ฉันเผลอหลับระหว่างการเดินทางเที่ยวสุดท้ายในคืนนั้น—พอลืมตาขึ้นอีกที ลูกน้อยของฉันกลับอยู่ในอ้อมแขนของชายผู้ทรงอำนาจ และประโยคเดียวที่เขาพูดก็ทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปตลอดกาล…**
**”ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป… ชีวิตของคุณกับลูก จะไม่มีวันปลอดภัยอีกแล้ว”**
เมื่อฉันลืมตาตื่น…
สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่ใบหน้าของลูกชาย
แต่เป็นเป้อุ้มเด็กบนหน้าอกที่ว่างเปล่า
หัวใจของฉันแทบหยุดเต้น
ฉันรีบลุกขึ้นและคลำตัวเองอย่างลนลาน
ลูกของฉันอยู่ไหน?
เมื่อครู่เขายังหลับสนิทอยู่บนอกของฉัน…
แค่ไม่กี่นาที…
ไม่กี่นาทีที่ฉันเผลอหลับ เพราะเหนื่อยล้าจากการเดินทางรอบดึกเที่ยวสุดท้าย
“กำลังตามหาลูกอยู่หรือ?”
เสียงทุ้มเรียบเย็นของผู้ชายดังขึ้นตรงหน้า
ฉันรีบหันไปมอง
ลูกชายวัยแปดเดือนของฉันกำลังนอนอย่างสงบในอ้อมแขนของชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับเบลเซอร์สีเข้ม
รอบตัวเขามีชายร่างกำยำสี่คนยืนเงียบอยู่
ไม่มีใครพูดอะไร
ไม่มีใครยิ้ม
เพียงชั่วพริบตา…
ทั้งรถโดยสารก็ตกอยู่ในความเงียบ เพราะการปรากฏตัวของพวกเขา
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันแปลกใจยิ่งกว่า…
คือลูกชายของฉันที่ปกติกลัวคนแปลกหน้า กลับไม่ร้องไห้เลย
ตามปกติ แค่มีคนอื่นอุ้ม เขาก็จะร้องไห้เสียงดัง
แต่ตอนนี้…
เขากลับยิ้ม พลางจับกระดุมเสื้อเบลเซอร์ของชายคนนั้น ราวกับรู้จักกันมานาน
ฉันรีบเดินเข้าไปหา
“คืนลูกของฉันมา!”
ชายคนนั้นไม่ได้ถอยหนี
เขาค่อย ๆ อุ้มลูกของฉันให้สูงขึ้นเล็กน้อย แล้วมองมาที่ฉัน
“ตัวล็อกของเป้อุ้มเด็กคุณเสียแล้ว”
“ถ้าผมไม่รับตัวเขาไว้ เขาคงตกลงมาตอนรถเบรกกะทันหัน”
ฉันนิ่งอึ้ง
จริงด้วย
ตัวล็อกด้านล่างของเป้อุ้มเด็กมันเสียมาหลายวันแล้ว
ถ้ารถเมื่อกี้สะเทือนแรงกว่านี้อีกนิด…
ฉันไม่กล้าคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แต่สัญชาตญาณของคนเป็นแม่มีพลังยิ่งกว่า
ฉันยื่นมือออกไป
“ได้โปรด… คืนลูกให้ฉัน”
ชายคนนั้นมองฉันอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะส่งลูกชายของฉันกลับมาอย่างระมัดระวัง
วิธีที่เขาอุ้มเด็กเมื่อครู่…
ช่างคล่องแคล่ว
เหมือนคนที่คุ้นเคยกับการดูแลเด็กเล็กเป็นอย่างดี
“คุณไม่ได้นอนหลับดี ๆ มานานแล้วใช่ไหม”
ฉันชะงัก
“คุณรู้ได้ยังไง?”
เขาไม่ตอบ
สายตาเพียงจับจ้องรอยคล้ำใต้ตาของฉัน
“สายตาของคนที่ได้นอนวันละแค่สองชั่วโมง ปิดไม่มิดหรอก”
ฉันกอดลูกแน่นขึ้น
ตอนนั้นเอง…
ฉันเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของผู้ชายคนนี้
เสื้อผ้าของเขาสะอาดไร้ที่ติ ทั้งที่ข้างนอกฝนตกหนัก
นาฬิกาข้อมือดูหรูหราและมีราคามหาศาล
รองเท้าแทบไม่มีฝุ่นติดเลย
ส่วนชายทั้งสี่คนรอบตัวเขา…
กำลังจับตาผู้โดยสารทุกคน
ราวกับกำลังคุ้มกันบุคคลสำคัญระดับสูง
รถโดยสารจอดที่จุดพักรถ
ชายขี้เมาคนหนึ่งเดินขึ้นมา
แต่ทันทีที่เห็นชายในเบลเซอร์…
ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือด
เขาไม่พูดแม้แต่คำเดียว
รีบลงจากรถแล้ววิ่งหนีไปทันที
ฉันยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
คนขับรถก็เดินเข้ามา
“คุณครับ รถของคุณเตรียมพร้อมอยู่ด้านนอกแล้ว”
ชายคนนั้นพยักหน้าเล็กน้อย
ก่อนจะหันมามองฉันอีกครั้ง
“คุณเลี้ยงลูกคนนี้เพียงลำพังหรือ?”
