Posted in

ผมคือ ดอน อาร์ตูโร อายุสี่สิบปี ซีอีโอของกลุ่มบริษัทขนส่งทางเรือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ หลังจากคลารา ภรรยาของผมเสียชีวิตด้วยโรคร้าย โลกทั้งใบของผมก็พังทลาย สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือ ลิลี่ ลูกสาววัยห้าขวบของเรา ผมทุ่มทั้งเวลาและเงินทองทั้งหมด เพื่อให้เธอเติบโตขึ้นราวกับเจ้าหญิงตัวน้อย

การกลับมาของพ่อ

ผมคือ ดอน อาร์ตูโร อายุสี่สิบปี ซีอีโอของกลุ่มบริษัทขนส่งทางเรือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ หลังจากคลารา ภรรยาของผมเสียชีวิตด้วยโรคร้าย โลกทั้งใบของผมก็พังทลาย สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือ ลิลี่ ลูกสาววัยห้าขวบของเรา ผมทุ่มทั้งเวลาและเงินทองทั้งหมด เพื่อให้เธอเติบโตขึ้นราวกับเจ้าหญิงตัวน้อย

สองปีต่อมา ผมตัดสินใจแต่งงานใหม่ เพื่อให้ลิลี่มีแม่ ผมแต่งงานกับ มิแรนดา นางแบบชื่อดัง ต่อหน้าผม เธออ่อนโยนกับลิลี่เหลือเกิน

“ไม่ต้องห่วงนะอาร์ตูโร ฉันจะรักเธอเหมือนลูกแท้ๆ ของตัวเอง” เธอพูดพร้อมกอดลูกสาวผมไว้

ผมเชื่อคำพูดหวานๆ และใบหน้าราวนางฟ้าของเธอสนิทใจ

ไม่นานมานี้ ผมต้องบินไปที่ London เพื่อปิดดีลควบรวมธุรกิจสำคัญ ผมหายไปนานถึงสามเดือน ทุกคืนผมโทรกลับบ้าน แต่มิแรนดามักบอกว่าลิลี่หลับแล้ว หรือกำลังอ่านหนังสืออยู่ ถึงจะรู้สึกแปลกๆ ผมก็พยายามไม่คิดมาก เพราะผมไว้ใจภรรยา

### การกลับบ้านแบบไม่บอกใคร

การประชุมของผมจบเร็วกว่ากำหนดหนึ่งสัปดาห์ ด้วยความคิดถึงลูกสาวจนแทบทนไม่ไหว ผมจึงกลับบ้านแบบเงียบๆ ไม่บอกแม้แต่บอดี้การ์ดหรือคนในบ้าน

ผมหอบกล่องตุ๊กตารุ่นใหม่กับช็อกโกแลตจากยุโรปสำหรับลิลี่ และสร้อยเพชรสำหรับมิแรนดา

บ่ายสามโมง ผมเปิดประตูคฤหาสน์เข้าไป ผมคิดว่าจะได้เจอบ้านที่อบอุ่น… แต่ห้องนั่งเล่นกลับเงียบผิดปกติ ไม่มีแม้แต่คนรับใช้สักคน

ขณะเดินไปทางห้องครัว ผมได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ กับเสียงแหลมคุ้นหูดังมาจากลานซักล้างหลังบ้าน

“รีบๆ หน่อยสิ ตัวถ่วง! สกปรกก็สกปรก ยังชักช้าอีก!”

ผมขมวดคิ้ว

นั่นคือเสียงของมิแรนดา

ผมค่อยๆ มองผ่านกระจกประตูไป และภาพที่เห็นตรงหน้าก็เหมือนมีมีดคมกริบแทงเข้าที่อกซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

ลิลี่ ลูกสาววัยเจ็ดขวบของผม กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นโคลน มือเล็กๆ แดงช้ำจากการซักผ้ากองโต น้ำตาไหลอาบแก้ม ขณะที่มิแรนายืนกอดอกอยู่เหนือหัวเธอ พร้อมสายตาเย็นชาเหมือนกำลังมองคนรับใช้ ไม่ใช่เด็กคนหนึ่ง

ในวินาทีนั้น—

ความเมตตาทั้งหมดในหัวใจของผม… ตายลงทันที

กล่องของขวัญและสร้อยเพชรราคาแพงร่วงหลุดจากมือของผมกระแทกพื้น เสียงนั้นทำให้มิแรนดาสะดุ้งและหันมามอง ทันทีที่สายตาของเธอประสานเข้ากับตาของผม ใบหน้าของเธอที่เคยหยิ่งผยองก็ซีดเผือดลงทันทีราวกับเห็นผี

“อาร์ตูโร! ค…คุณกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?!” เธอละล่ำละลัก พยายามจะวิ่งเข้ามาเกาะแขนผม “มันไม่ใช่อย่างที่คุณเห็นนะ คือยัยหนูลิลี่แกอยากช่วย…”

