Posted in

ฉันทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในห้างที่ BGC…

ฉันทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในห้างที่ BGC…

ฉันไม่เคยคิดเลยว่า ลูกค้า VIP ในวันนั้นจะเป็นพ่อแท้ ๆ ของฉันเอง ผู้ชายที่ทอดทิ้งฉันกับแม่ไปเมื่อสามปีก่อน

แต่คำพูดแรกที่เขาพูดกับฉัน…

กลับทำให้ฉันหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา ขณะที่ทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความขมขื่น

สามปีหลังจากที่ฉันกับแม่ย้ายออกจากเซบู

ฉันไม่คาดคิดเลยว่าจะได้พบพ่ออีกครั้งในร้านปิ้งย่างเกาหลีอันคึกคักแห่งหนึ่งในย่าน Bonifacio Global City

เขานั่งอยู่กลางโต๊ะที่เต็มไปด้วยเนื้อราคาแพงและอาหารทะเลชั้นดี

ข้าง ๆ เขาคือเด็กผู้ชายอายุประมาณแปดขวบ สวมชุดนักเรียนของโรงเรียนนานาชาติ

เมื่อเขาเห็นฉันเดินผ่านพร้อมถาดอาหารในมือ

มือที่กำลังถือกรรไกรตัดเนื้อก็หยุดค้างกลางอากาศ

สายตาคู่นั้น…

ฉันไม่ได้เห็นมันมาสามปีแล้ว

ยังคงเย็นชาเหมือนเดิม

แต่ครั้งนี้มีความลังเลปะปนอยู่ด้วย

ฉันหลบสายตาและตั้งใจจะเดินจากไป

“เม”

ฉันชะงักเมื่อได้ยินเสียงของเขา

หลายวินาทีผ่านไปโดยที่ฉันขยับตัวไม่ได้

ตั้งแต่แม่เสียชีวิต

ก็ไม่มีใครเรียกฉันด้วยชื่อนั้นอีกเลย

ฉันหันกลับไป

ชายตรงหน้าสวมเสื้อโปโลผ้าไหมสีครีม

บนนาฬิกาข้อมือคือเรือนเวลา Patek Philippe ที่ฉันคุ้นตา

ส่วนฉัน…

อยู่ในชุดยูนิฟอร์มพนักงานเสิร์ฟสีดำที่ซีดจาง

เขาจ้องป้ายชื่อของฉันอยู่ครู่หนึ่ง

“เธอทำงานที่นี่เหรอ?”

ฉันไม่ตอบ

เด็กชายคนนั้นดึงแขนเสื้อเขา

“คุณพ่อครับ ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร?”

ใบหน้าของพ่อแข็งทื่อทันที

เขาหันหนีเด็กแล้วลุกขึ้น

“ออกไปคุยกันข้างนอก”

ฉันเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ

ทางเดินหลังร้านมีกลิ่นถ่านและเบียร์เย็นโชยอยู่ในอากาศ

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเปิด QR Code ให้ฉันดู

“แอดฉันไว้”

“ฉันจะโอนเงินให้”

“พาแม่เธอไปกินอะไรดี ๆ บ้าง”

ฉันมองชื่อ “Antonio Villareal” บนหน้าจอ

แล้วหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา

ฉันผลักโทรศัพท์ของเขากลับไป

“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ คุณวิลลาเรอัล”

“ตอนนั้นคุณก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อฉันกับแม่ดีนัก”

ใบหน้าของเขามืดครึ้มทันที

“นี่คือวิธีที่เธอพูดกับพ่อของตัวเองเหรอ?”