ฉันระแวดระวังทันที
“ไม่ใช่เรื่องของคุณ”
เขายิ้มบาง ๆ
“คุณพูดถูก”
“แต่ตอนนี้… มีคนกำลังจับตาดูคุณอยู่”
ฉันขมวดคิ้ว
“หมายความว่ายังไง?”
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แล้วเปิดวิดีโอให้ดู
ในวิดีโอ…
เป็นภาพตอนที่ฉันเดินออกจากร้านเล็ก ๆ ที่ทำงานกะดึก
มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งขี่ตามฉัน
จากแยกหนึ่ง…
ไปอีกแยกหนึ่ง…
ตลอดทางกลับบ้าน
แต่ฉันไม่เคยรู้ตัวเลย
เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบ
“คุณได้วิดีโอนี้มาจากไหน?”
“ลูกน้องของผมเป็นคนถ่าย”
ฉันยิ่งหวาดกลัว
“แล้วทำไมพวกคุณถึงสะกดรอยตามฉัน?”
เขามองสบตาฉันตรง ๆ
“คนที่เราตาม… ไม่ใช่คุณ”
“แต่เป็นคนที่กำลังตามคุณต่างหาก”
ฉันกอดลูกแน่นกว่าเดิม
“ฉันไม่เข้าใจ”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้ลมหายใจของฉันแทบหยุด
“เมื่อสามเดือนก่อน…”
“คุณช่วยชายชราคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บอยู่หน้าร้านพยาบาลเอกชน”
ฉันนิ่งไป
ฉันจำได้
หลังเลิกงาน ฉันเห็นชายชราคนหนึ่งล้มลง เลือดไหลอาบตัว
ทุกคนยืนมอง
มีเพียงฉันที่โทรเรียกรถพยาบาล และใช้ความรู้ปฐมพยาบาลที่พอมีช่วยห้ามเลือดให้เขา
พอแพทย์มาถึง…
ฉันก็เดินจากไป
ฉันไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร
“มันก็เป็นเรื่องธรรมดา…” ฉันพูดเบา ๆ
“ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร”
ชายคนนั้นพยักหน้า
“แต่เขาไม่ใช่คนธรรมดา”
“และมีคนจำนวนมาก… ต้องการให้เขาหายไปจากโลกนี้”
ฉันกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน?”
เขายังไม่ทันตอบ…
**ตูม!**
เสียงระเบิดดังสนั่นจากด้านนอกจุดพักรถ
รถโดยสารสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ผู้โดยสารกรีดร้องด้วยความแตกตื่น
ชายในชุดดำคนหนึ่งพุ่งขึ้นมาบนรถอย่างรวดเร็ว
สายตาของเขากวาดมองผู้โดยสารทุกคน
ทันทีที่เห็นฉันกำลังกอดลูกอยู่…

เขาชี้มาที่ฉันทันที
“นั่นไง! เธออยู่นั่น!”
เพียงเสี้ยววินาที…
ชายร่างกำยำทั้งสี่คนก็รีบเข้ามายืนขวางหน้าพวกเรา
ขณะที่ชายในเบลเซอร์ยังคงสงบนิ่ง
เขามองมาที่ฉัน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ตอนนี้…”
“คุณคงเข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าทำไมผมถึงบอกว่า…”
**”ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป… คุณกับลูก จะไม่มีวันปลอดภัยอีกแล้ว”**
และในวินาทีนั้นเอง…
**ประตูหลังของรถโดยสารก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง…**
ประตูหลังของรถโดยสารถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง… เผยให้เห็นชายฉกรรจ์อีกสามคนในชุดสีเข้มที่พร้อมอาวุธครบมือ พวกมันพุ่งเป้ามาที่ฉันและลูกอย่างเห็นได้ชัด!
