“ฉันรักเขามาเป็นเวลาแปดปี แต่เมื่อฉันบังเอิญได้ยินจากนอกห้องอาหารว่าทั้งครอบครัวของเขากำลังพูดกันว่า ใครจะย้ายเข้าไปอยู่เพนต์เฮาส์ของฉันหลังแต่งงาน ฉันจึงตระหนักได้ทันทีว่าความสัมพันธ์นี้ต้องจบลงแล้ว”
ตอนที่ 1
ฉันยืนอยู่หน้าห้องอาหาร
ในมือยังถือกล่องขนมอบที่เป็นของโปรดของครอบครัวอาเดรียน ซึ่งฉันเพิ่งซื้อมาก่อนจะมาที่นี่
แต่ในวินาทีนั้น ร่างกายฉันเหมือนแข็งค้าง
เพราะฉันได้ยินชื่อของตัวเอง
“หลังแต่งงาน แม่ก็ย้ายไปอยู่เพนต์เฮาส์ของนิโคลได้เลยนะ”
ลมหายใจฉันสะดุด
ฉันไม่ขยับตัว
เหมือนหูตัวเองฟังผิดไป
แต่แล้วอีกเสียงหนึ่งก็ตามมาอย่างรวดเร็ว
“ส่วนเรื่องธุรกิจของเธอ ให้อาเดรียนเป็นคนตัดสินใจเรื่องค่าใช้จ่ายใหญ่ ๆ ก็พอ”
เสียงหัวเราะดังออกมาจากในห้อง
ทุกอย่างดูปกติไปหมด
เหมือนเรื่องพวกนี้ถูกตกลงกันมานานแล้ว
ฉันชื่อนิโคล รามิเรซ
อายุ 32 ปี
เจ้าของบริษัทออกแบบภายในในเมืองเซบู
ฉันไม่ได้เกิดมาในครอบครัวร่ำรวย
ไม่มีมรดกธุรกิจ
ทุกอย่างที่ฉันมีในวันนี้มาจากการทำงานหนักหลายปี
บริษัทของฉัน
รถบริการของบริษัทสองคัน
เพนต์เฮาส์ที่มองเห็นทะเล
และชื่อเสียงที่ฉันสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง
และตลอดแปดปี—
ฉันรักอาเดรียน ซานโตส
ฉันพบเขาตั้งแต่ช่วงที่เราทั้งคู่เพิ่งเริ่มต้นชีวิต
ตอนที่เรายังมีความฝันเหมือนกัน
ตอนที่เรายังไม่มีเงิน
ตอนที่เรานั่งรถจี๊ปนีย์ทุกวัน
ฉันคิดว่าฉันรู้จักเขาดี
ฉันคิดว่าเราเติบโตไปด้วยกัน
ฉันคิดว่าเราสร้างทุกอย่างร่วมกัน
จนกระทั่งคืนนั้น
เจ็ดวันก่อนงานแต่งงาน
ฉันถูกเชิญไปดินเนอร์ครอบครัวของเขา
พวกเขาบอกว่าอยากคุยรายละเอียดสุดท้ายของงานแต่ง
ฉันยังไปด้วยความดีใจ
ยังถือของหวานไปฝาก
แต่เมื่อไปถึงบ้านเขา ฉันลืมเอกสารไว้ในรถ
จึงกลับไปที่ลานจอดรถก่อน
และตอนที่ฉันเดินกลับมา—
ฉันก็ได้ยินทุกอย่าง
“ฉันชอบห้องที่เห็นวิวทะเลมากกว่า”
เป็นเสียงของน้องสาวอาเดรียน
“ฉันอยากอยู่แบบนั้นมานานแล้ว”
“ใช่เลย”
เสียงแม่ของอาเดรียนพูดเสริม
“น่าเสียดายถ้าเพนต์เฮาส์ว่างเปล่า”
“ยังไงก็จะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง
ฉันรู้สึกมือเย็นลงทีละน้อย
แล้วฉันก็ได้ยินเสียงอาเดรียน
ผู้ชายที่ฉันกำลังจะแต่งงานด้วย
“ใจเย็น ๆ”
“พอเราแต่งงานกัน มันก็ถือเป็นทรัพย์สินร่วมกันอยู่แล้ว”
“เอกสารพวกนั้นไม่ยากหรอก จัดการได้”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งในห้องนั้น
เหมือนอะไรบางอย่างทุบลงกลางอกฉันอย่างแรง
