เมื่อโบนัส 1.18 ล้านบาทของฉันเข้าบัญชี ฉันบอกสามีว่ามีแค่ 50,000 บาท… แต่สามวันต่อมา พ่อสามีกลับมาพร้อมเอกสารที่มีชื่อพ่อแม่ของฉัน
ตอนที่ 1 — โบนัสที่แลกมาด้วยการทำโอทีแทบตายเข้าบัญชีแล้ว แต่เป็นครั้งแรกที่ฉันซ่อนเงินจากครอบครัวที่สูบทุกอย่างจากฉันมานานห้าปี
ข้อความแจ้งเตือนจากธนาคารเด้งขึ้นมาตอนที่ฉันยืนเบียดอยู่ในรถไฟฟ้า MRT ระหว่างนักศึกษาที่สะพายเป้ใบใหญ่กับผู้ชายคนหนึ่งที่หลับพิงเสา
**11,800,000 บาท**
ฉันจ้องตัวเลขนั้นจนภาพรอบตัวพร่าเลือน
มันไม่ใช่ปาฏิหาริย์ ไม่ใช่โชค และไม่ใช่เงินที่ตกลงมาจากฟ้า
ฉันชื่อ **มารา ดิซอน** เป็น Senior Campaign Strategist ของบริษัท Retail Tech รายใหญ่ย่านธุรกิจ ฉันทุ่มเททั้งปีเพื่อคว้าลูกค้าเครือซูเปอร์มาร์เก็ตระดับประเทศสามราย กลับบ้านแทบไม่ทันสี่ทุ่มทุกคืน และเกือบเป็นลมในห้องประชุมถึงสองครั้ง เพราะทั้งวันมีแค่กาแฟประทังท้อง
ดังนั้นเมื่อโบนัสตามผลงานเข้าบัญชี ฉันรู้ดีว่าเงินทุกบาทแลกมาด้วยหยาดเหงื่อของตัวเอง
แต่แทนที่จะดีใจ ฉันกลับรู้สึกหวาดหวั่น
เพราะตลอดหกปีที่แต่งงานกับ **เปาโล เรเยส** ฉันได้เรียนรู้ว่า ในบ้านของเขา เงินของฉันไม่เคยเป็น “เงินของฉัน”
เมื่อฉันได้โบนัส แม่ของเขาจะมีเหตุฉุกเฉินทันที
เมื่อฉันได้ค่าคอมมิชชัน น้องสาวของเขา **เบีย** ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย
เมื่อฉันเก็บเงินได้บ้าง ลูกพี่ลูกน้องของเขา **นิโก** ก็จะมีความฝันใหม่ที่ทุกคนบอกว่าฉันควรช่วยสนับสนุน เพราะเขาเป็น “คนขยันหาโอกาส”
แต่ถ้าฉันปฏิเสธ…
ฉันจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว
เป็นผู้หญิงที่หยิ่ง
เป็นคนที่พอมีเงินนิดหน่อยก็ลืมครอบครัว
เมื่อฉันลงสถานี Shaw Boulevard อากาศเย็น แต่ฝ่ามือกลับชุ่มเหงื่อ ฉันเปิดแอปธนาคารอีกครั้ง ยืนยันว่าตัวเลขนั้นเป็นความจริง ก่อนรีบโอนเงิน **11,300,000 บาท** ไปยังบัญชีเงินฝากประจำที่ยังใช้ชื่อเดิมของฉันคือ **มารา ดิซอน** ไม่ใช่ **มารา เรเยส**
ฉันเหลือเงินไว้ในบัญชีเงินเดือนเพียง **500,000 บาท**
พอสำหรับค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายในบ้าน และคำโกหกที่ฉันกำลังจะพูดในอีกไม่กี่ชั่วโมง
เมื่อกลับถึงคอนโดเล็ก ๆ ของเราที่เมืองมันดาลูยอง ฉันก็ได้ยินเสียงเกมมือถือของเปาโลดังมาจากห้องนั่งเล่น
เขาไม่ลุกมารับ
ไม่ถามว่าฉันกินข้าวหรือยัง
แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงประตูปิด เขาก็ถามขึ้นว่า
“โบนัสออกแล้วใช่ไหม?”
