Posted in

วันที่ฉันไปรับคุณย่าที่โรงพยาบาล ฉันกลับได้รับใบเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลกว่า 1 ล้านบาทในชื่อของพ่อผู้ล่วงลับ แต่เมื่อเปิดประตูห้อง VIP ความจริงที่เห็นตรงหน้าทำให้ฉันแทบล้มทั้งยืน*

*วันที่ฉันไปรับคุณย่าที่โรงพยาบาล ฉันกลับได้รับใบเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลกว่า 1 ล้านบาทในชื่อของพ่อผู้ล่วงลับ แต่เมื่อเปิดประตูห้อง VIP ความจริงที่เห็นตรงหน้าทำให้ฉันแทบล้มทั้งยืน**

วันที่คุณย่าของฉันได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล ฉันเป็นคนไปที่แผนกการเงินเพื่อชำระค่ารักษาทั้งหมด

หลังจากเจ้าหน้าที่คืนบัตรประกันสุขภาพให้แล้ว เธอยังยื่นใบเรียกเก็บค่ารักษาอีกใบหนึ่งมาให้

เป็นค่ารักษาโรคหัวใจและค่ายานำเข้าที่รวมแล้ว **มากกว่า 1,000,000 บาท**

“คุณผู้หญิงคะ นี่คือค่ารักษาและค่ายานำเข้าของคุณพ่อของคุณในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ที่แผนกโรคหัวใจค่ะ”

“ท่านฝากบอกไว้ว่า วันนี้คุณจะเป็นคนมาชำระเงิน”

เจ้าหน้าที่พูดพลางพิมพ์ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ โดยแทบไม่ได้เงยหน้ามองฉัน

ฉันได้แต่มองชื่อที่พิมพ์อยู่บนใบเรียกเก็บ

พูดอะไรไม่ออก

เพราะ…

พ่อของฉันเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ไปนานแล้ว

ถ้าอย่างนั้น…

คนที่นอนอยู่ในโรงพยาบาลตอนนี้เป็นใครกันแน่?

ฉันไม่รู้ตัวเลยว่ากำกระดาษแผ่นบางนั้นแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนนิ้วซีดขาว

เจ้าหน้าที่สาวที่สวมแว่นตาสีดำสังเกตเห็นสีหน้าของฉัน จึงหยุดพิมพ์แล้วถามด้วยความสงสัย

“คุณคะ ข้อมูลของคุณพ่อคุณถูกลงทะเบียนในระบบมาแล้วประมาณครึ่งปีค่ะ”

“แล้วตอนเข้ารับการรักษา เบอร์โทรศัพท์ผู้ติดต่อฉุกเฉินที่แจ้งไว้ ก็เป็นเบอร์ของสามีคุณค่ะ”

ทันทีที่ได้ยินคำว่า **สามี**

เหมือนมีน้ำเย็นจัดสาดใส่ทั้งตัว

ฉันสูดหายใจลึก พยายามซ่อนมือที่กำลังสั่น

“ช่วยบอกได้ไหมคะ…ผู้ป่วยคนนี้พักอยู่ห้องไหน”

เจ้าหน้าที่รีบพิมพ์ค้นหา

“แผนกโรคหัวใจค่ะ ห้อง VIP แบบส่วนตัว”

ฉันกล่าวขอบคุณ

พับใบเรียกเก็บเงินเก็บไว้ในมือแน่น

ฉันไม่ได้จ่ายเงิน

แต่รีบเดินตรงไปยังอาคารผู้ป่วยในทันที

กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออบอวลไปทั่วทางเดินยาว

กลิ่นนี้ทำให้ฉันนึกถึงวันที่พ่อเสียชีวิต

ตอนนั้น…

สามีของฉันเป็นคนจัดการทุกอย่างให้

ฉันเคยคิดว่า

ฉันแต่งงานกับผู้ชายที่สามารถพึ่งพาได้ตลอดชีวิต

ไม่เคยคิดเลยว่า

วันหนึ่งเขาจะนำชื่อของพ่อผู้ล่วงลับของฉัน

ไปใช้สวมสิทธิ์ให้คนอื่นเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

หากเป็นเพียงชื่อที่บังเอิญเหมือนกัน

คงเป็นไปไม่ได้ที่เบอร์โทรของสามีฉันจะถูกระบุเป็นผู้ติดต่อฉุกเฉิน

ยิ่งเดินเข้าใกล้ห้อง VIP

ทุกก้าวยิ่งเหมือนเหยียบคมมีด

เมื่อฉันมองผ่านกระจกบานเล็กที่ประตู

หัวใจแทบหยุดเต้น

คนที่นอนอยู่บนเตียง

ใส่สายออกซิเจน…

กลับเป็น **พ่อสามีของฉัน**

ส่วนแม่สามี

นั่งสบายอยู่บนโซฟา ดูโทรทัศน์ พร้อมกินผลไม้ไปด้วย

และสามีของฉัน

กำลังยิ้ม พลางปอกผลไม้แล้วป้อนแม่ของตัวเองอย่างเอาใจใส่

“เห็นไหมครับแม่”

