Posted in

ภรรยาของชายที่ “เป็นอัมพาต”… และในคืนแรกของการแต่งงาน ฉันต้องช่วยเขานั่งบนเตียง แต่ทันทีที่มือของฉันสัมผัสตัวเขา ฉันก็รู้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง**

ภรรยาของชายที่ “เป็นอัมพาต”… และในคืนแรกของการแต่งงาน ฉันต้องช่วยเขานั่งบนเตียง แต่ทันทีที่มือของฉันสัมผัสตัวเขา ฉันก็รู้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง**

ฉันอายุยี่สิบสี่ปี เมื่อแม่เลี้ยงตัดสินใจว่าอนาคตของฉันคือทางออกสำหรับปัญหาการเงินของครอบครัว

เธอไม่ได้ตะโกนใส่ฉัน

เธอไม่ได้ข่มขู่ฉันอย่างตรงไปตรงมา

เธอเพียงวางเอกสารธนาคารลงบนโต๊ะแล้วพูดว่า

“ถ้าลูกยอมแต่งงานครั้งนี้ บ้านของพ่อลูกจะไม่ถูกยึด”

ผู้ชายคนนั้นชื่อ อาร์นาฟ มัลโฮตรา

ลูกชายคนเดียวของหนึ่งในตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองชัยปุระ

ห้าปีก่อน เขาประสบอุบัติเหตุที่ทุกคนเชื่อว่าทำให้เขากลายเป็นคนพิการ

นับแต่นั้นมา เขาใช้ชีวิตห่างไกลจากสื่อมวลชน ห่างไกลจากงานสังคม และห่างไกลจากสายตาของผู้คนที่รู้สึกอึดอัดเมื่อเห็นเขา

ฉันยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

งานแต่งงานราวกับภาพที่สมบูรณ์แบบ

คฤหาสน์เก่าแก่ที่ส่องประกายด้วยแสงสีทอง แขกผู้มีอิทธิพลจำนวนมาก และเสียงดนตรีพื้นเมืองที่ดังก้องอยู่ทุกมุม

ฉันสวมส่าหรีสีแดงปักลวดลายงดงาม ซึ่งให้ความรู้สึกหนักยิ่งกว่าการตัดสินใจที่ฉันต้องแบกรับ

อาร์นาฟนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดพิธี

ใบหน้าของเขาไร้อารมณ์

เขาไม่ยิ้ม

เขาไม่พูดเกินกว่าที่จำเป็น

แต่ดวงตาของเขาไม่เคยละจากฉันเลย

คืนแต่งงานมาถึงเร็วกว่าที่ฉันคิด

ฉันก้าวเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง

แสงเทียนทอดเงายาวบนผนัง

อาร์นาฟยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง

ท่าทางของเขาสมบูรณ์แบบ

มือทั้งสองกำที่จับของรถเข็นแน่น

ความเงียบช่างน่าอึดอัด

“ถ้าคุณต้องการ… ฉันช่วยพาคุณขึ้นเตียงได้นะ”

ฉันพูด พยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็นปกติ

อาร์นาฟเม้มริมฝีปาก

“ไม่จำเป็น”

เขาพยายามขยับตัว

ร่างกายของเขาดูเหมือนไม่ตอบสนอง

ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นเพราะศักดิ์ศรีที่ถูกทำร้าย

ความหงุดหงิด

หรือความอ่อนแอ

ฉันเดินเข้าไปใกล้

“ให้ฉันช่วยคุณยืน…”

มือของฉันแตะลงบนไหล่ของเขา

และในวินาทีนั้นเอง ฉันก็สัมผัสได้

มันไม่ใช่ร่างกายของคนอ่อนแอ

ไม่ใช่ร่างกายของคนที่สูญเสียการควบคุม

ร่างกายนั้นตึงเครียด

มีกำลังมหาศาลซ่อนอยู่ใต้เสื้อสูท

เป็นการควบคุมที่ไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของชายที่เป็นอัมพาตจริงๆ

เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองฉัน

ความอ่อนแอในดวงตาหายไปแล้ว

สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงการคำนวณและการประเมิน

ทำไมร่างกายของเขาถึงตอบสนองแบบนั้นเมื่อฉันสัมผัส?

ส่วนไหนของเรื่องอุบัติเหตุที่ไม่เคยมีใครบอก?

ใครกันที่ต้องการให้โลกเชื่อว่าเขาเดินไม่ได้?

และฉันกำลังจะค้นพบอะไรในชีวิตแต่งงานครั้งนี้ ที่แท้จริงแล้วฉันไม่เคยอยากรู้เลย?