ตลอดแปดปี ฉันไม่เคยทวงบุญคุณจากอาเดรียน
ตอนที่เขาตกงาน ฉันเป็นคนแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่
ตอนที่พี่ชายเขาต้องการเงินลงทุน ฉันเป็นคนให้
ตอนที่พ่อเขาป่วย ฉันก็ช่วยเหลือ
ฉันทำทั้งหมดเพราะฉันรักพวกเขา
เพราะฉันคิดว่าพวกเขาคือครอบครัวของฉัน
แต่คืนนั้น ฉันเริ่มเข้าใจความจริง
พวกเขาไม่เคยมองฉันเป็นเจ้าสาวของอาเดรียน
พวกเขามองฉันเป็น “ทางผ่านไปสู่เงิน”
ฉันค่อย ๆ ถอยหลังออกมา
แต่ก่อนจะเดินไปไกล—
ฉันได้ยินอีกประโยคหนึ่ง
และนั่นคือประโยคที่ทำลายทุกอย่าง
เสียงแม่ของอาเดรียนพูด
“ถ้านิโคลท้องเร็วหลังแต่งงานก็ดี”
“พอมีลูกแล้ว จะควบคุมเธอได้ง่ายขึ้น”
“เธอจะเชื่อฟังมากขึ้นเอง”
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง
เหมือนมันเป็นเรื่องตลก
เหมือนไม่มีใครสนใจว่าฉันเป็นคน
ว่าฉันมีความรู้สึก
ว่าฉันมีชีวิตของตัวเอง
พวกเขาไม่รู้เลย—
ระหว่างที่ฉันรีบออกจากบ้านเมื่อกี้ มือฉันเผลอกดอัดเสียงในโทรศัพท์โดยไม่ได้ตั้งใจ
และตั้งแต่ฉันยืนอยู่นอกประตู—
ทุกคำพูดถูกบันทึกไว้หมดแล้ว
ทุกอย่าง
ทุกคำพูด
ทุกแผนการ
ทุกความลับ
ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลาหลายนาที
ฉันไม่ร้องไห้
ไม่โวยวาย
ไม่เดินเข้าไปเผชิญหน้า
ฉันแค่ฟัง
จนกระทั่งฉันได้ยินประโยคสุดท้ายของอาเดรียน
ผู้ชายที่ฉันเคยคิดว่ารักฉันที่สุด
“ไม่ต้องห่วง”
“นิโคลไม่มีทางถอนหมั้นหรอก”
“เธอรักฉันมาก”
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอไม่มีทางยกเลิกงานแต่งแน่นอน”
ฉันมองหน้าจอโทรศัพท์
ไฟสีแดงของการอัดเสียงยังคงกระพริบอยู่
กำลังบันทึก…
และเป็นครั้งแรกในรอบแปดปี—
ฉันยิ้ม
แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มของคนมีความสุข
มันคือรอยยิ้มของคนที่ตื่นจากความจริงทั้งหมดแล้ว
และในวินาทีนั้น ฉันตัดสินใจเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต
งานแต่งจะยังมีอยู่
ใช่
แต่ไม่ใช่ในแบบที่พวกเขาคิด

เพราะในอีกเจ็ดวันข้างหน้า—
ฉันจะมี “ของขวัญ” ให้พวกเขาในวันงานต่อหน้าทุกคน
และพวกเขาจะไม่มีวันลืมมันไปตลอดชีวิต
นี่คือบทสรุปและตอนจบของเรื่องราวของนิโคลครับ:
ตอนที่ 2 (ตอนจบ): ของขวัญวันวิวาห์
ฉันเดินกลับไปที่รถอย่างเงียบเชียบ กล่องขนมอบในมือถูกทิ้งลงถังขยะข้างทางอย่างไม่ใยดี ฉันสูดหายใจเข้าลึก กดเซฟไฟล์เสียงความยาวเกือบยี่สิบนาทีนั้นไว้ในคลาวด์สามแห่งเพื่อความปลอดภัย