ฉันตอบอย่างสงบ

“คุณคงจำคนผิดแล้วค่ะ”

“พ่อของฉันตายไปเมื่อสามปีก่อนแล้ว”

เขาชะงัก

แต่เพียงไม่กี่วินาที เขาก็พูดต่อด้วยความหงุดหงิด

“เธอนี่เหมือนแม่จริง ๆ”

“ดื้อ ทั้งที่จน แล้วยังเรื่องมากอีก”

เขามองรองเท้าทำงานเก่า ๆ ของฉันแล้วส่ายหน้า

“ถ้าเธอยอมไปกับฉันตั้งแต่ตอนนั้น…”

“วันนี้คงไม่ต้องมาเป็นพนักงานเสิร์ฟหรอก”

ฉันกำถาดอาหารแน่นขึ้น

น้ำเสียงของเขาอ่อนลงราวกับกำลังยื่นข้อเสนออันยิ่งใหญ่

“บอกแม่เธอด้วย”

“ถ้าเธอยอมขอโทษแคลร์”

“ฉันอาจรับพวกเธอกลับไป”

ฉันมองตรงเข้าไปในดวงตาของเขา

หนึ่งวินาที

สองวินาที

จากนั้นฉันก็หัวเราะ

เสียงหัวเราะเย็นเยียบที่ทำให้บรรยากาศในทางเดินหนักอึ้ง

ดูเหมือนว่าเขาไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ

เขาไม่รู้ว่าแม่ตายไปแล้วสามปี

หลังเลิกงานคืนนั้น

ฉันแวะร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ ในมากาตี

ซื้อเค้กมะม่วงเกรแฮม

ของโปรดของแม่

จากนั้นขึ้นรถจี๊ปนีย์ไปยังสุสานสาธารณะในปาไซ

ฝนตกปรอย ๆ

ป้ายหลุมศพเก่าชุ่มไปด้วยละอองหมอก

แม่ยังคงยิ้มอยู่ในรูปถ่ายเหมือนเดิม

ฉันวางเค้กไว้หน้าหลุมศพ

“แม่…”

“วันนี้หนูเจอเขาอีกแล้ว”

“เขายังคิดว่าแม่มีชีวิตอยู่”

ฉันนั่งลง จุดเทียนเล่มเล็ก

เสียงเริ่มสั่น

“เขายังบอกอีกว่า…”

“แม่ต้องไปขอโทษเมียน้อยของเขา”

สายฝนค่อย ๆ ทำให้ไหล่ของฉันเปียกชื้น

ฉันก้มหน้าอยู่นาน

“หนูคิดถึงแม่มาก…”

เช้าวันต่อมา

ทันทีที่มาถึงร้านอาหาร ฉันก็รู้สึกถึงความผิดปกติ

ผู้จัดการหน้าซีดอยู่ตรงประตู

มีบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำยืนอยู่หลายคน

ลูกค้าส่วนใหญ่ถูกขอให้ออกไปแล้ว

และพ่อ…

กำลังนั่งอยู่กลางร้าน

มีแก้ววิสกี้วางอยู่ตรงหน้า

แต่ยังไม่ได้แตะเลยสักหยด

เมื่อเขาเห็นฉัน

สายตาเย็นชาก็จับจ้องมาทันที

ผู้จัดการรีบดึงฉันไปด้านข้าง

“เม…”

“ขอโทษเขาเถอะ”

“ลูกชายของคุณวิลลาเรอัลเข้าโรงพยาบาลเมื่อคืน เพราะปวดท้องหนัก”

“กลุ่มวิลลาเรอัลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของห้างนี้นะ”

ฉันหัวเราะอย่างเย็นชา

อย่างนี้นี่เอง

เขากลับมาอีกแล้ว

วิธีการเดิม ๆ ไม่เคยเปลี่ยน

ฉันเดินไปหยุดตรงหน้าเขา

“คุณต้องการอะไร?”

เขาพิงพนักเก้าอี้แล้วพูดอย่างเย็นชา

“ลูกชายฉันอาหารเป็นพิษเมื่อคืน”

“แม่ของเด็กโกรธมาก”

ฉันยิ้มเยาะ

“แล้วไง?”

“จะใช้เรื่องนี้ใส่ร้ายฉันเหรอ?”

“หรือจะทำเหมือนเมื่อก่อน…”

“บังคับให้ฉันกับแม่คุกเข่าขอโทษเมียน้อยของคุณอีก?”