“ยานำเข้ามันได้ผลจริง ๆ ช่วงนี้สีหน้าของพ่อดูดีขึ้นเยอะเลย”

แม่สามีหัวเราะอย่างพอใจ

“แน่นอนสิ”

“ยาพวกนี้ราคาแพงทุกวัน”

“โชคดีที่เราใช้สิทธิ์ประกันของพ่อที่ตายไปแล้วของเมียแกได้”

“พวกเราเลยไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว”

ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น

เลือดทั้งตัวของฉันเดือดพล่าน

ฉันผลักประตูเข้าไปอย่างแรง

**ปัง!**

ทั้งสามคนสะดุ้งตกใจ

ส้อมในมือของสามีหล่นกระแทกพื้น

เมื่อเขาหันมาเห็นฉัน

รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไปทันที

“คุณ…มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

ฉันเพียงยิ้มเย็นชา

แล้วเดินตรงเข้าไปหาเขา

ก่อนจะปาใบเรียกเก็บค่ารักษาใส่หน้าอกของเขาเต็มแรง

“ถ้าวันนี้ฉันไม่มา…”

“ฉันคงไม่มีวันรู้ว่าครอบครัวของคุณใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ด้วยชื่อของพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วของฉัน”

“ถ้าฉันไม่มาที่นี่…”

“ฉันคงไม่รู้ว่า ต่อให้พ่อฉันถูกฝังไปนานแค่ไหน พวกคุณก็ยังเอาชื่อของเขามาใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล”

ใบเรียกเก็บเงินร่วงลงบนพื้น

ยอดเงินจำนวนมหาศาลปรากฏเด่นชัด

แม่สามีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นชี้หน้าฉัน

“เธอจะมาโวยวายอะไรที่นี่!”

“ที่นี่คือโรงพยาบาลนะ!”

“พ่อสามีของเธอกำลังป่วยอยู่!”

ฉันจ้องหน้าเธอโดยไม่หลบสายตา

“ฉันเป็นคนบ้าหรือ”

“คนที่บ้าจริง ๆ คือพวกคุณ!”

“คนที่นอนอยู่บนเตียงคือสามีของคุณ”

“แล้วทำไมถึงใช้ชื่อพ่อของฉันตอนเข้ารักษา”

“พวกคุณไม่ได้แค่ปลอมแปลงตัวตน”

“แต่ยังใช้สิทธิ์ประกันของคนที่เสียชีวิตไปแล้วอีก”

ฉันหันไปมองสามี

“รู้ไหมว่านี่คือความผิดทางอาญา?”

“นี่คือการฉ้อโกงประกัน”

ใบหน้าของเขาซีดเผือดทันที

เขารีบเดินเข้ามา พยายามจับมือฉัน

“ฟังผมอธิบายก่อนนะ…”

ฉันสะบัดมือเขาออกอย่างแรง

“อย่ามาแตะตัวฉัน!”

“ถ้าวันนี้คุณไม่อธิบายทุกอย่างให้ชัดเจน…”

ตอนจบ: การตลบหลังด้วยกฎหมาย และบทเรียนราคาแพง

“อย่ามาแตะตัวฉัน!” ฉันสะบัดมือเขาออกอย่างแรง “ถ้าวันนี้คุณไม่อธิบายทุกอย่างให้ชัดเจน… อย่าหวังว่าใครหน้าไหนจะได้เดินออกจากห้องนี้ไปอย่างลอยนวล!”

“มันจะมากไปแล้วนะ!” แม่สามีแผดเสียงลั่น “แกเป็นสะใภ้ตระกูลเรานะ! เงินตั้งล้านกว่าบาท สิทธิ์ประกันของพ่อแกที่ตายไปแล้วถ้าไม่เอามาใช้ก็เสียเปล่า สู้เอามาช่วยชีวิตคนเป็น ๆ ไม่ดีกว่าหรือไง? คิดเสียว่าทำบุญให้พ่อแกสิ!”

คำพูดที่เห็นแก่ตัวอย่างไร้ยางอายของเธอทำให้ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่แววตาของฉันกลับเย็นเยียบจนสามีต้องขยับตัวบังแม่ของเขาไว้

“ทำบุญงั้นเหรอคะ?” ฉันเหยียดยิ้ม “พ่อฉันเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสามปีก่อน ตอนนั้นคุณ (ฉันหันไปจ้องหน้าสามี) เป็นคนอาสาจัดการเอกสารทุกอย่าง รวมถึงการยื่นเรื่องเคลมประกันและปิดบัญชี… ฉันเพิ่งเข้าใจวันนี้เองว่า ทำไมคุณถึงขอเก็บเอกสารตัวจริงของพ่อไว้ทั้งหมด เพราะคุณตั้งใจ ‘ไม่แจ้งตาย’ กับบริษัทประกัน เพื่อเก็บสิทธิ์การรักษา VIP นี้ไว้ใช้กับครอบครัวตัวเอง!”

“คุณ… คุณรู้ได้ยังไง” สามีหน้าซีดสั่นไปทั้งตัว

“เพราะฉันไม่ใช่คนโง่ที่จะปล่อยให้พวกคุณจูงจมูกได้ตลอดไป”

แผนซ้อนแผนที่เตรียมไว้ล่วงหน้า

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดเปิดสปีกเกอร์โฟน และสายที่กำลังต่ออยู่คือ “สารวัตรพิเชษฐ์” เพื่อนสนิทของพ่อที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง รวมถึง “ตัวแทนจากบริษัทประกันภัย” ที่ฉันแอบติดต่อทันทีหลังจากเห็นใบเสร็จใบแรกที่เคาน์เตอร์การเงิน

“ทุกอย่างที่พวกคุณพูดเมื่อครู่ ถูกบันทึกไว้ในสายและระบบบันทึกเสียงหมดแล้วครับ” เสียงเข้มของสารวัตรดังผ่านลำโพงชัดเจน “การปลอมแปลงเอกสารราชการ การสวมสิทธิ์ และฉ้อโกงบริษัทประกันภัยด้วยยอดเงินเกิน 1 ล้านบาท มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และไม่สามารถยอมความได้ครับ”

แม่สามีเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งบนโซฟาทันที ส่วนสามีของฉันตาเหลือกด้วยความกลัว เขาคุกเข่าลงต่อหน้าฉันตรงนั้น

“ผมขอโทษ! ผมทำไปเพราะรักพ่อ ไม่อยากเห็นพ่อทรมาน” เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นพยายามจะกราบเท้าฉัน “ถ้าบริษัทประกันฟ้อง ผมต้องหมดอนาคตแน่ ๆ ขอกู้เงินมาจ่ายคืนให้โรงพยาบาลตอนนี้เลยได้ไหม อย่าเอาเรื่องเลยนะคุณ”

“รักพ่อของคุณ แล้วพ่อของฉันล่ะ?” ฉันมองเขาด้วยความสมเพช “คุณทำลายเกียรติของคนตาย เอาชื่อของพ่อฉันมาบังหน้าเพื่อความเห็นแก่ตัวของครอบครัวคุณ เงิน 1 ล้านบาทนี้ พวกคุณต้องชดใช้คืนให้บริษัทประกันทุกบาททุกสตางค์แน่นอน… แต่ไม่ใช่ในฐานะสามีของฉัน”

ใบหย่าและบทลงโทษ

ฉันดึงเอกสารอีกชุดหนึ่งออกจากกระเป๋าถือ เอกสารที่ฉันเตรียมไว้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนหลังจากระแคะระคายเรื่องพฤติกรรมการเงินที่ผิดปกติของเขา มันคือ “ใบคำร้องขอหย่า”

“เซ็นซะ” ฉันโยนปากกาลงบนตักของเขา “เราหย่าขาดจากกันวันนี้ ทรัพย์สินที่เป็นของฉันและของพ่อคุณจะไม่ได้ไปแม้แต่เซ็นต์เดียว ส่วนหนี้สิน 1 ล้านกว่าบาทพร้อมคดีอาญาที่กำลังจะตามมา… เชิญพวกคุณเคลียร์กับตำรวจและบริษัทประกันเอาเอง”

“ไม่นะ! แกจะทิ้งพวกเราแบบนี้ไม่ได้!” แม่สามีหวีดร้องพยายามจะเข้ามาแย่งเอกสาร แต่จังหวะนั้นเอง ประตูห้อง VIP ก็ถูกเปิดออกอีกครั้งโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและตัวแทนจากบริษัทประกันภัยที่นำหมายเรียกเข้ามาควบคุมตัวทันที

พ่อสามีที่นอนอยู่บนเตียงได้แต่เบิกตามองความล่มสลายของครอบครัวตัวเองด้วยความอับอายและไร้หนทางสู้

ฉันเดินออกจากห้อง VIP นั้นมาพร้อมกับศักดิ์ศรีของพ่อที่ฉันกู้คืนมาได้สำเร็จ ต่อจากนี้ไป… ชื่อของพ่อจะได้รับการพักผ่อนอย่างสงบแท้จริง ส่วนคนลวงโลกที่ใช้ชีวิตอยู่บนคราบน้ำตาและความตายของคนอื่น ก็ถึงเวลาที่ต้องไปชดใช้กรรมในคุกอย่างสาสม