เมื่อฉันสอดแขนเข้าไปใต้แขนของเขาเพื่อช่วยพยุงให้นั่ง ฉันรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้

มันไม่ใช่น้ำหนักของร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรง

แต่มันคือแรงต้าน

กล้ามเนื้อของเขาแข็งแรง พร้อมจะเคลื่อนไหว ราวกับกำลังกดข่มแรงกระตุ้นบางอย่างเอาไว้

นั่นไม่ใช่ความอ่อนแอ

แต่มันคือการควบคุมตัวเอง

อาร์นาฟสูดหายใจลึก

นิ้วมือของเขากำโครงเหล็กของรถเข็นแน่น

ชั่วขณะหนึ่ง ฉันคิดว่าเขาจะผลักฉันออกไป

แต่สิ่งที่เขาทำนั้นน่าตกใจยิ่งกว่า

เขาลุกขึ้นยืน

ไม่ใช่ในทันที

ไม่ใช่เหมือนคนที่โกหกมาทั้งชีวิตและกำลังรอช่วงเวลานี้

การเคลื่อนไหวของเขาระมัดระวัง ควบคุมได้ และแทบจะสง่างาม

ร่างกายของเขาค่อยๆ ยกตัวขึ้น

จากนั้นขาทั้งสองก็รับน้ำหนัก

เขายืนตรงต่อหน้าฉันอย่างมั่นคง แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงของลมหายใจเลย

หัวใจของฉันแทบหยุดเต้น

“คุณไม่ได้เป็นอัมพาต…” ฉันกระซิบ

เขาไม่ได้ตอบทันที

เขาก้าวไปทางเตียงสองก้าว

สองก้าวที่มั่นคง

สองก้าวที่เป็นจริง

จากนั้นเขาก็นั่งกลับลงบนรถเข็นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“คุณจะไม่ได้เห็นแบบนั้นอีก”

เขาพูดเบาๆ

ห้องทั้งห้องดูแคบลง

เปลวเทียนสั่นไหวราวกับกำลังประหม่าไปด้วย

“ตั้งแต่เมื่อไหร่?” ฉันถาม

“ตลอดมา”

ไม่มีความละอายในน้ำเสียงของเขา

มีเพียงความเหนื่อยล้า

ฉันรู้สึกโกรธ

ไม่ใช่เพราะคำโกหกที่มองเห็นได้ชัด

แต่เพราะคำโกหกที่ถูกซ่อนเอาไว้

เพราะฉันถูกขายให้แต่งงานกับผู้ชายที่ทุกคนคิดว่าอ่อนแอ ทั้งที่ความจริงแล้วฉันกำลังก้าวเข้าสู่บางสิ่งที่มืดมนกว่านั้นมาก

“แล้วเรื่องอุบัติเหตุล่ะ…”

“มันเกิดขึ้นจริง” เขาพูดแทรก “แต่อุบัติเหตุนั้นไม่ได้ทำให้ฉันพิการ สิ่งที่เหลืออยู่จากฉัน มีเพียงคนที่ยังมีประโยชน์”

คำนั้นกระแทกเข้ากลางอกฉัน

**มีประโยชน์**

“มีประโยชน์สำหรับใคร?”

ดวงตาของเขาแข็งกร้าวขึ้น

“สำหรับครอบครัวของฉัน”

ฉันนั่งลงที่ขอบเตียง ยังคงจ้องมองเขา

ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งของแผนหลอกลวงนี้ หรือเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมที่ใหญ่กว่านั้น

อาร์นาฟวางข้อศอกทั้งสองข้างบนหัวเข่า

“ตอนเกิดอุบัติเหตุ ฉันอยู่กับลุงของฉัน เขาควรจะเป็นคนรับช่วงธุรกิจของครอบครัว เขาเสียชีวิตในอุบัติเหตุนั้น ส่วนฉันรอดมาได้โดยไม่มีความพิการถาวร”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง

“แต่คณะกรรมการบริษัทไม่ต้องการทายาทหนุ่มที่ทะเยอทะยานและกล้าตัดสินใจ พวกเขาชอบสัญลักษณ์มากกว่า ลูกชายผู้โชคร้าย ทายาทที่ไม่สร้างปัญหา”

คำนั้นดังสะท้อนในหัวฉันอีกครั้ง

**มีประโยชน์**

“งั้นคุณก็เลยตัดสินใจแกล้งทำเป็นพิการ?”

“ตอนแรกไม่ใช่การตัดสินใจของฉัน”

กรามของเขาเกร็งขึ้น

“พ่อของฉันเป็นคนขอให้ฉันเล่นบทบาทนั้น เขาบอกว่าเป็นแค่ชั่วคราว พวกเขาต้องการความมั่นคง ลูกชายที่เป็นอัมพาตจะเรียกความเห็นใจได้มากกว่าความขัดแย้ง”

ฉันรู้สึกหนาวเย็นแล่นไปทั่วร่าง

“แล้วห้าปีต่อมา มันก็ยังเป็นแค่ชั่วคราวอยู่อีกเหรอ?”

