียบแต่ทรงพลัง “บ้านหลังนี้ เงินในบัญชีทั้งหมด รวมถึงสินสมรสที่เป็นชื่อของฉัน ฉันได้ยื่นฟ้องศาลเพื่อขอริบคืนทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ หลักฐานการนอกใจชัดเจนขนาดนี้ พวกคุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ”

สามีของฉันทรุดเข่าลงกับพื้น “พิชญา! อย่าทำแบบนี้ ผมขอร้อง ผมพลาดไปแล้ว ผมรักคุณคนเดียวนะ!”

“รักเหรอ?” ฉันหัวเราะเบา ๆ “รักแล้วยักยอกเงินบริษัทตัวเอง รักแล้วเอาชื่อฉันไปค้ำประกันคอนโดกับรถให้อีหนูเนี่ยนะ?”

คำพูดนั้นทำให้ข้อมือของอิงฟ้าสั่นเทา ฉันหันไปมองเธอด้วยสายตาเวทนา

“อิงฟ้า… เธอคิดว่าผู้ชายคนนี้รวยนักเหรอ? เงินที่เขาเอาไปปรนเปรอเธอ มันคือเงินที่เขาทุจริตมาจากบริษัท และคอนโดกับรถชื้อในระบบผ่อนชำระที่ใช้ชื่อฉันค้ำ ซึ่งฉันได้แจ้งความดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงและปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป คอนโดและรถคันนั้นจะถูกยึดทรัพย์ และทางบริษัทของเขาก็กำลังจะส่งหมายเรียกตัวเขาไปดำเนินคดีทางอาญาข้อหายักยอกทรัพย์ด้วย”

เมื่อได้ยินคำว่า ‘ยึดทรัพย์’ และ ‘คดีอาญา’ อิงฟ้าที่เคยทำตัวเป็นนกน้อยในกรงทองก็กรีดร้องออกมาด้วยความโกรธ เธอหันไปทุบตีสามีของฉันทันที “ไอ้คนหลอกลวง! ไหนบอกว่าเมียโง่ไง ไหนบอกว่าสินทรัพย์ทั้งหมดเป็นของแกไง! แกทำให้ฉันเดือดร้อน!”

คนรักกันที่เคยสวมกอดกันอย่างซาบซึ้ง บัดนี้กลับตบตีและด่าทอกันราวกับสัตว์ป่าในห้องรับแขกของฉันเอง

เดินออกจากนรก

ฉันลุกขึ้นยืนช้า ๆ คว้ากระเป๋าเดินทางที่ยังไม่ได้รื้อออกมาถือไว้ เปรียบเสมือนว่าบ้านหลังนี้ไม่ใช่ที่ของฉันอีกต่อไป… และมันกำลังจะกลายเป็นนรกของคนทั้งสองคน

“พวกคุณมีเวลาเคลียร์กันอีกไม่กี่นาที ก่อนที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ของบริษัทนายจะมาถึงที่นี่เพื่อเชิญตัวไปโรงพัก” ฉันพูดพลางเดินผ่านพวกเขาทั้งสองคนที่กำลังแย่งชิงความรอดกันอย่างน่าสมเพช

ก่อนจะก้าวพ้นประตูบ้าน ฉันหันไปมองสามีที่นั่งร้องไห้โฮอยู่บนพื้น

“จำไว้นะ… การทำร้ายมือที่สามมันเสียเวลา ฉันเลยเลือกที่จะทำลายอนาคต หน้าที่การงาน และเงินทองของนายแทน เพราะคนเห็นแก่ตัวอย่างนาย สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่การเสียฉันไป… แต่คือการไม่เหลืออะไรเลยในชีวิตต่างหาก”

ฉันเดินออกมาที่ปากซอย ลมราตรีโชยมาให้ความรู้สึกโล่งใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ป้าสมใจที่ยืนแอบมองอยู่ห่าง ๆ เดินเข้ามาตบไหล่ฉันเบา ๆ

“เธอเก่งมากพิชญา… เดินไปข้างหน้านะลูก” ป้าบอก

ฉันยิ้มให้ป้าสมใจอย่างจริงใจ รถแท็กซี่ที่ฉันเรียกไว้แล่นมาจอดเทียบท่า ฉันก้าวขึ้นรถและปิดประตูลง ทิ้งอดีตที่โสโครกไว้เบื้องหลัง ความจริงได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว และนับจากนี้ ชีวิตใหม่ที่สดใสและไร้คนทรยศกำลังรอฉันอยู่ข้างหน้า