Posted in

หลังจากกลับจากการเดินทางไปทำงาน ฉันกลับพบว่าคู่หมั้นของฉันปล่อยให้แม่ลูกของผู้หญิงอีกคนย้ายเข้ามาอยู่ในคอนโดของฉัน**

หลังจากกลับจากการเดินทางไปทำงาน ฉันกลับพบว่าคู่หมั้นของฉันปล่อยให้แม่ลูกของผู้หญิงอีกคนย้ายเข้ามาอยู่ในคอนโดของฉัน**

ฉันเพิ่งลากกระเป๋าเดินทางมาถึงหน้าห้องคอนโดใหม่ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะสดใสของเด็กคนหนึ่งดังออกมาจากด้านใน

“คุณอาครับ คืนนี้ผมนอนห้องเดียวกับคุณอาได้ไหม?”

มือของฉันชะงักค้างอยู่ที่ลูกบิดประตู

ลางสังหรณ์ไม่ดีแล่นวาบเข้ามาทันที

ก่อนที่ฉันจะกดกริ่ง ประตูก็เปิดออกจากด้านในเสียก่อน

คนที่ยืนต้อนรับฉันคือแม่ของไคล์

เธอกอดอกพิงวงกบประตู ก่อนจะมองฉันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าราวกับเป็นคนแปลกหน้า

“กลับมาแล้วเหรอ”

น้ำเสียงของเธอเย็นชา

ฉันยังไม่ทันตอบ เธอก็ขยับตัวหลบเล็กน้อย

“กลับมาก็ดีเลย เก็บของของเธอออกไปได้แล้ว”

ฉันคิดว่าตัวเองฟังผิด

“เก็บของของฉันเหรอ?”

เธอพยักหน้า

“เธอออกไปหาที่พักชั่วคราวสักสองสามวันก่อน พวกเรามีแขกมาพัก”

ฉันเดินเข้าไปในห้อง

และทันทีที่เห็นห้องนั่งเล่น เลือดในกายก็แทบแข็งตัว

บนโซฟาสีครีมที่ฉันใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเลือกได้ มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอย่างสบายใจราวกับเป็นเจ้าของบ้าน

เธอสวมเสื้อผ้าสีสด แต่งผมอย่างประณีต

ข้าง ๆ มีเด็กผู้ชายอายุประมาณหกขวบ กำลังนั่งดูการ์ตูนอย่างเพลิดเพลิน

บนโต๊ะเป็นชุดแก้วใบใหม่ที่ฉันเพิ่งซื้อ

ผลไม้ในตู้เย็นถูกปอกและหั่นเรียบร้อย

แม้แต่ผ้าห่มตกแต่งที่ฉันเพิ่งซื้อก็ยังถูกคลุมอยู่บนตักของพวกเขา

ทุกมุมของคอนโดเต็มไปด้วยร่องรอยการใช้ชีวิตของพวกเขา

ราวกับอยู่ที่นี่มานานแล้ว

ผู้หญิงคนนั้นเงยหน้ามองฉันก่อนจะยิ้ม

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล

แต่มันทำให้ฉันรู้สึกขยะแขยง

ฉันจำเธอได้ทันที

มีอา

อดีตแฟนของไคล์ ผู้หญิงที่เขาบอกว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันมานานแล้ว

ฉันยังไม่ทันพูดอะไร ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากห้องครัว

ผู้ชายคนหนึ่งสวมผ้ากันเปื้อนเดินออกมา

ไคล์

ในมือของเขาถือทัพพีไม้ที่ฉันเพิ่งซื้อเมื่อสัปดาห์ก่อน

ทันทีที่เห็นฉัน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป

“เธอกลับมาเร็วกว่าที่คิดนะ”

ฉันจ้องมองเขา

เป็นครั้งแรกในรอบสี่ปีที่คบกัน

เขาดูเหมือนคนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิง

“คุณกำลังทำอะไรอยู่ที่นี่?”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง

“จริง ๆ ฉันกำลังจะโทรหาเธอ”

“นั่นไม่ใช่คำถามของฉัน”

ฉันชี้ไปที่ผู้หญิงกับเด็ก

“พวกเขามาทำอะไรอยู่ในคอนโดของฉัน?”

บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นทันที

มีอาลุกขึ้นยืน

“อย่าเข้าใจผิดนะ”

เธอฝืนยิ้ม

“ลูกฉันป่วย เพิ่งกลับมา และยังไม่มีที่อยู่ พวกเราแค่มาขออาศัยอยู่ไม่กี่วัน”

“ไม่กี่วันเหรอ?”

ฉันกวาดตามองไปรอบห้อง

“แค่มาไม่กี่วัน แต่พวกคุณเปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นบ้านของตัวเองแล้วงั้นเหรอ?”

ไคล์เดินเข้ามาใกล้

“ใจเย็นก่อน”

“ฉันใจเย็นอยู่”

ฉันจ้องตาเขาตรง ๆ

“ใครเป็นคนซื้อคอนโดนี้?”

เขาไม่ตอบ

“ใครเป็นคนจ่ายเงินดาวน์?”

ยังคงเงียบ

“แล้วใครเป็นคนเลือกเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น?”

สีหน้าของเขายิ่งหม่นลง

ทันใดนั้น เด็กคนนั้นก็วิ่งเข้าไปกอดขาของเขา

“คุณอาครับ ผมหิวแล้ว”

ท่าทางของเด็กเป็นธรรมชาติมาก

ราวกับทำแบบนี้เป็นประจำ

และปฏิกิริยาของไคล์ก็เป็นธรรมชาติยิ่งกว่า

เขายกมือลูบศีรษะเด็กทันที

เป็นเพียงการกระทำเล็ก ๆ

แต่เป็นการกระทำของคนที่ทำจนเคยชิน

ฉันเห็น

มีอาก็เห็น

แม่ของเขาก็เห็น

แต่ดูเหมือนไม่มีใครคิดว่ามันแปลก

มีเพียงฉันคนเดียวที่รู้สึกเหมือนเป็นคนนอก

“ฉันจะถามเป็นครั้งสุดท้าย”

เสียงของฉันเบามาก

“เรื่องทั้งหมดนี้เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่?”

ไคล์ถอนหายใจยาว

“มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด”

“งั้นมันคืออะไร?”

“เธอแค่ต้องการความช่วยเหลือ”

“แล้วฉันล่ะ?”

เขาเงียบ

ฉันหัวเราะเบา ๆ

“ถ้าวันนี้ฉันไม่กลับมาเร็วกว่ากำหนด ฉันจะได้รู้เรื่องนี้เมื่อไหร่?”

ไม่มีใครตอบ

“ใช่ไหม?”

ความเงียบปกคลุมทั้งห้อง

ทันใดนั้น แม่ของไคล์ก็พูดแทรกขึ้น

“จะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ทำไม?”

“พวกเธอก็ยังไม่ได้แต่งงานกันนี่”

“มีคนกำลังลำบาก จะช่วยหน่อยไม่ได้หรือ?”

ฉันมองหน้าเธอ

“นี่คือคอนโดของฉัน”

เธอยิ้มเยาะ

“ต่อไปมันก็จะเป็นของลูกชายฉันอยู่ดี”

“คุณแน่ใจขนาดนั้นเลยเหรอ?”

รอยยิ้มของเธอหายไปทันที

บรรยากาศยิ่งตึงเครียด

แล้วในตอนนั้นเอง ฉันก็สังเกตเห็นบางอย่างบนตู้วางโทรทัศน์

กรอบรูปหนึ่ง

ฉันหยิบมันขึ้นมา

ในรูปมีไคล์ มีอา และเด็กคนนั้น

ทั้งสามคนยิ้มอย่างมีความสุข

เหมือนครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ

เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบ

นั่นไม่ใช่รูปเก่า

เพราะมีวันที่ระบุไว้อย่างชัดเจน

เพิ่งถ่ายเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

สองสัปดาห์

ช่วงเวลาที่ฉันกำลังเดินทางไปทำงานติดกันหลายแห่ง เพื่อปิดโครงการสุดท้ายก่อนงานแต่งงาน

ส่วนไคล์กำลังถ่ายรูปครอบครัวกับผู้หญิงอีกคนและเด็กคนหนึ่ง

ฉันกำกรอบรูปแน่น

ห้องนั่งเล่นเงียบสนิท

ใบหน้าของไคล์ซีดเผือด

“อธิบายมา”

เขาไม่ตอบ

“อธิบายสิ!”