ฉันวางกระเป๋า
“ใช่”
เสียงเกมหยุดลง
เขาหันมามองทันที
“ได้เท่าไหร่?”
ฉันสูดหายใจช้า ๆ
“500,000 บาท”
เขาขมวดคิ้วทันที
“แค่นั้นเหรอ? นึกว่าโปรเจกต์ปีนี้ใหญ่”
“บริษัทลดงบ หลายแผนกไม่ได้โบนัสเลย”
เขาไม่ตอบทันที
เอาแต่จ้องหน้าฉัน ราวกับกำลังชั่งใจว่าฉันโกหกหรือไม่
ห้าปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยโกหกเขาเลย
แต่พอฉันโกหกเป็น เขากลับสังเกตเก่งขึ้น
สุดท้ายเขาพูดว่า
“เสียดายจัง… นึกว่าเราจะหายใจโล่งเสียที”
ฉันแทบหัวเราะ
**”เรา”**
เวลาฉันหาเงินได้ คือ “เรา”
เวลาครอบครัวเขามาขอเงิน ก็เป็น “เรา”
แต่เวลาฉันเหนื่อย…
มีแค่ “ฉัน”
ฉันเดินเข้าห้องนอน ปิดประตู แล้วนั่งลงบนขอบเตียง กำโทรศัพท์ไว้ราวกับถือหลักฐานของคดีอาชญากรรม
ตลอดหกปีที่ผ่านมา ฉันใช้เงินไปกับครอบครัวเรเยสแล้วทั้งสิ้น **6,400,000 บาท**
**1,800,000 บาท** เป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนให้แม่สามี ทั้งที่เธอยังแข็งแรงและมีบ้านเช่าเล็ก ๆ ที่ปล่อยเช่าอยู่
**960,000 บาท** ช่วยผ่อนคอนโดของเบีย เพราะค่างวดแพงกว่าเงินเดือนที่เธอได้จากร้านเสริมสวย
**1,200,000 บาท** ลงทุนให้ธุรกิจร้านชานมไข่มุกของนิโก ซึ่งปิดกิจการภายในสามเดือน
**750,000 บาท** จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พ่อสามี ก่อนจะมารู้ทีหลังว่าเขาเลือกพักห้องพิเศษ ทั้งที่ใช้ประกันสุขภาพของบริษัทได้
ส่วนที่เหลือก็เป็นคำพูดเดิม ๆ
“ยืมก่อนนะพี่มารา”
“เดี๋ยวคืนให้”
“เราครอบครัวเดียวกันนะ”
แต่ไม่เคยมีใครคืน
แม้แต่บาทเดียว
เกือบห้าทุ่ม เปาโลเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วล้มตัวลงนอนข้างฉัน
“อ้อ… พรุ่งนี้แม่จะมา”
ฉันไม่แปลกใจ
“มีเรื่องอะไร?”
“เห็นว่าจะคุยเรื่องเบีย”
ฉันหลับตาลง
เบีย น้องสาวคนเล็กที่ทุกคนตามใจ กำลังจะแต่งงานในอีกสามเดือนกับผู้ชายที่ทำงานบริษัทเอาต์ซอร์สด้านเงินเดือน
ตอนแรกบอกว่าจะจัดงานเล็ก ๆ ที่โบสถ์
ต่อมากลายเป็นงานเลี้ยงในโรงแรม
จากนั้นก็ถ่ายพรีเวดดิ้งนอกเมือง
แล้วก็อยากซื้อทาวน์โฮม เพราะไม่อยากเริ่มชีวิตคู่ในห้องเช่า
ฉันรู้แล้วว่าเรื่องต่อไปคืออะไร
เงินดาวน์
และฉันก็รู้ด้วยว่าจะมาขอจากใคร
วันรุ่งขึ้น ฉันกลับบ้านเร็วทั้งที่งานกองเต็มโต๊ะ
ทันทีที่เปิดประตู ฉันก็ได้กลิ่นน้ำหอมของแม่สามี **คุณโคราซอน**
เธอนั่งอยู่บนโซฟาราวกับเป็นเจ้าของคอนโด
เบียนั่งข้าง ๆ พร้อมเปิดรูปโครงการทาวน์โฮมบนมือถือ
ส่วนเปาโลยืนเงียบอยู่ในครัว เหมือนพนักงานเสิร์ฟในบ้านตัวเอง
“มารา ดีเลยที่กลับมา” คุณโคราซอนพูด “คุยกันตอนที่ฉันยังอารมณ์ดีดีกว่า”
ฉันวางกระเป๋า
“มีเรื่องอะไรคะ?”