“หมอบลง!” ชายในเสื้อเบลเซอร์ออกคำสั่งเสียงเฉียบพลัน
เขากระชากแขนฉันให้ทรุดตัวลงกับพื้นรถอย่างรวดเร็ว โดยใช้ร่างสูงใหญ่ของตัวเองบังฉันและลูกไว้เบื้องหลัง เสียงปืนนัดแรกดังสนั่นทะลุกระจกหน้ารถจนเศษกระจกแตกกระจายเกลื่อนพื้น เสียงกรีดร้องด้วยความขวัญเสียของผู้โดยสารคนอื่น ๆ ผสมปนเปไปกับเสียงปะทะอันดุเดือดของชายร่างกำยำทั้งสี่คนกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย
ฉันกอดลูกน้อยแนบอก ร่างกายสั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่ได้ ลูกชายของฉันที่เพิ่งตื่นเริ่มร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว เสียงร้องของเขาหน่วงเหนี่ยวหัวใจของฉันให้ดิ่งลึกสู่ความสิ้นหวัง ฉันเป็นแค่แม่คนหนึ่ง… ฉันแค่ช่วยคนแก่คนหนึ่งไว้ ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับเราด้วย?
“ฟังผมให้ดี” ชายในเสื้อเบลเซอร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย สายตาของเขายังคงนิ่งสนิทไร้ความหวั่นเกรง “ถ้าคุณอยากให้ลูกรอด ชีวิตหลังจากนี้คุณต้องเชื่อฟังผมทุกคำพูด”
“คุณ… คุณเป็นใครกันแน่?!” ฉันถามทั้งน้ำตา เสียงสั่นเครือ
“ผมชื่อ ‘คิริน’ …และชายชราที่คุณช่วยชีวิตไว้ในคืนนั้น คือพ่อของผม”
เขาสบตาฉันตรง ๆ ความจริงจังในดวงตาคู่นั้นทำให้ฉันตระหนักได้ทันทีว่า อดีตชีวิตอันสงบสุขของฉันได้จบสิ้นลงแล้วอย่างสมบูรณ์
“เคลียร์ทางเสร็จแล้วครับนาย!” ลูกน้องคนหนึ่งของคิรินตะโกนฝ่าเสียงปืน พร้อมกับเปิดประตูรถอีกฝั่งที่จอดเทียบสนิทอยู่ด้านนอก มันเป็นรถ SUV หุ้มเกราะสีดำทมิฬที่ติดเครื่องรออยู่
“ไป!” คิรินไม่รอช้า เขาประคองร่างของฉันและลูกให้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว วิ่งฝ่าควันปืนและกลิ่นเขม่าทะยานออกไปยังรถหุ้มเกราะคันนั้น ทันทีที่ประตูปิดลง เสียงปืนกระแทกตัวถังรถด้านนอกดัง ตับ ตับ ตับ! แต่รถก็พุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วสูง ทิ้งความพินาศและอดีตทั้งหมดไว้เบื้องหลัง
ฉันหอบหายใจถี่ มองดูทัศนียภาพข้างทางที่เปลี่ยนเป็นความมืดมิดของถนนสายนอกเมือง ลูกชายในอ้อมกอดเริ่มเงียบเสียงลงเพราะความเพลีย คิรินยื่นมือเรียวยาวของเขามาลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ อย่างอ่อนโยน ผิดกับแววตาที่ยังคงฉายแววเฉียบขาดน่าเกรงขามเมื่อหันกลับมามองฉัน
“เกมล่าอำนาจของพวกมันเริ่มขึ้นแล้ว และคุณกลายเป็นหมากตัวสำคัญที่พวกมันจะใช้ข่มขู่พ่อของผม” คิรินเอ่ยเสียงเรียบ “จากนี้ไป บ้านของคุณ งานของคุณ หรือแม้แต่ชื่อของคุณ… จะไม่มีอยู่อีกต่อไป”
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างรถที่มืดมิด รู้ดีว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยอันตรายที่ไม่คาดคิด แต่เมื่อก้มลงมองใบหน้าไร้เดียงสาของลูกชาย ความกลัวในใจก็ถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวของคนเป็นแม่
ฉันกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น แล้วสบตาชายผู้ทรงอำนาจตรงหน้า
“ฉันจะทำทุกอย่าง… ขอแค่ลูกของฉันปลอดภัย”
คิรินยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มแรกที่ฉันเห็นจากเขา—รอยยิ้มที่บอกให้รู้ว่า การเดินทางสายอันตรายเพื่อปกป้องชีวิตและทวงคืนความยุติธรรม… ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว