สามวันหลังงานแต่งของพี่ชาย ภรรยาใหม่ของเขายิ้มพร้อมชี้ไปที่ห้องของฉัน คืนนั้นเอง ฉันยกเลิกการผ่อนบ้านที่ทุกคนคิดว่าเป็นของพวกเขา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของครอบครัวที่ไล่ฉันออกจากบ้าน**
**ตอนที่ 1: วันที่พวกเขาเรียกฉันว่า “แขก” ในบ้านที่ฉันเป็นคนผ่อนเอง ฉันจึงเข้าใจว่า ลูกแท้ ๆ ก็สามารถกลายเป็นคนนอกได้ เมื่อมีลูกสะใภ้คนใหม่เข้ามา**
เพียงสามวันหลังจากงานแต่งของพี่ชาย
ฉันก็ได้ยินประโยคที่ทำให้หัวใจของฉันแข็งกระด้างไปตลอดกาล
ตอนนั้นฉันยืนอยู่หน้าประตูห้องครัว
ในมือถือบะหมี่ผัดกับไก่อบที่ซื้อกลับมาระหว่างทางจากมากาตี
ฉันเหนื่อยมาก
เพิ่งลงจากรถไฟฟ้า MRT
เบียดเสียดบนรถจี๊ปนีย์
พอกลับถึงบ้านก็ได้กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่เพิ่งเปิดใหม่ พร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากห้องนั่งเล่น
ฉันคิดว่า…
คงเป็นเพียงมื้อเย็นธรรมดา
ฉันคิดว่า…
อย่างน้อยในฐานะลูกคนเล็กของบ้าน
ฉันก็น่าจะยังมีที่นั่งบนโต๊ะอาหารตัวนั้น
พี่ชายของฉัน **ดาริล** เอนตัวอยู่บนโซฟาอย่างสบาย ราวกับเป็นราชาแห่งบ้านของตัวเอง
ข้าง ๆ เขาคือ **เบียงก้า** ภรรยาหมาด ๆ ที่ยังสวมชุดอยู่บ้านตัวใหม่ ซึ่งแม่ของฉันเพิ่งซื้อให้ พร้อมบอกว่า
“ราชินีคนใหม่ของบ้านจะได้อยู่สบาย”
ส่วนแม่ **ลอร์นา** นั่งอยู่ที่โต๊ะเล็ก ๆ ค่อย ๆ ปอกมะม่วงอย่างระมัดระวัง
ราวกับกำลังดูแลแขกคนสำคัญ
เมื่อเห็นฉัน
เบียงก้ายิ้ม
เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยน นุ่มนวล
รอยยิ้มแบบที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะซ่อนคมมีดไว้ข้างใน
“มิก้า กลับมาพอดีเลย”
“พวกเรามีเรื่องอยากคุยด้วยนิดหน่อย”
ฉันยังไม่ได้นั่ง
บรรยากาศในห้องหนักอึ้ง
เหมือนการประชุมเริ่มไปก่อนแล้ว
และฉันเป็นเพียงคนสุดท้ายที่ถูกเรียกเข้ามาฟังคำตัดสิน
ฉันวางอาหารลงบนโต๊ะ
“เรื่องอะไรเหรอ?”
ทั้งสามคนสบตากัน
ดาริลเป็นคนแรกที่หลบสายตา
แม่รีบหันไปสนใจมะม่วงในมือ
มีเพียงเบียงก้าที่รักษารอยยิ้มไว้ได้
เธอเดินเข้ามาจับแขนฉันเบา ๆ
“มิก้า… ตอนนี้ฉันกับพี่ชายเธอแต่งงานกันแล้ว”
“เราก็ต้องเริ่มต้นชีวิตคู่ของตัวเอง”
ฉันพยักหน้า
แม้ว่าจะเริ่มรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่ไหลจากต้นคอลงมาตามแผ่นหลังก็ตาม
“ก็เป็นเรื่องธรรมดา”
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลยิ่งกว่าเดิม
“แล้วเราก็ตั้งใจว่าจะมีลูกเร็ว ๆ นี้”
“ห้องของเธอทำเลดีมาก”
“มีหน้าต่าง สว่าง แล้วก็เงียบ”
“เหมาะจะทำเป็นห้องเด็กที่สุด”
ฉันนิ่งไปหลายวินาที
ได้ยินเพียงเสียงพัดลมหมุน
เสียงมีดกระทบจานของแม่
และสิ่งที่ดังที่สุด…
คือความเงียบของดาริล
ฉันหันไปมองเขา
“พี่รู้เรื่องนี้ใช่ไหม?”