เบียยื่นมือถือมาให้
“พี่ ดูหลังนี้สิ สองห้องนอนเอง แต่ต้องจองภายในอาทิตย์นี้ ไม่งั้นมีคนอื่นเอา”
ฉันมองตัวเลข
ค่าจอง ค่าเงินดาวน์ ค่าดำเนินการ และค่าใช้จ่ายวันโอน
รวมแล้วต้องจ่ายทันที **6,200,000 บาท**
ฉันไม่ถามว่าทำไมถึงเลือกบ้านที่เกินกำลัง
เพราะฉันรู้คำตอบอยู่แล้ว
คนที่จ่ายไหวคือฉัน
“สวยดีนะ”
ใบหน้าของเบียสว่างขึ้น
“ใช่ไหมล่ะ พี่ช่วยเราหน่อยได้ไหม ขอแค่ **6,000,000 บาท** อีก **200,000 บาท** พวกเราหาเอง”
“แค่หกล้านบาท”
เธอพูดเหมือนกำลังขอเงินทอน
ฉันมองหน้าเธอ
“ฉันไม่มีหกล้านบาท”
เธอนิ่งไป
คุณโคราซอนรีบพูดแทน
“ไม่ได้ขอฟรีนะ ถือว่ายืม เดี๋ยวพอเขาตั้งตัวได้ก็คืน”
“เหมือนหนี้ก้อนอื่น ๆ ที่ยังไม่เคยคืนฉันน่ะเหรอ?”
ทั้งห้องเงียบกริบ
เปาโลหันมามองฉัน เหมือนฉันเพิ่งตบหน้าแม่ของเขา
“มารา คุยกันดี ๆ”
“ฉันก็คุยดี ๆ แค่ถาม”
คุณโคราซอนหน้าแดง
“หมายความว่ายังไง?”
ฉันหยิบมือถือ เปิดบันทึกที่เก็บไว้นาน
“960,000 บาทค่าผ่อนคอนโดของเบีย 1,800,000 บาทค่าใช้จ่ายของแม่ 1,200,000 บาทให้นิโก 750,000 บาทค่ารักษาของพ่อ ยังไม่รวมค่าอาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และเงินสดอีกหลายครั้ง เมื่อไหร่จะคืนสักรายการ?”
เบียลุกขึ้นทันที
“พี่กำลังทวงบุญคุณเหรอ?”
“เปล่า แค่ทวงความจริง”
“เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ!”
