ญาติผู้ละโมบหลอกเราและขังเราไว้ในห้องใต้ดิน แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าผมเตรียมพร้อมสำหรับวันนี้มานานหลายสิบปี
ผมชื่อ **ดอน เอดูอาร์โด** อายุเจ็ดสิบห้าปี ผมกับภรรยาชื่อ **คาร์เมลา** ใช้ชีวิตอย่างสงบในคฤหาสน์หลังใหญ่ชานเมือง เมื่ออายุมากขึ้น เราคิดว่าหลังจากทุ่มเทสร้างอาณาจักรธุรกิจมาทั้งชีวิต สิ่งที่รออยู่คงมีเพียงความสุขและความสงบ
เพราะหัวเข่าของเราทั้งคู่ไม่ค่อยแข็งแรง อีกทั้งคาร์เมลาก็เริ่มหลงลืมบ่อยขึ้น เราจึงรับข้อเสนอของหลานชายชื่อ **มาเตโอ** เขาและภรรยาชื่อ **สเตลลา** อาสาย้ายมาอยู่ที่คฤหาสน์เพื่อ “ดูแล” พวกเรา
ช่วงแรกทั้งสองคนดูแสนดี พวกเขาทำอาหารให้ คอยพยุงเวลาเดิน และยิ้มแย้มอยู่เสมอ แต่ไม่นานผมก็เริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง สเตลลามักแอบรื้อค้นห้องทำงานของผม ส่วนมาเตโอก็คอยถามเรื่องพินัยกรรมฉบับล่าสุดและโฉนดที่ดินอยู่บ่อยครั้ง
พวกเขาคิดว่าเพราะเราแก่แล้ว จึงหลอกได้ง่าย แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือ แม้ร่างกายของผมจะชราภาพ ทว่าสมองของนักธุรกิจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาจากศูนย์ยังคงเฉียบคมไม่เปลี่ยน
**แผนหลอกลวงในห้องใต้ดินอันมืดมิด**
คืนหนึ่ง ขณะที่ฝนตกหนัก มาเตโอรีบวิ่งเข้ามาในห้องนอนของเรา
“คุณลุงเอดูอาร์โด! คุณป้าคาร์เมลา! แย่แล้วครับ! เหมือนท่อน้ำในห้องใต้ดินจะแตก น้ำกำลังจะท่วมของสะสมโบราณทั้งหมด! ช่วยลงไปดูหน่อยครับว่าจะให้ผมย้ายอะไรขึ้นมาก่อน!”
ด้วยความเป็นห่วงภาพวาดล้ำค่าที่คาร์เมลารักมาก เราจึงรีบใช้ไม้เท้าลงไปยังห้องใต้ดิน โดยมีสเตลลาคอยประคองลงบันไดที่ทั้งเย็นและมืด
แต่เมื่อไปถึง ผมกลับเห็นว่าพื้นแห้งสนิท
ไม่มีท่อน้ำแตก
ไม่มีน้ำท่วมแม้แต่น้อย
ผมหันกลับไปจะถามมาเตโอ แต่ทันใดนั้น ประตูเหล็กหนักของห้องใต้ดินก็ปิดลงอย่างแรง
**ปัง!**
ตามมาด้วยเสียงแม่กุญแจถูกล็อกจากด้านนอก
“มาเตโอ! สเตลลา! พวกเธอขังเราทำไม!” คาร์เมลาตะโกนพร้อมทุบประตูด้วยมือที่สั่นเทา
จากลำโพงอินเตอร์คอมข้างประตู เสียงหัวเราะเยาะของมาเตโอและสเตลดังขึ้น
“ขอโทษนะครับ คุณลุงเอดูอาร์โด” มาเตโอพูดพร้อมหัวเราะ “แต่พวกคุณอยู่มานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่พวกเราจะได้ใช้ชีวิตกับทรัพย์สมบัติของพวกคุณเสียที อยู่ในห้องใต้ดินเย็น ๆ นี่ไปก่อนนะ ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ พวกเราจะปล่อยออกมาก็ต่อเมื่อยอมเซ็นเอกสารโอนทรัพย์สิน ยกคฤหาสน์และบริษัททั้งหมดให้ผม!”

“พวกเธอใจร้ายเกินไป! เราไว้ใจพวกเธอ!” คาร์เมลาพูดทั้งน้ำตา
สเตลลาหัวเราะเยาะ
“เราไม่สนหรอกค่ะ คุณป้า ตอนนี้เราจะไปรื้อห้องทำงานของพวกคุณ เพื่อหาตู้เซฟ ระหว่างที่พวกคุณทรมานอยู่ในความมืด พวกเราจะขึ้นไปใช้ชีวิตหรูหราบนคฤหาสน์หลังนี้!”