รอยยิ้มขมขื่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

“ความสงสารเป็นทรัพย์สินที่ทำกำไรได้มหาศาล”

“ความสงสารเป็นทรัพย์สินที่ทำกำไรได้มหาศาล”

คำพูดของอาร์นาฟทิ้งความเงียบอันหนักอึ้งไว้ในห้อง แสงเทียนริบหรี่สะท้อนเงาของชายผู้กุมความลับระดับประเทศเอาไว้ เขาไม่ใช่เหยื่อของผู้เคราะห์ร้าย แต่เขาคืออาวุธที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากของคนพิการ

“แล้วฉันล่ะ?” ฉันเค้นเสียงถาม มือสองข้างกำผ้าส่าหรีแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “ฉันมาอยู่ตรงนี้ในฐานะอะไร? หมากตัวใหม่ที่จะช่วยเรียกความสงสารให้คุณงั้นเหรอ?”

อาร์นาฟจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉัน แววตาคู่ตึงเครียดคู่นั้นดูอ่อนแสงลงเป็นครั้งแรก

“เธอคือสิ่งเดียวในแผนการนี้ที่พ่อของฉันไม่ได้คาดคิด” เขาพูดเสียงต่ำ “คณะกรรมการบริษัทกำลังจะบีบให้ฉันส่งมอบสิทธิ์ทั้งหมด พ่อของฉันเลยเลือกเธอเข้ามา… ลูกสาวจากตระกูลที่กำลังล้มละลาย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าทายาทอัมพาตผู้หน้าเวทนา ต้องแต่งงานกับผู้หญิงสิ้นไร้ไม้ตอกเพื่อความอยู่รอด”

เขาลุกขึ้นยืนอีกครั้ง คราวนี้เขาก้าวเข้ามาหาฉันช้าๆ แต่ทรงพลัง ร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงเทียนจนฉันต้องแหงนหน้ามอง

“แต่พวกเขาคิดผิด…” อาร์นาฟคุกเข่าลงตรงหน้าฉัน มือหนาเอื้อมมาจับมือที่สั่นเทาของฉันไว้ สัมผัสของเขาอบอุ่นและมั่นคงอย่างน่าประหลาด “ฉันยอมเล่นตามเกมนี้มาห้าปีเพื่อรวบรวมหลักฐานทั้งหมด คนที่หักหลังฉันและฆ่าลุงของฉันในวันนั้น… คือพ่อของฉันเอง”

คำสารภาพนั้นทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ คฤหาสน์ที่หรูหราตระการตาแห่งนี้ แท้จริงแล้วคือคุกที่สร้างขึ้นจากเลือดและการทรยศ

“คืนนี้คือคืนสุดท้ายที่ฉันจะอยู่บนรถเข็นคันนี้” อาร์นาฟเอ่ย สายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า “พรุ่งนี้เช้าในงานประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่ ฉันจะเปิดโปงทุกอย่าง และเดินเข้าไปในห้องนั้นด้วยขาของฉันเอง”

เขามองฉันอย่างร้องขอ

“ฉันรู้ว่าเธอถูกบังคับให้มาที่นี่เพื่อช่วยครอบครัวของเธอ เงินในบัญชีของพ่อเธอได้รับการชำระหนี้ทั้งหมดแล้วตั้งแต่เย็นนี้ เธอเป็นอิสระแล้ว… เธอจะเดินออกไปจากประตูนี้ตอนนี้เลยก็ได้ หรือ… เธอจะเลือกยืนอยู่เคียงข้างฉัน ในฐานะภรรยาของอาร์นาฟ มัลโฮตรา คนที่กำลังจะยึดทุกอย่างคืน”

ฉันมองสบตาชายตรงหน้า ความกลัวในตอนแรกมลายหายไป สภาพที่ฉันเผชิญมาตลอดชีวิต—การถูกแม่เลี้ยงกดขี่และไร้ทางสู้—ทำให้นึกถึงความรู้สึกของเขาในคุกทองคำแห่งนี้

ฉันสูดหายใจเข้าลึก รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเป็นครั้งแรกของวัน

“ฉันใส่ส่าหรีผืนนี้มาทั้งวันแล้ว” ฉันพูดพร้อมกับกระชับมือที่จับกับเขาไว้ “มันหนักเกินกว่าจะเดินออกไปมือเปล่า… พรุ่งนี้เช้า ฉันจะเดินเข้าไปในห้องประชุมนั้นพร้อมกับคุณค่ะ อาร์นาฟ”

อาร์นาฟยกมือฉันขึ้นประทับริมฝีปาก เกมการทรยศห้าปีที่แสนยาวนานกำลังจะสิ้นสุดลง และในคืนแรกของการแต่งงานนี้ ฉันไม่ได้ตื่นรู้เพื่อพบกับความอ่อนแอ แต่เพื่อร่วมมือกับชายที่จะพลิกโฉมหน้าตระกูลมัลโฮตราไปตลอดกาล