ฉันยิ้มบาง ๆ อย่างเย็นชา
“เวลาพวกเธอต้องการเงิน เราเป็นครอบครัวเดียวกัน
แต่เวลาฉันอยากพัก ฉันเรื่องมาก
เวลาฉันอยากเก็บเงิน ฉันเห็นแก่ตัว
เวลาฉันปฏิเสธ ฉันเป็นลูกสะใภ้ไม่ดี”
เปาโลเดินเข้ามา
“พอได้แล้ว”
ฉันหันไปหาเขา
“ไม่… ฉันเพิ่งเริ่ม”
เบียอ้าปากค้าง
ส่วนคุณโคราซอนลุกขึ้น กุมหน้าอกราวกับเป็นฝ่ายถูกทำร้าย
“เปาโล ได้ยินไหม เมียแกหยิ่งขนาดนี้แล้ว”
ฉันตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วแต่หนักแน่น
“ฉันไม่ได้หยิ่ง… ฉันแค่เหนื่อย”
“และฉันจะไม่ให้เงิน **6,000,000 บาท**”
นั่นคือคำว่า **“ไม่”** ครั้งแรกที่ฉันพูดในบ้านหลังนี้
คุณโคราซอนไม่ตะโกน
เบียก็ไม่ร้องไห้
แต่นั่นยิ่งน่ากลัวกว่า
แม่สามีเพียงหยิบกระเป๋า มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนยิ้มบาง ๆ
“ได้สิ มารา… เราจะได้รู้กันว่า ความกล้าของเธอจะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่”
หลังจากพวกเขาออกไป เปาโลไม่ได้เดินตาม
เขายืนอยู่กลางห้องนั่งเล่น
“เธอทำให้พวกเขาเสียหน้า”
“เปล่า ฉันแค่พูดความจริง”
“เบียเป็นน้องสาวฉัน”
“แต่ฉันเป็นภรรยาของคุณ”
เขาเงียบ
ตลอดสามวันต่อมา เขาแทบไม่พูดกับฉัน
ฉันคิดว่านั่นคือบทลงโทษสำหรับการปฏิเสธ
บ้านที่เงียบงัน
บรรยากาศเย็นชา
มื้อเย็นที่ไม่มีบทสนทนา
แต่คืนวันที่สาม ขณะที่ฉันกำลังล้างจาน ก็มีเสียงเคาะประตู
เมื่อเปาโลเปิดประตู
พ่อสามี **คุณเรนาโต** ก็ยืนอยู่ตรงนั้น
หกปีที่แต่งงานกับลูกชายของเขา ฉันเจอเขาที่บ้านเราเพียงสองครั้ง
เขามักมีข้ออ้างเสมอ
ไปสังสรรค์
ไปพบเพื่อน
ไม่สบาย
แต่คืนนี้ เขาสวมเสื้อโปโล ผมหวีเรียบ และถือแฟ้มหนังสีดำไว้ในมือ
เขาเดินเข้ามาโดยไม่รอคำเชิญ
“มารา ลูกเอ๋ย” เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม “พ่อไม่ชอบมีปัญหา เลยหาทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์”
หัวใจฉันเริ่มเต้นแรง
เขาเปิดแฟ้ม วางเอกสารที่มีตรารับรองจากทนายลงบนโต๊ะ
ฉันเดินเข้าไปช้า ๆ
เห็นชื่อของตัวเอง
จากนั้นก็เห็นชื่อแม่ของฉัน
และชื่อพ่อของฉัน
บรรทัดด้านล่างเขียนไว้ว่า
**“หนังสือรับรองหนี้สินของครอบครัวและหนังสือยินยอมรับผิดโดยสมัครใจร่วมกัน”**
ราวกับมีน้ำเย็นจัดสาดลงมาตามแผ่นหลัง

ฉันเงยหน้ามองคุณเรนาโต
เขายิ้มกว้างกว่าเดิม
“พ่อแม่ของเธอเซ็นเรียบร้อยแล้ว มารา… เพราะฉะนั้น อย่าให้เรื่องมันยุ่งยากไปกว่านี้เลย”
ตอนที่ 2: เม็ดเงินที่แลกด้วยหยาดเหงื่อ กับแผนสกปรกที่ลากพ่อแม่ฉันลงนรก
สายตาของฉันกวาดมองลายเซ็นที่คุ้นเคยตรงท้ายกระดาษ… นายมานูเอล ดิซอน และ นางเอเลนา ดิซอน ลายมือหวัด ๆ ของพ่อกับแม่ที่ฉันจำได้ดี บัดนี้มันประทับอยู่บนเอกสารหน้าตาอัปยศที่ระบุว่า พ่อแม่ของฉันยอมรับสภาพหนี้สินจำนวน 6,000,000 บาท ร่วมกับฉัน โดยมีชื่อของคุณเรนาโตเป็นเจ้าหนี้!
“นี่มันหมายความว่ายังไงคะ? พ่อกับแม่ของฉันไปเป็นหนี้คุณตั้งแต่เมื่อไหร่!” ฉันตวาดลั่น เสียงสั่นเครือด้วยความโกรธ
คุณเรนาโตรินน้ำเย็นใส่แก้ว จิบอย่างสบายอารมณ์ “ก็ลุงเขยของเธอที่ต่างจังหวัดไงล่ะ มารา… เขาเอารายชื่อที่ดินทำกินของตระกูลเธอไปค้ำประกันเงินกู้ทำธุรกิจกับเพื่อนฉัน แล้วมันเจ๊ง เพื่อนฉันกำลังจะฟ้องยึดที่ดินผืนนั้นที่พ่อแม่เธออาศัยอยู่ แต่พ่อเห็นแก่ที่เป็นดองกัน เลยควักเงินตัวเองจ่ายปิดหนี้แทนให้ก่อน สิทธิ์ในที่ดินและหนี้ทั้งหมดเลยโอนมาที่พ่อ”
เขาเลื่อนใบมอบอำนาจและเอกสารกฎหมายอีกปึกมาตรงหน้าฉัน รอยยิ้มของเขาบิดเบี้ยวราวกับปีศาจในคราบผู้ทรงศีล
“พ่อแม่เธอน้ำตานองหน้า กลัวไม่มีที่อยู่ พ่อเลยบอกว่าไม่ต้องห่วง… แค่ให้ลูกสาวแสนดีอย่างเธอ ยอมควักเงินโบนัสก้อนโตมาจ่ายค่าทาวน์โฮมให้เบีย ถือเป็นการ ‘ล้างหนี้’ ให้พ่อแม่ เท่านี้เอกสารฉบับนี้ก็จะเป็นโมฆะ ที่ดินก็ยังเป็นของพ่อแม่เธอเหมือนเดิม เห็นไหม… วิน-วิน ทุกฝ่าย”
ฉันหันไปมองเปาโลที่ยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ สายตาของเขาว่างเปล่า ไร้ซึ่งความตกใจ ไร้ซึ่งความเห็นใจ
“คุณรู้เรื่องนี้มาตลอดใช่ไหม เปาโล?” ฉันถามเสียงแผ่ว
เปาโลถอนหายใจ “มารา… ก็บอกแล้วไงว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เงินแค่หกล้าน แลกกับที่ดินและบ้านของพ่อแม่เธอนะ คิดดูให้ดี ๆ สิ ถ้าเธอไม่โกหกเรื่องโบนัสแต่แรก เรื่องมันก็ไม่บานปลายแบบนี้หรอก”
คำพูดของเขาทำให้ฉันตาสว่างอย่างสมบูรณ์แบบ ห้าปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้มองฉันเป็นสะใภ้ ไม่ได้มองเป็นมนุษย์ แต่พวกเขามองฉันเป็นตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่ พอตู้เอทีเอ็มเครื่องนี้เริ่มกดเงินไม่ออกและกล้าพูดคำว่า “ไม่” พวกเขาจึงจับมือกันไปขุดคุ้ย หาจุดอ่อน และลากพ่อแม่ที่แก่ชราของฉันเข้ามาในนรกขุมนี้เพื่อบีบให้ฉันจำนน
“ได้ค่ะ…” ฉันสูดหายใจลึก สะกดกลั้นน้ำตาจนมันเปลี่ยนเป็นความเย็นชาขั้นสุด “ในเมื่อพ่อแม่เซ็นชื่อยินยอมแล้ว ฉันจะจ่ายให้… หกล้านบาทเพื่อแลกกับเอกสารฉบับนี้และสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดของพ่อแม่ฉัน”
คุณเรนาโตหัวเราะชอบใจ พยักหน้าอย่างผู้ชนะ “ดีมาก มารา! พูดง่าย ๆ แบบนี้ค่อยสมเป็นสะใภ้ตระกูลเรเยสหน่อย วันศุกร์นี้สิบโมงเช้า เจอกันที่สำนักงานที่ดิน ฉันจะเตรียมเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ไปให้ ห้ามเบี้ยวเด็ดขาดนะลูกเอ๋ย”
