Posted in

ทุกคนคิดว่าสามีของฉันอยู่ที่แคนาดา… จนกระทั่งลูกสาวกระซิบว่า

ทุกคนคิดว่าสามีของฉันอยู่ที่แคนาดา… จนกระทั่งลูกสาวกระซิบว่า

**“แม่… พ่ออยู่หลังผนังบ้าน แล้วพ่อก็ร้องไห้ทุกครั้งที่แม่ไม่อยู่”**

เพื่อนบ้านทุกคนในย่านของเราที่กรุงเทพฯ ต่างอิจฉาฉัน

ใครจะไม่อิจฉาล่ะ?

ฉันมีสามีแสนดีที่ไปทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านไอทีในเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา เกือบสามปีแล้ว

ทุกเดือน เขาส่งเงินมาให้ฉันกับลูกสาววัยสี่ขวบชื่อ **เพนนี** ถึง **100,000 บาท** โดยไม่เคยขาดแม้แต่ครั้งเดียว

เรามีเงินซื้ออาหารดี ๆ กิน

เช่าบ้านหลังใหญ่เก่าแก่จากลุงโรเจอร์

และเพนนีก็ได้เรียนโรงเรียนเอกชน

“เธอโชคดีจริง ๆ ที่ได้มาร์โกเป็นสามี ผู้ชายแบบนี้หายากนะ ทำงานไกลแค่ไหนก็ไม่เคยทอดทิ้งครอบครัว”

เพื่อนบ้านมักพูดกับฉันแบบนั้น

ฉันเพียงยิ้ม

พยักหน้า

แต่ลึก ๆ ในใจ

เหมือนมีมีดเย็นเฉือนหัวใจของฉันทุกวัน

เพราะตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

ฉันไม่เคยเห็นหน้าสามีชัด ๆ อีกเลย

ทุกครั้งที่ขอวิดีโอคอล เพื่อให้เพนนีได้เห็นหน้าพ่อ

มาร์โกก็มักมีข้ออ้างเสมอ

“อินเทอร์เน็ตที่อพาร์ตเมนต์ไม่ดีเลย”

“กล้องหน้าของโน้ตบุ๊กเสีย เดี๋ยวเงินเดือนออกจะเอาไปซ่อม”

“เพิ่งกลับจากโอที เหนื่อยมาก ไม่อยากให้เธอเห็นสภาพนี้”

ตอนแรกฉันเชื่อเขา

จะให้ฉันสงสัยผู้ชายที่ทำงานหนักแทบตายเพื่อครอบครัวได้อย่างไร

แต่เมื่อเวลาผ่านไป

ข้ออ้างเหล่านั้นก็เริ่มซ้ำเดิม

เขาส่งรูปมาเสมอ

แก้วกาแฟข้างโน้ตบุ๊ก

หน้าต่างที่เต็มไปด้วยหิมะ

ถนนในโตรอนโตที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง

แต่ไม่เคยมีรูปใบหน้าของเขาเลย

ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว

ความคิดน่ากลัวเริ่มค่อย ๆ ก่อตัวในใจ

หรือว่าเขามีผู้หญิงคนใหม่ที่แคนาดา?

หรือสร้างครอบครัวใหม่ไปแล้ว

และเงินที่ส่งมาให้ เป็นเพียงการชดเชยไม่ให้ฉันตามไปหา?

ทุกคืน

ฉันร้องไห้เงียบ ๆ

แต่ทุกเช้า

เมื่อเห็นเพนนีกอดโทรศัพท์แน่น แล้วตะโกนว่า

“พ่อ! หนูรักพ่อนะ!”

ทุกครั้งที่มาร์โกโทรมาแบบเสียงเท่านั้น

ฉันก็ฝืนกลืนความสงสัยทั้งหมดลงไป

เลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็น

จนกระทั่งคืนวันนั้น

ฝนตกหนักทั่วกรุงเทพฯ

เสียงเม็ดฝนกระหน่ำใส่หลังคาสังกะสีเก่า ๆ ดังราวกับมีใครเคาะประตูไม่หยุด

ทั้งบ้านมืดสนิท

มีเพียงแสงจากหน้าจอโทรศัพท์ของฉัน

เพนนีเพิ่งหลับไปข้าง ๆ

โทรศัพท์สั่นขึ้น

ข้อความจากมาร์โก

“คืนนี้ผมติดประชุมกับลูกค้าใหม่ที่โตรอนโต อาจไม่ได้โทรหาหลายวันนะที่รัก ดูแลตัวเองกับเพนนีดี ๆ ผมรักทั้งคู่”

เขาส่งรูปมาด้วย

มุมมืดของออฟฟิศ

แก้วชาร้อน

และหน้าต่างที่มีไอน้ำเกาะจากอากาศหนาว

ฉันสูดหายใจลึก

พยายามกดความเจ็บแน่นในอก

“ขอบคุณนะ ดูแลตัวเองด้วย”

ฉันตอบกลับ ก่อนวางโทรศัพท์ไว้ข้างเตียง

เวลาตีสอง

ฉันสะดุ้งตื่น

ไม่ใช่เพราะเสียงฟ้าร้อง

แต่เป็นเสียงบางอย่าง

แกรก…

แกรก…

เหมือนเสียงรองเท้าแตะลากช้า ๆ ไปตามพื้นทางเดินนอกห้องนอน

หัวใจฉันเต้นแรง

ขโมยงั้นหรือ?

ฉันเอื้อมมือไปข้างตัว

เตียงเย็นเฉียบ

เพนนีหายไป

ฉันรีบลุกขึ้น เปิดประตูห้องนอนอย่างเงียบที่สุด

ปลายทางเดิน

มีเพียงเงาเล็ก ๆ ของลูกสาว

เธอกอดตุ๊กตาหมีเก่า ๆ ไว้แน่น

ยืนจ้องผนังตรงข้ามห้องเก็บของ

ผนังที่สร้างขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เป็นผนังสองชั้นด้วยไม้อัดและปูน

ลุงโรเจอร์บอกว่าสร้างไว้เพื่อปิดท่อน้ำเก่า

“เพนนี…”

ฉันเรียกเบา ๆ

“ลูกทำอะไรตรงนั้น? ทำไมยังไม่นอน?”

เธอไม่หันมา

เพียงยกนิ้วชี้ไปยังผนังด้านมืด

ฉันเดินเข้าไปหา

เมื่อแตะไหล่เธอ

ฉันรู้ทันทีว่าเธอกำลังตัวสั่น

ไม่ใช่เพราะหนาว

แต่เพราะกลัว

เธอหันมาหาฉัน

ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา

แล้วกระซิบข้างหูด้วยเสียงเบาที่สุด

เสียงที่ทำให้โลกทั้งใบของฉันหยุดหมุน

“แม่… พ่ออยู่หลังผนังบ้าน… แล้วพ่อร้องไห้ทุกครั้งที่แม่ไม่อยู่”

ร่างทั้งร่างของฉันแข็งทื่อ

ขนลุกไปทั้งตัว

“เพนนี… ลูกพูดอะไร?”

ฉันพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน

“พ่ออยู่แคนาดาไม่ใช่เหรอ? อยู่เมืองที่มีหิมะไง”

เพนนีส่ายหน้า

“ไม่ใช่ค่ะ”

“ทุกคืน ตอนแม่หลับ หนูได้ยินพ่อเรียกชื่อหนูจากในกำแพง”

“พ่อบอกว่าอยากกอดหนู… แต่พ่อออกมาไม่ได้ เพราะมีปีศาจไม่ยอมให้พ่อออกมา”

ทันใดนั้น

ทุกอย่างก็เงียบสนิท

แม้แต่เสียงฝน

ฉันค่อย ๆ เดินเข้าไปที่ผนัง

มือสั่นเทา

ก่อนจะวางฝ่ามือลงบนไม้อัดเย็นเฉียบ

ก๊อก…

ก๊อก…

ฉันเคาะเบา ๆ

ไม่มีเสียงตอบ

มีเพียงความเงียบว่างเปล่า

“ลูกคงคิดถึงพ่อมากเกินไป”

ฉันพึมพำกับตัวเอง

พยายามหาเหตุผล

แต่ก่อนที่ฉันจะดึงมือออก

ฉันรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนแผ่วเบา

จากอีกด้านของผนัง

ครืด…

เหมือนมีบางอย่างกำลังคลานอยู่ข้างใน

แล้วก็ตามมาด้วย

เสียงเล็บยาว ๆ ขูดกับแผ่นไม้

ครืด…

ครืด…

ฉันผงะถอยหลัง

แทบล้มลงกับพื้น

รีบคว้าตัวเพนนีมากอดไว้

ในจังหวะเดียวกัน

โทรศัพท์ในมือก็สว่างขึ้น

ข้อความใหม่จากบัญชีของมาร์โก

“ลูกกับเธอหลับหรือยัง? ผมคิดถึงพวกคุณมาก ไม่ต้องเป็นห่วงนะ สักวันเราจะได้อยู่ด้วยกันอีก”

และพร้อมกับแสงจากหน้าจอ

ฉันก็ได้ยิน

เสียงแหบพร่า สั่นเครือ และแผ่วเบา

ดังมาจากในกำแพงโดยตรง

เป็นเสียงที่หัวใจของฉันจำได้ไม่มีวันลืม

“จอย… ช่วยผมด้วย… จอย…”

นี่คือตอนจบที่เข้มข้น พลิกผันอย่างคาดไม่ถึง และเต็มไปด้วยความตื้นตันใจเพื่อบทสรุปของเรื่องราวนี้ค่ะ:

ตอนจบ – ความลับในกำแพง และภาพถ่ายใบสุดท้าย

เสียงสะอื้นแหบพร่าจากหลังผนังไม้ทำให้ฉันลืมความกลัวไปจนสิ้นเชิง นั่นคือเสียงของ มาร์โก สามีของฉันไม่ผิดแน่!

ฉันรีบพาเพนนีไปหลบในห้องนอน ล็อกประตูอย่างแน่นหนา ก่อนจะวิ่งไปที่ห้องครัว คว้าค้อนเหล็กและขวานจามฟืนเก่า ๆ กลับมาที่ผนังนั้น ฉันไม่สนว่าบ้านเช่าของลุงโรเจอร์จะพังพินาศ ฉันใช้แรงทั้งหมดที่มีจามลงไปบนแผ่นไม้อัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า!

ปัง! ปัง! โครม!

เศษไม้อัดและปูนปลาสเตอร์แตกกระจาย เผยให้เห็นช่องว่างมืดมิดขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ระหว่างผนังสองชั้น กลิ่นอับชื้นและกลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลอยโชยออกมา และที่มุมมืดด้านในสุด… มีร่างของชายคนหนึ่งนอนขดตัวสั่นเทาอยู่บนฟูกเก่า ๆ ข้างเก้าอี้พลาสติกและโน้ตบุ๊กที่ยังเปิดหน้าจอค้างไว้

“มาร์โก!” ฉันกรีดร้องพลางฉายไฟฉายจากโทรศัพท์ไปที่เขา

แต่เมื่อแสงไฟจับใบหน้าของเขา หัวใจของฉันก็แทบหยุดเต้น

ชายที่อยู่ตรงหน้าซูบผอมจนเห็นกระดูก ผมเผ้ายาวรุงรัง และที่น่ากลัวที่สุดคือ… ใบหน้าซีกซ้ายของเขาถูกทำลายด้วยรอยแผลเป็นจากการถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง ผิวหนังบิดเบี้ยว ดวงตาข้างซ้ายบอดสนิท นิ้วมือข้างซ้ายกุดหายไปสามนิ้ว

เขาพยายามใช้มือขวาปิดบังใบหน้าที่อัปลักษณ์ของตัวเอง ร้องไห้โฮราวกับคนเสียสติ

“อย่ามองผม! จอย… ผมขอร้อง อย่ามองผมเลย…” เสียงของเขาสะอื้นไห้อย่างเจ็บปวด “ผมไม่อยากให้คุณกับลูกต้องฝันร้ายเพราะสภาพของผม…”

ความจริงอันโหดร้าย

ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผยออกมาพร้อมน้ำตา…

เมื่อสามปีก่อน มาร์โกเดินทางไปแคนาดาจริง ๆ แต่หลังจากทำงานได้เพียงหกเดือน เกิดอุบัติเหตุแก๊สระเบิดที่ไซต์งานไอทีที่เขาไปวางระบบ ร่างกายของเขาถูกไฟคลอกรุนแรง เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด โรงพยาบาลที่แคนาดารักษาชีวิตเขาไว้ได้ แต่ใบหน้าและร่างกายของเขาเสียโฉมไปตลอดกาล เงินชดเชยจากอุบัติเหตุและประกันภัยก้อนใหญ่ถูกโอนเข้าบัญชีของเขา

มาร์โกกลายเป็นโรคซึมเศร้าและหวาดกลัวสังคม เขาไม่กล้าสู้หน้าฉันกับลูก เขาคิดว่าตัวเองเป็นตัวตลกและเป็นภาระ เขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยอย่างลับ ๆ เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว

เขาเอาเงินชดเชยทั้งหมดไปให้ ลุงโรเจอร์ เจ้าของบ้านเช่าที่เป็นเพื่อนสนิทของพ่อเขา เพื่อขอเช่าต่อและจ้างให้ลุงโรเจอร์สร้างผนังสองชั้นนี้ขึ้นมา รวมถึงคอยส่งข้าวส่งน้ำให้เขาในเวลาที่ฉันไม่อยู่

รูปภาพเมืองโตรอนโตที่มีหิมะและถ้วยกาแฟทั้งหมด มาร์โกจ้างให้เพื่อนที่แคนาดาคอยถ่ายและส่งมาให้เขา เพื่อที่เขาจะได้ส่งต่อให้ฉัน… เพื่อหลอกฉันว่าเขายังคงเป็นสามีที่สมบูรณ์แบบและทำงานอยู่ที่นั่น

ส่วนเงิน 100,000 บาท ที่ส่งให้ทุกเดือน แท้จริงแล้วมันคือเงินชดเชยจากหยาดเหงื่อและเนื้อหนังที่พังทลายของเขา ซึ่งเขาสั่งโอนอัตโนมัติจากบัญชีแคนาดา

“ผมแค่อยากอยู่ใกล้ ๆ คุณกับลูก…” มาร์โกสารภาพทั้งน้ำตา “ทุกวัน… ผมจะมองพวกคุณผ่านรอยแตกเล็ก ๆ ของผนังห้องเก็บของ ฟังเสียงหัวเราะของเพนนี ฟังเสียงคุณฮัมเพลงในครัว มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผมยังอยากมีชีวิตอยู่… แต่ทุกครั้งที่คุณร้องไห้เพราะคิดว่าผมมีคนอื่น ผมทรมานเหลือเกินจอย… ผมขอโทษ”

ความรักที่อยู่เหนือรูปลักษณ์

ฉันปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป ฉันไม่ได้รังเกียจแผลเป็นพวกนั้นเลย สิ่งเดียวที่ฉันรู้สึกคือความบีบคั้นและหัวใจที่แตกสลายเพราะความโง่เขลาของตัวเองที่ไม่ได้เอะใจเลยว่าสามีต้องเผชิญกับนรกบนดินเพียงลำพังขนาดไหน

ฉันก้าวข้ามเศษไม้ คลานเข้าไปโอบกอดร่างที่สั่นเทาของมาร์โกไว้แน่น ซบหน้าลงกับอกของเขา

“คนบ้า… มาร์โก คุณมันบ้าที่สุด!” ฉันร้องไห้จนแทบไม่มีเสียง “คุณคิดว่าฉันรักคุณที่หน้าตาเหรอ? คุณคิดว่าเงินพวกนี้มันสำคัญกว่าการมีคุณอยู่ข้าง ๆ งั้นเหรอ!”

ประตูห้องนอนเปิดออก เพนนีตัวน้อยเดินเตาะแตะเข้ามา เด็กหญิงหยุดมองชายหน้าตาอัปลักษณ์ในอ้อมกอดของแม่ มาร์โกพยายามจะหันหน้าหนีด้วยความกลัวว่าลูกจะร้องไห้

แต่เพนนีกลับเดินเข้าไปใกล้ เธอยื่นมือน้อย ๆ ไปแตะที่แก้มซีกที่มีแผลเป็นของมาร์โกอย่างแผ่วเบา

“พ่อจ๋า…” เพนนีกระซิบ รอยยิ้มไร้เดียงสาปรากฏบนใบหน้า “พ่อไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ… ปีศาจไปแล้ว หนูจะปกป้องพ่อเอง”

คำพูดของลูกสาววัยสี่ขวบทำลายกำแพงความกลัวในใจของมาร์โกลงจนหมดสิ้น เขารวบตัวฉันและเพนนีเข้ามาสวมกอดไว้แน่น ร้องไห้税ออกมาด้วยความโล่งอกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

รุ่งอรุณใหม่

หนึ่งเดือนต่อมา…

เราย้ายออกจากบ้านเช่าหลังนั้น มาร์โกยอมเข้ารับการบำบัดจิตใจและศัลยกรรมตกแต่งบาดแผลเพิ่มเติม เงินชดเชยที่เหลือมากพอที่จะทำให้เราเปิดบริษัทที่ปรึกษาไอทีเล็ก ๆ ที่บ้านของเราเอง โดยมีมาร์โกทำงานเบื้องหลังอยู่หน้าคอมพิวเตอร์

บัดนี้ไม่มีข้ออ้างเรื่องแคนาดา ไม่มีภาพถ่ายหิมะที่หลอกลวงอีกต่อไป

บนโต๊ะทำงานของมาร์โก มีกรอบรูปตั้งอยู่ใบหนึ่ง

มันไม่ใช่ภาพวิวเมืองโตรอนโตอันหนาวเหน็บ… แต่เป็นภาพถ่ายสามคนพ่อแม่ลูกที่สวนสาธารณะในกรุงเทพฯ มาร์โกยิ้มกว้างอย่างมั่นใจ แม้ใบหน้าจะมีรอยแผลเป็นเด่นชัด แต่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสุข

เพราะเขารู้แล้วว่า “บ้าน” ที่แท้จริง ไม่ใช่สถานที่ที่หรูหรา และไม่ใช่การซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงเพื่อปกป้องคนอื่น… แต่คือการกล้าที่จะก้าวออกมาจับมือและเผชิญหน้ากับความจริงร่วมกับคนที่รักเราที่สุดต่างหาก