เขากระแอมเบา ๆ ก่อนนั่งตัวตรง
“มิก้า อย่าคิดมากเลย”
“มันก็แค่เรื่องของความเหมาะสม”
“เธอยังโสด”
“ปรับตัวง่ายกว่า”
“ปรับตัว?”
“ใช่”
“เงินเดือนเธอก็ดี”
“เป็นผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการในย่าน BGC”
“เช่าคอนโดหรือสตูดิโอสักแห่งก็ได้”
“แต่ฉันกับเบียงก้าเพิ่งเริ่มต้นชีวิตคู่”
ฉันยังไม่ตอบ
ตลอดสามปีที่ผ่านมา
ฉันเป็นคนผ่อนทาวน์เฮาส์หลังนี้ที่เมืองไกนตา
ไม่ใช่ความลับ
ทุกเดือน
เงิน **48,500 เปโซฟิลิปปินส์** ถูกหักออกจากบัญชีของฉันเพื่อผ่อนบ้าน
ยังไม่รวมค่าส่วนกลาง
ค่าไฟ
ค่าน้ำ
ค่าอินเทอร์เน็ต
และค่าอาหารเวลาที่ทุกคนเงินขาดมือ
ฉันยอมทำทั้งหมด
เพราะแม่บอกว่า
“เพื่อครอบครัว”
เพราะแม่บอกว่า
“พี่ชายเก็บเงินไม่เก่ง”
เพราะแม่บอกว่า
“เธอเก่งกว่า แข็งแกร่งกว่า และหาเงินได้มากกว่า”
แต่ตอนนี้…
ในบ้านที่ฉันเป็นคนผ่อน
กลับเป็นพวกเขาที่ถามฉันว่า
จะย้ายออกเมื่อไหร่
ฉันสูดหายใจลึก
“วันนี้บริษัทเพิ่งประกาศลดเงินเดือนผู้บริหารอาวุโสลงสามสิบเปอร์เซ็นต์”
“จาก **86,000 เปโซ** เหลือประมาณ **60,000 เปโซ** ต่อเดือน”
“ฉันยังต้องผ่อนรถ”
“จ่ายประกัน”
“มีค่าใช้จ่ายส่วนตัว”
“แล้วยังต้องผ่อนบ้านที่ทุกคนอยู่กันอีก”
ฉันคิดว่า…
อย่างน้อยแม่คงจะถามว่า
“ลูกไหวไหม”
แต่แม่เพียงวางมีดลง แล้วพูดเรียบ ๆ
“ลูกเอ๋ย…”
“เดือนละหกหมื่นเปโซก็ยังเยอะนะ”
“คนฟิลิปปินส์อีกตั้งมากมาย ยังใฝ่ฝันจะมีเงินเดือนแบบนั้นเลย”
เหมือนมีบางอย่างระเบิดในอกของฉัน
ดาริลขมวดคิ้ว
“มิก้า อย่าเอาเรื่องงานมาเป็นข้ออ้าง”
“ถึงเงินเดือนลด”
“เธอก็ยังหาได้มากกว่าฉัน”
“เบียงก้ายังไม่มีงานประจำเลย”
“เธอควรเข้าใจเราก่อน”
เบียงก้าหัวเราะเบา ๆ อย่างเขินอาย
“เราไม่ได้ไล่เธอนะ”
“เธอลองไปเช่าห้องใกล้ที่ทำงานก่อนก็ได้”
“มันดีกับตัวเธอเอง”
“ไม่ค่อยเหมาะหรอก… ที่น้องสาวโสดจะอยู่บ้านเดียวกับคู่แต่งงานใหม่”
ฉันจ้องมองเธอ
“ไม่เหมาะ… สำหรับใคร?”