ตอนที่ 3: แผนซ้อนแผน และความจริงของโบนัส 11.8 ล้าน
หลังจากพวกเขากลับไป ฉันขังตัวเองอยู่ในห้องนอน ไม่ใช่เพื่อร้องไห้เสียใจ แต่เพื่อโทรศัพท์หาพี่ชายที่เป็นทนายความและสายสืบเอกชนที่ฉันรู้จักผ่านสายงานธุรกิจ
ภายใน 24 ชั่วโมง ความจริงทั้งหมดก็ถูกขุดรากถอนโคน
ลุงเขยของฉันติดหนี้จริง แต่ยอดหนี้จริง ๆ มีแค่ 1,500,000 บาท เท่านั้น! คุณเรนาโตไปสมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหนี้หน้าเลือดหน้าเงิน ปลอมแปลงตัวเลขในเอกสารรับสภาพหนี้เพิ่มเป็น 6,000,000 บาท เพื่อสร้างหลักฐานเท็จมาขูดรีดเงินจากฉันไปซื้อทาวน์โฮมให้ลูกสาวตัวเองฟรี ๆ โดยไม่เสียเงินสักบาท แถมเปาโล สามีสารเลวของฉัน ยังเป็นคนคาบข่าวเรื่องที่ลุงเขยมีปัญหาไปบอกพ่อของเขาเองเพื่อวางแผนนี้ร่วมกัน!
ความโกรธของฉันระเหยกลายเป็นแผนการเอาคืนที่แยบยล ฉันรวบรวมหลักฐานการฉ้อโกง การปลอมแปลงเอกสาร และคลิปเสียงที่ฉันแอบอัดไว้ตอนคุณเรนาโตข่มขู่ฉันในคอนโด ส่งตรงไปยังทนายความเพื่อเตรียมยื่นฟ้องอาญาทันที
และที่สำคัญที่สุด… ฉันจัดการกับเงินโบนัสที่เหลือ
ฉันแอบไปพบพนักงานขายของโครงการทาวน์โฮมที่เบียอยากได้ ฉันใช้เงินสดส่วนตัว 6,200,000 บาท (ซึ่งมาจากโบนัส 11.8 ล้านที่ฉันซ่อนไว้) ซื้อทาวน์โฮมหลังนั้นตัดหน้าเบียทันที! ใช่… ฉันซื้อในนามของ มารา ดิซอน และสั่งให้โครงการโอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อของพ่อและแม่ของฉัน เพื่อความปลอดภัยขั้นสุด
วันศุกร์มาถึง ณ สำนักงานที่ดิน
คุณเรนาโต โดญ่าโคราซอน เบีย และเปาโล มากันครบทีม พวกเขายิ้มแย้มราวกับกำลังจะมารับรางวัลใหญ่ เบียแต่งตัวสวยงามพร้อมฉลองบ้านใหม่
“เอาล่ะ มารา เงินล่ะ? จ่ายเช็คมาสิ แล้วพ่อจะคืนใบรับสภาพหนี้ให้” คุณเรนาโตทวงยิ้ม ๆ
ฉันไม่ได้ยื่นเช็คให้ แต่ยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้คุณเรนาโตแทน พอมือเหี่ยว ๆ ของเขาเปิดออก ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีเทาเหมือนศพ
มันคือหมายเรียกจากศาลอาญา ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ และข่มขู่กรรโชกทรัพย์ พร้อมปึกเอกสารหลักฐานหนี้จริง 1.5 ล้านบาทที่ฉันแอบไปจ่ายปิดบัญชีกับเจ้าหนี้ตัวจริงเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันพุธ ทำให้สิทธิ์ในที่ดินของพ่อแม่ฉันหลุดพ้นจากตระกูลเรเยสโดยสมบูรณ์!