ตลอดเจ็ดวันที่เหลือ ฉันยังคงสวมบทบาทเป็น “นิโคลผู้แสนดีและโง่เขลา” คนเดิม ฉันตอบข้อความอาเดรียนด้วยความอ่อนหวาน ไปลองชุดเจ้าสาว และโอนเงินงวดสุดท้ายให้โรงแรมหรูระดับห้าดาวในเซบูที่เป็นสถานที่จัดงาน
อาเดรียนและครอบครัวของเขาดูร่าเริงเป็นพิเศษ น้องสาวของเขาถึงกับโพสต์รูปวิวทะเลลงโซเชียลมีเดียพร้อมแคปชัน “เตรียมย้ายเข้าบ้านใหม่ในฝันเร็ว ๆ นี้” ฉันยิ้มเยาะให้กับความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของพวกเขา
และแล้ว วันงานแต่งงานก็มาถึง
โรงแรมหรูถูกตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา แขกเหรื่อกว่าสามร้อยคน ซึ่งรวมถึงนักธุรกิจชั้นนำในเซบู ลูกค้าวีไอพีของบริษัทฉัน และญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายมารวมตัวกันจนแน่นห้องบอลรูม
อาเดรียนในชุดสูทสีขาวดูหล่อเหลา เขายืนรอฉันอยู่ที่ปลายทางเดินด้วยรอยยิ้มมั่นใจ สายตาของแม่และน้องสาวของเขาที่นั่งอยู่แถวหน้าฉายแววผู้ชนะราวกับว่าพวกเขากำลังจะได้เป็นเจ้าของเพนต์เฮาส์และบริษัทของฉันในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
ฉันเดินทอดน่องไปตามทางเดินในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ แต่แววตาของฉันไม่ได้มีหยาดน้ำตาแห่งความตื้นตัน มีเพียงความนิ่งสนิท
เมื่อฉันเดินไปถึงแท่นพิธี อาเดรียนเอื้อมมือมาจะกุมมือฉัน แต่ฉันกลับเบี่ยงตัวหลบเบา ๆ แล้วเดินไปหยิบไมโครโฟนจากพิธีกร
เสียงดนตรีสดหยุดชะงัก แขกในงานเริ่มกระซิบกระซาบด้วยความสงสัย
“เอเลน่า… เอ๊ย นิโคล คุณจะทำอะไรครับ?” อาเดรียนกระซิบถามด้วยสีหน้าเลิกล่ำ
“ก่อนที่เราจะเริ่มพิธีสาบานตน” ฉันหันไปยิ้มให้แขกทุกคน “ฉันมีวิดีโอประมวลภาพความรักตลอด 8 ปีของเรา และแผนการในอนาคตที่ครอบครัวซานโตสตั้งใจเตรียมไว้ให้ฉัน อยากให้ทุกคนได้ร่วมยินดีค่ะ”
ฉันส่งสัญญาณให้ทีมออแกไนเซอร์ที่เป็นคนของฉันเอง ไฟในห้องบอลรูมมืดลง และหน้าจอโปรเจกเตอร์ยักษ์ด้านหลังเริ่มทำงาน
แต่มันไม่ใช่ภาพถ่ายพรีเวดดิ้ง
มันคือหน้าจอสีดำที่มีข้อความตัวอักษรสีขาวขนาดใหญ่ระบุวันและเวลาเมื่อเจ็ดวันก่อน พร้อมกับเปิดไฟล์เสียงที่บันทึกไว้… เสียงของครอบครัวซานโตสที่ดังกระหึ่มผ่านลำโพงรอบทิศทางของโรงแรม
“หลังแต่งงาน แม่ก็ย้ายไปอยู่เพนต์เฮาส์ของนิโคลได้เลยนะ…” “ส่วนเรื่องธุรกิจของเธอ ให้อาเดรียนเป็นคนตัดสินใจเรื่องค่าใช้จ่ายใหญ่ ๆ ก็พอ…” “ถ้านิโคลท้องเร็วหลังแต่งงานก็ดี… พอมีลูกแล้ว จะควบคุมเธอได้ง่ายขึ้น…”