เธอไม่ตอบ
แม่เป็นคนตอบแทน
“มิก้า อย่าทำตัวเข้าใจยาก”
“พี่ชายเธอมีครอบครัวแล้ว”
“พวกเขาเป็นอีกครอบครัวหนึ่ง”
“ส่วนลูก… ก็ต้องไปมีชีวิตของตัวเอง”
ในที่สุด
ฉันก็เข้าใจสิ่งที่พวกเขาต้องการจะพูดจริง ๆ
พวกเขา…
คือครอบครัว
ส่วนฉัน…
ไม่ใช่
ฉัน…
เป็นเพียงคนชั่วคราว
เป็นเพียงกระเป๋าเงินที่มีชื่อ
ฉันวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ แล้วพูดช้า ๆ
“ขอถามให้ชัดนะ”
“พวกคุณอยากให้ฉันย้ายออกจากห้องของตัวเอง”
“ในบ้านที่ฉันเป็นคนผ่อนทุกเดือน”
“เพื่อเอาไปทำห้องเด็ก… ทั้งที่เด็กคนนั้นยังไม่เกิด?”
หน้าของดาริลแดงก่ำ
“อย่าเอาเงินมาข่มกัน”
“ฉันไม่ได้ข่ม”
“ฉันแค่พูดความจริง”
แม่ลุกขึ้นทันที
“ความจริงอะไร?”
“บ้านหลังนี้คือบ้านของครอบครัว”
“จะอ้างว่าเป็นของตัวเอง เพราะช่วยจ่ายเงินไม่ได้”
“ลูกก็ต้องช่วยครอบครัวอยู่แล้ว”
“ช่วยเหรอ?”
ฉันยิ้ม
แต่ไม่มีความอบอุ่นเหลืออยู่เลย
“ฉันผ่อนบ้านมาสามปี”
“จ่ายค่างวด”
“จ่ายบิล”
“ซื้อของเข้าบ้าน”
“ถ้านั่นเรียกว่าช่วย”
“ทำไมมันถึงกลายเป็นหน้าที่ของฉัน?”
“แล้วถ้านี่คือครอบครัว”
“ทำไมคนที่ต้องย้ายออกถึงเป็นฉัน?”
เบียงก้ากลืนน้ำลาย
แต่ยังคงยิ้ม
“มิก้า… อย่าคิดมากเลย”
“ถ้ากังวลเรื่องเงิน”
“เดือนแรกเราช่วยค่าเช่าให้ก็ได้”
“สัก **8,000 เปโซ**”
“จะได้ไม่ลำบาก”
ฉันจ้องมองเธออยู่นาน
แปดพันเปโซ…
คือราคาของความสงสาร
หลังจากที่ฉันจ่ายเงินเกือบ **2 ล้านเปโซ** ให้บ้านหลังนี้ตลอดสามปี
“ใจดีจังนะ เบียงก้า”
ดวงตาของเธอเป็นประกาย
เหมือนคิดว่าตัวเองชนะแล้ว
แต่ฉันหันไปหาดาริล
“แล้วพี่ล่ะ?”
“เห็นด้วยใช่ไหม?”
เขาเงียบอยู่หลายวินาที
ก่อนพยักหน้า
“ใช่”
“เพื่อความสงบของบ้าน”
เพื่อความสงบ…
คำคำนั้นหนักเหลือเกิน
เหมือนว่าฉันคือปัญหา
คืออุปสรรค
คือสิ่งรกที่ต้องถูกกำจัดออกไป
ฉันหยิบมะม่วงหนึ่งชิ้นจากจานของแม่
มันหวาน
แต่ในปากของฉัน
กลับขมจนกลืนแทบไม่ลง
“ได้”
ทั้งสามคนมองฉันอย่างตกใจ
“ได้เหรอ?”