“นี่มันอะไรกัน มารา!” คุณเรนาโตเสียงสั่น
“นั่นคือตั๋วไปคุกของพวกคุณค่ะ” ฉันตอบเสียงเรียบ “หนี้ของลุงฉัน 1.5 ล้านฉันจ่ายจบแล้ว เอกสารที่พวกคุณถืออยู่คือของปลอม และฉันจะส่งพวกคุณทุกคนเข้าคุก”
เบียกรีดร้องลั่น “แล้วเงินดาวน์ทาวน์โฮมของฉันล่ะพี่มารา! วันนี้วันสุดท้ายแล้วนะ ถ้ายกเลิกฉันจะเสียค่าจองนะ!”
ฉันหันไปยิ้มให้เบียอย่างสมเพช “อ้อ… ทาวน์โฮมหลังนั้นไม่ต้องห่วงนะเบีย มีคนซื้อตัดหน้าไปแล้วล่ะ… ฉันเอง ฉันซื้อเงินสดให้พ่อแม่ฉันไปอยู่กรุงเทพฯ สบาย ๆ ส่วนเธอ… กลับไปอยู่ห้องเช่ารูหนูเหมือนเดิมเถอะ”
ตอนที่ 4: บทสรุปของครอบครัวกาฝาก
เปาโลหน้าซีดเผือด เดินเข้ามาคว้าแขนฉัน “มารา! เธอทำแบบนี้ได้ยังไง! เงินตั้งมากมายเธอเอามาจากไหน? เธอโกหกฉันเรื่องโบนัสเหรอ? ไหนบอกได้แค่ห้าแสน!”
ฉันสะบัดแขนออกอย่างแรงจนเขาเซถลาร่วงไปกองกับเก้าอี้
“ใช่ ฉันได้โบนัส 11.8 ล้านบาท ไม่ใช่ห้าแสน! แต่เงินทุกบาทมันคือหยาดเหงื่อและเลือดของฉัน ไม่ใช่เงินที่พวกกาฝากอย่างพวกคุณจะมาสูบไปได้อีกแล้ว ห้าปีที่ผ่านมาฉันจ่ายไปหกล้านกว่าบาท ถือว่าเป็นค่าทำบุญล้างซวย!”
ฉันโยนซองเอกสารอีกฉบับใส่หน้าเปาโล มันคือ ใบหย่า และ หมายฟ้องแบ่งสินสมรส พร้อมหลักฐานการยักยอกเงินในบัญชีร่วมที่เขาแอบโอนให้แม่และน้องสาวตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“เตรียมตัวหาทนายเก่ง ๆ นะเปาโล เพราะฉันจะฟ้องเอาเงินทุกบาทคืน และฉันจะทำให้ครอบครัวของคุณไม่เหลือแม้แต่บ้านจะซุกหัวนอน”
โดญ่าโคราซอนกุมขมับทำท่าจะเลียนแบบละครทีวี แสร้งเป็นลมล้มพับ แต่ไม่มีใครสนใจ ฉันหันหลังเดินออกจากสำนักงานที่ดิน ลมภายนอกพัดผ่านใบหน้า รู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอดหกปี
ครอบครัวเรเยสคิดว่าพวกเขาฉลาดที่ใช้แผนสกปรกบีบให้ฉันจนมุม
แต่สิ่งที่พวกเขาลืมไปก็คือ… คนที่หาเงินล้านด้วยตัวเองได้ในเมืองใหญ่แห่งนี้ ไม่ใช่เหยื่อที่จะยอมให้ใครมาจูงจมูกง่าย ๆ และเมื่อคนแสนดีหมดความอดทน สิ่งเดียวที่พวกกาฝากจะได้รับกลับไป… คือความพินาศย่อยยับที่พวกมันสร้างขึ้นมาเอง!