และประโยคเด็ดของอาเดรียน:
“ไม่ต้องห่วง นิโคลไม่มีทางถอนหมั้นหรอก เธอรักฉันมาก…”
เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะอย่างผู้เหนือกว่าของพวกเขาดังชัดเจนทุกถ้อยคำ ท่ามกลางความเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศของห้องบอลรูม ใบหน้าของอาเดรียนจากขาวเปลี่ยนเป็นซีด และจากซีดเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ แม่ของเขาเอามืออุดปาก ส่วนน้องสาวแทบจะมุดหน้าลงใต้โต๊ะด้วยความอับอายสายตานับร้อยคู่ที่หันไปจับจ้อง
“นี่มันอะไรกัน! นิโคล! ปิดเดี๋ยวนี้นะ!” อาเดรียนตวาด พยายามจะเข้ามาแย่งไมค์
ฉันถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว มองเขาด้วยสายตาสมเพช
“ตลอด 8 ปี ฉันคิดว่าฉันรักผู้ชายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน” ฉันพูดใส่ไมโครโฟน เสียงของฉันดังฟังชัด “แต่เพิ่งรู้ว่าแท้จริงแล้ว ฉันกำลังจะแต่งงานกับปลิงที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อและควบคุมชีวิตฉัน”
“นิโคล… มันเป็นแค่เรื่องล้อเล่น!” อาเดรียนพยายามแก้ตัว น้ำตาเริ่มคลอเบ้าเพราะรู้ว่าชื่อเสียงและอนาคตของเขากำลังจะดับวูบต่อหน้าสังคม
“คนในคลิปบอกเองไม่ใช่เหรอว่าฉันรักคุณมากจนไม่มีทางยกเลิกงานแต่ง?” ฉันยิ้มเย็น “คุณพูดถูกครึ่งหนึ่งค่ะ… ฉันไม่ยกเลิกงานแต่ง เพราะฉันอยากให้ทุกคนในเมืองนี้เห็นสันดานที่แท้จริงของครอบครัวคุณ แขกทุกคนในที่นี้คือพยานว่าต่อจากนี้ไป อนาคตของคุณในวงการธุรกิจเซบู… จบลงแล้ว”
ฉันถอดแหวนหมั้นเพชรราคาแพงที่ฉันเป็นคนออกเงินซื้อเองกว่าครึ่ง ปล่อยมันร่วงลงพื้นเสียงดัง แกร๊ง
“เงินค่าจัดงานทั้งหมดฉันจ่ายหมดแล้ว ถือว่าเป็นค่าตั๋วให้ทุกคนมาดูละครสัตว์โชว์ความโลภของครอบครัวซานโตสก็แล้วกันค่ะ… เชิญพวกคุณสนุกกับอาหารจานหรูและไวน์ราคาแพงให้เต็มที่นะ เพราะหลังจากวันนี้ พวกคุณคงไม่มีปัญญาได้กินมันอีก”
ฉันหันหลังให้แท่นพิธี เดินนิ่ง ๆ ผ่านทางเดินท่ามกลางเสียงปรบมือชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของเพื่อน ๆ และพนักงานในบริษัทของฉัน
ฉันก้าวออกจากโรงแรมหรู สลัดรองเท้าส้นสูงทิ้งแล้วขึ้นรถยนต์ของตัวเอง ลมทะเลเซบูพัดเข้ามาทางหน้าต่างรถ ฉันมองไปที่กระจกหลัง… อดีต 8 ปีที่พังทลายไม่ได้ทำให้ฉันร้องไห้เลยแม้แต่หยดเดียว
เพราะตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิต เพนต์เฮาส์ และอิสรภาพทั้งหมด… เป็นของฉันแต่เพียงผู้เดียวอย่างแท้จริง