เสียงของฉันเริ่มสั่น

มีอาก็หน้าซีด

แม่ของเขาหลบสายตาฉัน

ไม่มีใครกล้ามองหน้าฉันตรง ๆ

และในตอนนั้นเอง—

โทรศัพท์ของเด็กที่วางไว้บนโซฟาก็สว่างขึ้น

มีข้อความใหม่

เป็นเพียงประโยคสั้น ๆ

แต่เพียงพอที่จะทำลายโลกทั้งใบของฉัน

“อย่าลืมพาเด็กมาตรวจติดตามผลตามนัด ผลตรวจ DNA ออกแล้ว”

ชื่อผู้ส่งคือ

“คุณหมอประจำครอบครัว”

ฉันยืนนิ่ง

เสียงรอบตัวทั้งหมดหายไป

ไคล์รีบเดินเข้ามาจะหยิบโทรศัพท์

แต่สายเกินไปแล้ว

ฉันค่อย ๆ เงยหน้ามองเขา

“ตรวจ DNA งั้นเหรอ?”

“ไคล์…”

“ถ้าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของคุณ แล้วจะตรวจ DNA ไปทำไม?”

ทั้งห้องเงียบกริบ

ไม่มีใครพูดอะไร

และในวินาทีนั้น—

โทรศัพท์ในมือของฉันก็ดังขึ้นอีกครั้ง

มีข้อความใหม่

“ขอแสดงความยินดี ผลตรวจ DNA ยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือด 99.99%”

ฉันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น

ตรงหน้า ฉันเห็นสีหน้าของไคล์ที่ซีดเผือดจนไร้สีเลือด…

ความเงียบที่ปกคลุมห้องดังสนั่นยิ่งกว่าเสียงระเบิด ไคล์พยายามจะก้าวเข้ามาคว้าข้อมือฉัน สายตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและละนึกเสียใจ

“มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะ… คือฉัน… ฉันเพิ่งรู้เรื่องเด็กไม่นานนี้เอง” เขาละล่ำละลัก พยายามจะหาข้ออ้างน้ำเน่ามาฉุดรั้งฉันไว้

ฉันสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมทันที ความเจ็บปวดในตอนแรกมลายหายไป เหลือเพียงความเย็นชาและสมเพชคนตรงหน้าอย่างถึงที่สุด ฉันหันไปมองอดีตแม่สามีที่เคยยืนเชิดหน้าท้าทาย แต่ตอนนี้กลับอ้าปากค้าง หน้าซีดเผือดไม่ต่างจากลูกชาย ส่วนมีอารีบดึงลูกชายเข้าไปกอดไว้แน่นราวกับกลัวว่าฉันจะอาละวาด

“เพิ่งรู้… แต่กล้าพาพวกเขาย้ายเข้ามาในคอนโดของฉัน ทุเรศสิ้นดี” ฉันแค่นหัวเราะออกมา น้ำตาที่เคยคลอเบ้าถูกความโกรธจัดเผาผลาญจนแห้งสนิท

“นี่เธอ! พูดให้มันดี ๆ หน่อยนะ ถึงยังไงตระกูลเราก็…” แม่ของไคล์พยายามจะอ้าปากปกป้องลูกชายด้วยความถือดีที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด

“หยุดพล่ามเรื่องตระกูลของคุณได้แล้วค่ะ” ฉันหันไปตวัดสายตามองเธอจนเธอสะดุ้ง “และกรุณาจำใส่หัวไว้ด้วยนะคะ ที่นี่คือ คอนโดของฉัน ชื่อในโฉนดคือชื่อของฉัน เงินดาวน์ทุกบาททุกสตางค์คือเงินของฉัน! พวกคุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่ตารางนิ้วเดียว!”