ผมไม่ฟังเสียงนกเสียงกาใดๆ ทั้งสิ้น ผมก้าวผ่านร่างของเธอไปอย่างเย็นชา นั่งลงคุกเข่าบนพื้นโคลนโดยไม่สนว่าชุดสูทราคาแพงจะเปื้อน ดึงร่างอันสั่นเทาของลิลี่เข้ามาโอบกอดไว้แนบอก มือเล็กๆ ของลูกสาวที่เคยเนียนนุ่ม บัดนี้สากและเต็มไปด้วยรอยแผลจากน้ำยาซักผ้า

“พ่อกลับมาแล้วลูก… พ่อขอโทษที่ปล่อยให้หนูต้องเจอเรื่องแบบนี้” ผมกระซิบ น้ำตาของลูกผู้ชายไหลออกมาด้วยความเคารพต่อความไร้เดียงสาที่ถูกทำลาย

“แด๊ดดี้…” ลิลี่สะอื้นโฮ กอดคอผมแน่นราวกับกลัวว่าผมจะหายไปอีกครั้ง “หนูคิดถึงแด๊ดดี้… คุณแม่บอกว่าถ้าหนูฟ้อง แด๊ดดี้จะไม่รักหนูอีก”

คำพูดของลูกสาวเหมือนสาดน้ำมันเข้ากองเพลิง ความโกรธแค้นในใจของผมปะทุขึ้นจนถึงขีดสุด ผมอุ้มลิลี่ขึ้นมา แล้วหันไปมองมิแรนดาด้วยสายตาของ “ราชาแห่งการขนส่งทางเรือ” สายตาที่ครั้งหนึ่งเคยสยบศัตรูทางธุรกิจมานับไม่ถ้วน

บทลงทัณฑ์

“หัวหน้าบอดี้การ์ด นำคนเข้ามาในลานซักล้างเดี๋ยวนี้” ผมกรอกเสียงสั่งผ่านวิดีโอคอลในมือถือ

เพียงไม่ถึงนาที ชายชุดดำนับสิบคนก็กรูกันเข้ามาล้อมพื้นที่ มิแรนดาเริ่มกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว

“คุณจะทำอะไรฉันอาร์ตูโร! ฉันเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของคุณนะ!”

“ภรรยางั้นเหรอ? นับจากวินาทีนี้เธอไม่ใช่” ผมพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด “ทนายความของฉันกำลังยื่นฟ้องหย่า และหลักฐานจากกล้องวงจรปิดทุกตัวในบ้าน—ที่เธอคิดว่าปิดมันไปแล้ว แต่ฉันกู้ระบบทางไกลมาตลอด—มันจะส่งเธอเข้าคุกข้อหาทารุณกรรมเด็ก”

ผมหันไปสั่งคนสนิท “ริบทรัพย์สินทุกอย่างที่ฉันเคยให้เธอ บัตรเครดิต รถยนต์ เครื่องเพชร และไล่เธอออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้ในชุดที่เธอสวมอยู่ตอนนี้… อย่าให้เธอเหลืออะไรติดตัวแม้แต่ชิ้นเดียว!”

มิแรนดาร้องไห้ฟูมฟาย คุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตา แต่มันสายเกินไปแล้ว บอดี้การ์ดลากตัวเธอออกไปจากคฤหาสน์ราวกับสิ่งของไร้ค่า

เจ้าหญิงตัวน้อยคนเดิม

หนึ่งเดือนต่อมา…

ที่หน้าต่างบานใหญ่ของห้องนอนลิลี่ แสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าส่องเข้ามา ทะเลด้านนอกสงบนิ่ง ลิลี่สวมชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่องกำลังนั่งหัวเราะร่าเริงขณะที่ผมกำลังช่วยถักเปียให้เธอ มือของเธอเริ่มกลับมาเนียนนุ่มเหมือนเดิม และไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่ในดวงตาคู่นั้นอีกต่อไป

ผมหยิบมงกุฎของเล่นชิ้นเล็กๆ วางบนศีรษะของเธอ แล้วหอมแก้มลูกสาวเบาๆ

“จากนี้ไป… พ่อจะอยู่ปกป้องเจ้าหญิงของพ่อตลอดไป จะไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายหนูได้อีก”

ลิลี่ยิ้มกว้าง สวมกอดผมด้วยความรักทั้งหมดที่เธอมี ในที่สุด คฤหาสน์ที่เคยเงียบเหงาก็กลับมาอบอุ่นอีกครั้ง—ด้วยรอยยิ้มของเจ้าหญิงตัวน้อย และอ้อมกอดของพ่อที่จะไม่ยอมห่างไปไหนอีกเลย