สายตาของเขาเปลี่ยนไปทันที

ฉันรู้ว่าเขาจำได้

จำคืนวันนั้นได้

คืนที่เขาทำลายชีวิตของฉันกับแม่

ตอนนั้นฉันเชื่อจริง ๆ ว่าเขาล้มละลาย

เขาใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ

ขี่มอเตอร์ไซค์

ร้องไห้ต่อหน้าแม่

บอกว่าเป็นหนี้จนหมดตัว

บอกว่าการจากไปคือวิธีปกป้องพวกเรา

แม่เชื่อเขา

แม่ทำงานถึงสามงาน

ขายอาหารตอนเช้า

รับซักผ้าตอนกลางคืน

บางครั้งถึงกับแอบบริจาคเลือดเพื่อหาเงินเพิ่ม

คืนหนึ่งตอนตีสอง

ฉันตื่นขึ้นมา

เห็นแม่นั่งเย็บผ้าอยู่บนระเบียงมืด ๆ

นิ้วมือเต็มไปด้วยเลือด

แต่เมื่อเห็นฉัน

แม่ก็ยังยิ้ม

“กลับไปนอนเถอะเม”

“แม่กำลังหาเงินช่วยพ่ออยู่”

ตอนนั้นฉันอายุเพียงสิบสี่ปี

และฉันเชื่อทุกอย่าง

เชื่อว่าสักวันชีวิตจะดีขึ้น

จนกระทั่งวันเกิดของแม่มาถึง

แม่ทำอาหารหลายอย่าง

ซื้อเค้กเผือกก้อนเล็ก ๆ มาด้วย

เรารอทั้งคืน

จนถึงเช้า

พ่อก็ไม่มา

แล้วภาพข่าวสดก็ปรากฏบนจอยักษ์ของห้าง

“พิธีแต่งงานสุดหรูของประธานบริษัท อันโตนิโอ วิลลาเรอัล และไฮโซสาว แคลร์ มอนเตมายอร์”

ฉันไม่มีวันลืมสีหน้าของแม่

แม่ลากฉันไปที่โรงแรมหรู

ภายในห้องบอลรูมอันโอ่อ่า

เราเห็นพ่อกำลังสวมแหวนให้อีกผู้หญิงหนึ่ง

แม่ร้องไห้แล้วถามว่า

“คุณไม่ได้บอกว่าคุณล้มละลายเหรอ?”

“อันโตนิโอ…”

“ฉันคือภรรยาของคุณนะ…”

แคลร์หน้าซีด

แต่พ่อ…

กลับมองพวกเราราวกับเป็นขยะ

“รปภ.”

“พาผู้หญิงบ้าสองคนนี้ออกไป”

เสียงซุบซิบดังขึ้นทันที

“แม่เลี้ยงเดี่ยวที่อยากได้ค่าเลี้ยงดูอีกแล้ว”

“โลภเงินจริง ๆ”

“มีแค่แคลร์เท่านั้นที่เหมาะกับตระกูลวิลลาเรอัล”

ฉันยังจำได้ว่าแม่แทบคุกเข่าลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ

แต่สิ่งที่ฉันไม่มีวันลืม

คือคำพูดต่อมาของพ่อ

เขาโอบแคลร์ไว้ในอ้อมแขนแล้วพูดอย่างเย็นชา

“ถ้าพวกเธอยังสร้างปัญหาอีก…”

“ลากออกไปเลย”

คืนนั้นฝนตกหนักมาก

เราถูกไล่ออกมาราวกับสุนัข

หลังจากเปียกฝน แม่ก็ล้มป่วย

แผลผ่าตัดเก่าติดเชื้อ

แต่เราไม่มีเงินรักษา

ขณะที่พ่อ…

วันรุ่งขึ้นกลับขึ้นหน้าปกนิตยสาร

กำลังสวมสร้อยเพชรมูลค่าหลายล้านให้แคลร์

“พอได้แล้ว”

พ่อตัดบทความทรงจำของฉัน

เขากำแก้ววิสกี้แน่น

“มันจบไปนานแล้ว”

“ฉันชดใช้ให้พวกเธอแล้ว”

“ฉันให้เงิน”

“ฉันสร้างโรงเรียนที่ใช้ชื่อเธอ”

“แล้ว—”

“ใครต้องการสิ่งพวกนั้นกัน?”