ผมมองไปที่คาร์เมลาที่กำลังร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว ผมโอบไหล่เธอไว้แน่น ทว่าบนใบหน้าของผมกลับไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มเรียบเฉยที่มุมปาก
“ไม่ต้องร้องไห้หรอก คาร์เมลา” ผมกระซิบข้างหูเธอ “จำได้ไหม… ผมบอกคุณเสมอว่าในการทำธุรกิจ เราต้องมีแผนสำรองไว้จัดการกับหนอนบ่อนไส้เสมอ”
มาเตโอกับสเตลลาคิดว่าพวกเขาฉลาดที่ลวงเสือเฒ่าอย่างผมลงมาติดกับ แต่พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า คฤหาสน์หลังนี้ถูกออกแบบขึ้นมาตามคำสั่งของผมเมื่อสามสิบปีก่อน และห้องใต้ดินแห่งนี้… ไม่ใช่คุกที่ใช้ขังผม แต่มันคือ “บังเกอร์นิรภัย” ระดับสูงสุดที่ผมสร้างไว้เพื่อปกป้องชีวิตของผมกับภรรยา
ความลับใต้ผืนดิน
ผมเดินไปที่ผนังอิฐมุมห้อง กดปุ่มสปริงซ่อนรูปที่เนียนไปกับก้อนหิน ทันใดนั้น แผงควบคุมระบบสัมผัสที่ซ่อนอยู่ก็เลื่อนเปิดออก แสงไฟสีฟ้าสว่างวาบขึ้นมาเผยให้เห็นระบบอัจฉริยะที่ทันสมัยที่สุด
- เสียงกลไกทำงานดังกริ๊ก… ไฟสำรอง LED สีอบอุ่นทั่วทั้งห้องใต้ดินสว่างขึ้นทันตา เผยให้เห็นเตียงนอนหนานุ่ม ระบบกรองอากาศบริสุทธิ์ ตู้แช่อาหารแห้งและน้ำดื่มที่สามารถอยู่ได้นานเป็นปี
- หน้าจอวงจรปิดส่วนตัวของผมสว่างขึ้น แสดงภาพมาเตโอกับสเตลลาที่กำลังหัวหมุนกับการพยายามรื้อค้นห้องทำงานของผมอย่างบ้าคลั่ง
ผมกดเปิดไมโครโฟนอินเตอร์คอมย้อนกลับ เสียงของผมดังก้องไปทั่วคฤหาสน์จนสองคนนั้นสะดุ้งสุดตัว
“มาเตโอ สเตลลา… พวกเธอคิดจริง ๆ หรือว่าสมบัติทั้งหมดของฉันถูกเก็บไว้ในตู้เซฟกระจอก ๆ ในห้องทำงานนั่น?”
“ลุงเอดูอาร์โด! แกทำอะไรน่ะ?! ทำไมในห้องใต้ดินมีไฟ!” เสียงมาเตโอละล่ำละลักด้วยความตกใจผ่านกล้อง
“ฉันลืมบอกไปอย่างหนึ่ง” ผมหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “ประตูเหล็กที่พวกเธอเพิ่งล็อกจากข้างนอกน่ะ มันเป็นประตูระบบไฮดรอลิกสองชั้น เมื่อมันปิดลงจากด้านนอก มันจะตัดระบบการควบคุมจากภายนอกทั้งหมด และเปลี่ยนมาควบคุมจากแผงวงจรในห้องนี้แต่เพียงผู้เดียว… พูดง่าย ๆ คือ ตอนนี้ไม่มีใครเปิดประตูบานนั้นได้ นอกจากฉัน”
ผู้ถูกล่าที่แท้จริง
หน้าจอวงจรปิดแสดงให้เห็นว่ามาเตโอรีบวิ่งกลับมาที่ประตูห้องใต้ดิน พยายามใช้กุญแจไข พยายามทุบ แต่ประตูเหล็กกล้าหนาครึ่งฟุตไม่ขยับเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
“และอีกเรื่องนะ…” ผมพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก “พินัยกรรมและโฉนดที่ดินของจริงน่ะ อยู่ในระบบดิจิทัลที่ทนายความของฉันดูแลอยู่ และฉันได้ตั้งเงื่อนไขไว้ว่า หากฉันขาดการติดต่อนานเกิน 24 ชั่วโมง หรือระบบรักษาความปลอดภัยในคฤหาสน์ถูกปิดกั้น ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกโอนเข้ามูลนิธิการกุศลทันที และตำรวจจะถูกส่งมาที่นี่ในข้อหาลักพาตัวและกักขังหน่วงเหนี่ยว”
สเตลลาที่วิ่งตามลงมาหน้าซีดเผือดจนเป็นสีต้มจืด เธอทรุดลงกับพื้นพลางกรีดร้อง “ไม่จริง! แกหลอกพวกเรา!”
“ฉันไม่ได้หลอกพวกเธอ… พวกเธอก้าวเข้ามาในกรงขังที่ฉันเตรียมไว้ต่างหาก” ผมมองดูภาพหลานชายและสะใภ้จอมละโมบที่กำลังทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง สลับบทบาทจาก ‘ผู้คุม’ กลายเป็น ‘ผู้ถูกขัง’ อยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่กำลังจะกลายเป็นสมบัติของคนอื่น
ผมหันไปโอบกอดคาร์เมลา พยุงเธอไปนั่งที่โซฟาตัวโปรดในบังเกอร์ เปิดเพลงคลาสสิกเบา ๆ ที่เธอชอบ และรินไวน์แดงชั้นดีที่หมักบ่มมานานหลายสิบปีเพื่อฉลองให้กับวันนี้… วันที่เนื้อร้ายถูกตัดออกจากชีวิตของเราสองคนอย่างถาวร
“สนุกกับการอยู่บนนั้นในฐานะนักโทษไปก่อนนะ มาเตโอ สเตลลา… พรุ่งนี้เช้า ตำรวจคงจะมาถึง” ผมพูดประโยคสุดท้ายก่อนจะปิดระบบสื่อสาร ทิ้งให้คฤหาสน์ด้านบนเผชิญกับความเงียบงันและความสิ้นหวังของคนบาป