ฉันเดินตรงไปที่ประตูเปิดมันออกกว้าง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับคนทั้งสี่

“ฉันให้เวลาพวกคุณ 10 นาที เก็บขยะของพวกคุณแล้วไสหัวออกไปจากห้องของฉันให้หมด ไม่อย่างนั้นฉันจะแจ้งความข้อหาบุกรุก และข้อหาลักทรัพย์… เพราะเสื้อผ้าและของใช้ทุกชิ้นที่พวกคุณกำลังเสวยสุขอยู่ตอนนี้ มันซื้อด้วยเงินของฉัน!”

“ใจเย็น ๆ ก่อนสิ… เราค่อย ๆ คุยกันนะ งานแต่งงานของเราเดือนหน้าล่ะ?” ไคล์อ้อนวอน น้ำเสียงสั่นเครือ

“งานแต่งงานงั้นเหรอ?” ฉันหยิบแหวนหมั้นบนนิ้วนางข้างซ้ายออกมา มองมันด้วยความรังเกียจ ก่อนจะโยนมันลงบนพื้นต่อหน้าเขา “มันจบลงตั้งแต่สัปดาห์ที่คุณไปถ่ายรูปครอบครัวสุขสันต์แล้วค่ะ อ้อ… แล้วเงินสินสอดที่ตระกูลคุณแสนจะภูมิใจน่ะ ฉันจะโอนคืนให้ครบทุกบาททุกสตางค์ ไม่ต้องห่วง ฉันไม่คิดจะเอาสิ่งอัปมงคลจากตระกูลคุณไว้ให้เสนียดชีวิตหรอก”

10 นาทีแห่งการชำระล้าง

ไคล์ มีอา และแม่ของเขา ลนลานเก็บข้าวของอย่างทุลักทุเล บรรยากาศเหยียดหยามเมื่อครู่กลับกลายเป็นความอับอายขายหน้า มีอาเดินก้มหน้าพาลูกชายออกไปเป็นคนแรก ตามด้วยแม่ของไคล์ที่เดินสะบัดก้นออกไปด้วยความโกรธแค้นแต่ทำอะไรไม่ได้

เหลือเพียงไคล์ที่ยืนอยู่หน้าประตู เขาหันมามองฉันด้วยสายตาเว้าวอน “เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้จริง ๆ เหรอ?”

“ผู้ชายที่โกหกหลอกลวง และปล่อยให้แม่ตัวเองมาเหยียบย่ำผู้หญิงที่จะแต่งงานด้วย… ไม่มีค่าพอให้ฉันเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียวค่ะ เชิญไปทำหน้าที่พ่อที่ดีในรังหนูของคุณเถอะ”

ฉันกระแทกประตูใส่หน้าเขาเสียงดังลั่น!

ทันทีที่เสียงประตูปิดลง คอนโดกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ฉันทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา ปล่อยโฮออกมาเพื่อระบายความอัดอั้นทั้งหมด แต่นี่ไม่ใช่การร้องไห้เพราะความสิ้นหวัง… มันคือน้ำตาแห่งการล้างบางสิ่งสกปรกออกไปจากชีวิต

วันรุ่งขึ้น ฉันโทรเรียกช่างมาเปลี่ยนระบบล็อกประตูดิจิทัลทั้งหมด ขายเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่ผู้หญิงคนนั้นเคยแตะต้องทิ้งไปในราคาถูก และจ้างบริษัททำความสะอาดมาพ่นฆ่าเชื้อทุกซอกทุกมุม

สามสัปดาห์ต่อมา ฉันส่งการ์ดยกเลิกงานแต่งงานให้แขกทุกคนพร้อมเหตุผลสั้น ๆ แต่ได้ใจความว่า “ฝ่ายชายมีครอบครัวอยู่แล้ว” ดับอนาคตและชื่อเสียงในสังคมของไคล์และแม่ของเขาจนไม่กล้าสู้หน้าใคร

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างคอนโด สูดหายใจเข้าลึก ๆ ความรู้สึกหนักอึ้งในใจตลอดหลายปีที่ผ่านมาหายไปสิ้น ชีวิตของฉันกำลังจะเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง… ในบ้านที่เป็นของฉัน และมีความสุขที่สร้างขึ้นด้วยสองมือของฉันเอง โดยไม่มีวันยอมให้ใครมาเอาเปรียบได้อีกต่อไป