เบียงก้าถาม
ฉันพยักหน้า
“ฉันจะย้ายออก”
สีหน้าของแม่ผ่อนคลายทันที
“แบบนี้สิ”
“ยังเป็นเด็กดีที่รู้จักฟัง”
ฉันไม่ตอบ
เดินเข้าห้องตัวเอง
ปิดประตูเบา ๆ
ไม่จำเป็นต้องปิดแรง
พวกเขาก็รู้ดีอยู่แล้วว่า
มีบางอย่างแตกหักลง
ในห้อง
ฉันมองโต๊ะทำงาน
โน้ตบุ๊ก
แฟ้มใบเสร็จ
ซองเอกสารของโครงการ
และซองสีน้ำตาลหนา ๆ
ที่ไม่เคยมีใครเปิดอ่าน
ในนั้นคือสัญญาซื้อขาย
ชื่อที่อยู่ในเอกสาร
คือชื่อของฉัน
ไม่ใช่ดาริล
ไม่ใช่แม่
ไม่ใช่เบียงก้า
ฉันคือผู้ซื้อหลัก
ฉันเป็นคนวางเงินดาวน์
ฉันถือใบเสร็จทุกใบ
และฉันเพียงคนเดียว
ที่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะผ่อนบ้านต่อ
หรือยกเลิกสัญญา
แต่พวกเขาเข้าใจผิดมาตลอด
เพียงเพราะกล่องจดหมายใช้ชื่อของครอบครัว
และดาริลเป็นคนติดต่อกับนิติบุคคลหมู่บ้าน
พวกเขาจึงเชื่อว่า
บ้านหลังนี้เป็นของเขา
ฉันปล่อยให้เชื่อแบบนั้น
เพราะตอนนั้น
ฉันยังคิดว่าพวกเขาคือครอบครัว
แต่คืนนี้
ครอบครัวของฉันเอง
เป็นคนบอกว่า
ฉันเป็นเพียงแขก
ฉันนั่งลงบนเตียง
เปิดแอปธนาคาร
ระบบตั้งหักบัญชีอัตโนมัติสำหรับค่างวดบ้าน **48,500 เปโซ** ทุกวันที่สิบของเดือน
ฉันมองปุ่ม
**“Cancel Scheduled Payment”**
นิ้วของฉันไม่สั่นแม้แต่น้อย
ข้างนอก
ฉันได้ยินเบียงก้าหัวเราะเบา ๆ
“มิก้าก็ใจดีเหมือนกันนะ”
“นึกว่าจะโวยวายเสียอีก”
แม่พูดตาม
“ลูกคนนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ”
“ดื้อแค่ตอนแรก”
“สุดท้ายก็ยอมอยู่ดี”
“ยังไงเราก็เป็นครอบครัวของเธอ”
ฉันหลับตา
แล้วลืมขึ้นอีกครั้ง
ก่อนกดปุ่มนั้น
**“ยกเลิกการชำระเงินตามกำหนดเรียบร้อยแล้ว”**
ข้อความยืนยันปรากฏบนหน้าจอ
ฉันยิ้มเงียบ ๆ
ถ้าพวกเขายังเรียกตัวเองว่าครอบครัว
พวกเขาคงได้เรียนรู้ว่า
ครอบครัว…
ไม่ได้มีแต่คนที่คอยรับ
แต่ต้องมีคนที่พร้อมแบกรับด้วย

และพรุ่งนี้
ฉันจะเริ่มยกภาระของบ้านหลังนี้
ออกจากบ่าของตัวเอง
ให้พวกเขาเป็นคนแบกแทน…
นี่คือบทสรุปและจุดจบของเรื่องราว (ตอนจบ) ที่จะตลบหลังความเห็นแก่ตัวของครอบครัวอย่างเจ็บแสบและเด็ดขาดค่ะ
ตอนจบ: ทาวน์เฮาส์ที่ไม่ใช่ของพวกแก และการล่มสลายของราชาจอมปลอม
หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ฉันเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าและของมีค่าทั้งหมด ย้ายออกไปอยู่ที่คอนโดมิเนียมหรูย่านบีจีซี (BGC) ใกล้ที่ทำงานใหม่ทันทีโดยไม่บอกลากันสักคำ
เบียงก้ายิ้มแย้มอย่างผู้ชนะในวันที่ฉันเดินออกจากบ้าน เธอรีบเข้าไปในห้องนอนเก่าของฉันทันทีพร้อมกับดาริล เพื่อวัดขนาดห้องเตรียมทำเป็นห้องเด็กตามที่เธอฝันไว้ โดยพวกเขายังคงคิดว่า… ฉันยอมจำนนและจะยังคงเป็น “เครื่องเอทีเอ็ม” คอยจ่ายค่างวดบ้านให้พวกเขาสวยหรูต่อไป
จนกระทั่งวันที่ 10 ของเดือนเวียนมาถึง… วันที่ความจริงเริ่มทำงาน
เสียงโทรศัพท์จากแดนนรก
บ่ายวันที่ 12 สายโทรศัพท์จากดาริลดังขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่ได้ราบเรียบหรือโอหังเหมือนวันนั้นอีกต่อไป แต่กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเดือดดาล
“มิก้า! นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?! มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานส่วนกลางของโครงการทาวน์เฮาส์โทรมาหาฉัน เขาบอกว่าค่างวดบ้าน 48,500 เปโซ ของเดือนนี้ยังไม่ได้ชำระ แถมระบบหักบัญชีอัตโนมัติของคุณก็ถูกยกเลิกไปแล้ว! คุณลืมจ่ายหรือไง?!”
ฉันจิบกาแฟเบา ๆ สายตามองวิวตึกสูงจากห้องพักผ่อนของคอนโดใหม่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“ฉันไม่ได้ลืม… ฉันตั้งใจยกเลิกเอง”
“คุณบ้าไปแล้วเหรอ?!” เสียงแม่แทรกเข้ามาในสายด้วยความโมโห “ถ้าลูกไม่จ่าย แล้วพวกเราจะเอาเงินที่ไหนไปจ่าย? เดือน ๆ หนึ่งดาริลหาเงินได้ไม่กี่หมื่นเปโซ เบียงก้าก็ไม่มีงานทำ ถ้าบ้านโดนยึด พวกเราจะไปอยู่ที่ไหน?!”
“อ้าว… ก็วันนั้นแม่บอกเองไม่ใช่เหรอคะว่านี่คือ ‘บ้านของครอบครัว’ และพี่ดาริลกับเบียงก้าก็เป็น ‘อีกครอบครัวหนึ่ง’ ที่แยกออกไปแล้ว ส่วนฉันเป็นแค่คนโสดที่ต้องย้ายออกไปมีชีวิตของตัวเอง ในเมื่อฉันเป็นคนนอก… แล้วทำไมคนนอกอย่างฉันต้องมานั่งผ่อนบ้านให้พวกคุณอยู่ฟรี ๆ ด้วยล่ะคะ?”
“มิก้า! อย่ามาเล่นแง่นะ!” ดาริลตะโกนลั่น “บ้านหลังนี้ใช้ชื่อครอบครัวติดต่อกับนิติบุคคล ฉันเป็นคนดูแล! ขืนเธอไม่จ่าย ฉันจะไปฟ้องศาลว่าเธอผิดสัญญา!”
ฉันแค่นยิ้ม “เชิญเลยค่ะพี่ดาริล… ไปเจอกันที่ศาลได้เลย” แล้วฉันก็กดตัดสายทันที
ไพ่ตายใบสุดท้าย: สัญญาที่ไม่เคยมีชื่อพวกแก
สิ่งที่ดาริล แม่ และเบียงก้าไม่เคยรู้เลยเพราะความโง่เขลาและไม่เคยใส่ใจ คือเอกสารสัญญาซื้อขายกับผู้พัฒนาโครงการทั้งหมด เป็นชื่อของฉันแต่เพียงผู้เดียว เงินดาวน์ก้อนแรกเกือบสองล้านเปโซก็เป็นเงินเก็บของฉัน และเนื่องจากสัญญานี้มีมูลค่าสูง ฉันจึงไม่ปล่อยให้บ้านโดนยึดไปเปล่า ๆ ให้เสียประวัติทางการเงินหรอก
สัปดาห์ก่อนหน้านั้น ฉันได้เข้าไปคุยกับทางโครงการและทำเรื่อง “Pasalo” (การขายดาวน์เปลี่ยนสัญญา) ให้กับนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์คนหนึ่งที่กำลังหาบ้านทำเลเมืองไกนตาในราคาที่สมน้ำสมเนื้อ ฉันได้เงินดาวน์ส่วนใหญ่คืนมา และกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนั้นได้เปลี่ยนมือไปเป็นของคนอื่นเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ค่างวดขาดส่ง!
วันส่งมอบทาวน์เฮาส์
สองสัปดาห์ต่อมา ฉันนั่งรถกลับไปยังทาวน์เฮาส์เมืองไกนตาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ฉันไม่ได้มาในฐานะลูกคนเล็กที่คอยรองรับอารมณ์ของใคร… ฉันมาพร้อมกับทนายความ เจ้าหน้าที่ของโครงการ และเจ้าของบ้านคนใหม่พร้อมบอดี้การ์ด
ภาพที่เห็นตรงหน้าคือ ดาริล แม่ และเบียงก้า กำลังยืนทะเลาะอยู่กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านที่หน้าประตูบ้าน ข้าวของของพวกเขากองอยู่บนพื้นซีเมนต์อย่างหมดสภาพ
“มิก้า! แกทำแบบนี้ได้ยังไง?!” แม่วิ่งเข้ามาทุบกระจกรถของฉัน ร้องไห้โฮ “เจ้าของใหม่เขาเอาตำรวจมาไล่พวกเราออกจากบ้าน! เขาบอกว่าแกขายบ้านหลังนี้ไปแล้ว!”
เบียงก้าที่เคยยิ้มหวาน บัดนี้หน้าซีดเผือด ยืนกอดท้องที่ยังไม่นูนระริกด้วยความกลัว ส่วนดาริลยืนกำหมัดแน่นแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะมีบอดี้การ์ดร่างใหญ่ยืนคุมเชิงอยู่
ฉันก้าวลงจากรถช้า ๆ มองดูสภาพของราชาและราชินีจอมปลอมที่เคยไล่ฉันออกจากห้องนอน
“ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดนี่คะ” ฉันเอ่ยเสียงเย็น “ฉันแค่ย้ายออกตามที่พวกคุณต้องการ และในเมื่อบ้านหลังนี้เป็นชื่อของฉัน เงินของฉัน ฉันจะขายให้ใครมันก็เป็นสิทธิ์ของฉัน… พี่ดาริลเก่งนักไม่ใช่เหรอคะ? เป็นหัวหน้าครอบครัวใหม่แล้วนี่ พาเมียกับแม่ไปหาบ้านใหม่สิ”
“แกมันอีลูกอกตัญญู! แกทำลายครอบครัว!” แม่กรีดร้อง
“คนที่ทำลายครอบครัวไม่ใช่ฉันค่ะแม่… แต่เป็นความเห็นแก่ตัวของพวกคุณต่างหาก” ฉันหันไปสบตาเบียงก้าที่กำลังตัวสั่น “อ้อ… เบียงก้า วันนั้นเธอเคยบอกว่าจะช่วยค่าเช่าห้องฉัน 8,000 เปโซ ใช่ไหม? ถ้างั้น… ฉันคืนเงินก้อนนี้ให้นะ เอาไปใช้เป็นค่ามัดจำห้องเช่ารูหนูแถวชานเมืองแล้วกัน เหมาะกับครอบครัวใหม่ของเธอดี!”
ฉันโยนเงิน 8,000 เปโซลงบนพื้นแทบเท้าของเบียงก้า ธนบัตรปลิวว่อนกระจายอยู่บนพื้นซีเมนต์ที่เปียกชื้นเหมือนวันนั้นที่ฉันเคยยืนเจ็บปวด
บทสรุปของการล่มสลาย
ดาริลพยายามจะเข้ามาทำร้ายฉัน แต่ถูกบอดี้การ์ดล็อกตัวกดลงกับพื้น แขกเหรื่อรอบบ้านและเพื่อนบ้านที่เคยคิดว่าดาริลเป็นเจ้าของบ้านหรูต่างพากันออกมามุงดูและซุบซิบนินทาด้วยความสมเพช
ในที่สุด ครอบครัวที่เคยผลักไสฉันราวกับเป็นแขกชั่วคราว ก็ได้ลิ้มรสของการเป็น “คนไม่มีบ้าน” อย่างแท้จริง ดาริลต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูทั้งแม่และเมียที่ไม่มีงานทำด้วยเงินเดือนอันน้อยนิดของตัวเองในห้องเช่าแคบ ๆ ความรักของดาริลและเบียงก้าพังทลายลงในเวลาไม่กี่เดือนหลังจากนั้นเพราะเสียงทะเลาะเบาะแว้งเรื่องเงินดังก้องอยู่ทุกวัน
ส่วนฉัน… ก้าวขึ้นรถสปอร์ตคันหรู มุ่งหน้ากลับสู่คอนโดที่สวยงามและกว้างขวางในย่านบีจีซี ตัดขาดจากอดีตอันเน่าแฟะและคนเห็นแก่ตัวเหล่านั้น… ตลอดกาล