ฉันหัวเราะ

และในวินาทีนั้น

ทั้งร้านเงียบสนิท

“สิ่งที่ฉันต้องการ…”

“คือให้แม่กลับมา”

“คุณทำได้ไหม?”

ใบหน้าของพ่อซีดเผือดทันที

เป็นครั้งแรก

ที่ฉันเห็นเขากลัว

เขาลุกพรวดขึ้น

“เธอว่าอะไรนะ?”

ฉันมองเขาตรง ๆ

แล้วพูดทีละคำ

“แม่ตายแล้ว”

“ตายมาได้สามปีแล้ว”

แก้วในมือเขาหล่นลงพื้น

แตกกระจาย

และในวินาทีนั้นเอง

ผู้หญิงในชุดสีขาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน

แคลร์ มอนเตมายอร์

ทันทีที่เห็นฉัน

เธอก็หน้าซีด

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันหยุดหายใจยิ่งกว่า

คือผู้ชายที่เดินมาพร้อมกับเธอ

เขาสวมเสื้อกาวน์แพทย์สีขาว

และฉันจำเขาได้ทันที

เขาคือศัลยแพทย์ในวันนั้น

หมอคนที่เคยบอกแม่ว่า…

“ถ้าคุณมีเงินพอสำหรับการผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง… เธออาจยังมีชีวิตอยู่”

อ่านตอนต่อไปได้ในส่วนความคิดเห็น

นี่คือบทสรุปและจุดจบของเรื่องราวที่คุณสามารถนำไปใช้เป็น “ตอนต่อไปในส่วนความคิดเห็น” เพื่อกระชากหน้ากากคนชั่วและคลี่คลายปมทั้งหมดได้อย่างสะใจครับ:

[ตอนจบ] ใบเสร็จจากความตาย และการพิพากษาตระกูลวิลลาเรอัล

ทั้งร้านตกอยู่ในความเงียบงันปานป่าช้า แคลร์ มอนเตมายอร์ ยืนตัวสั่นเทาอยู่ข้าง ๆ ศัลยแพทย์วัยกลางคนคนนั้น ใบหน้าของเธอไร้สีเลือด แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจอย่างปิดไม่มิด ทันทีที่สายตาของหมอคนนั้นประสานเข้ากับฉัน เขาก็ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความข่มขื่น

“คุณ… คุณหมอเรเยส?” พ่อของฉันหันไปหาศัลยแพทย์ด้วยน้ำเสียงสับสน “นี่มันเรื่องอะไรกัน? คุณมาทำอะไรที่นี่?”

ศัลยแพทย์คนนั้นมองหน้าพ่อ สลับกับมองหน้าฉัน ก่อนจะถอนหายใจยาวราวกับยกภูเขาออกจากอก “คุณวิลลาเรอัลครับ… ผมโกหกคุณต่อไปไม่ได้อีกแล้ว สี่ปีที่ผ่านมา ความรู้สึกผิดมันกัดกินหัวใจของผมทุกวัน”

หมอค่อย ๆ เปิดกระเป๋าเอกสารแล้วหยิบแฟ้มประวัติการรักษาเก่าฉบับหนึ่งออกมายื่นให้พ่อ มันคือประวัติการรักษาของแม่ฉันที่มีตราประทับของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง

“เมื่อสามปีก่อน ตอนที่ภรรยาคนแรกของคุณล้มป่วยหนัก คุณแอบโอนเงินจำนวน 5 ล้านเปโซเข้ามาที่บัญชีของโรงพยาบาลเพื่อเป็นค่าผ่าตัดด่วนให้เธอใช่ไหมครับ?” หมอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “คุณคิดว่าเงินนั้นไปไม่ถึงเพราะเธอปฏิเสธ… แต่ความจริงไม่ใช่เลย”

พ่อเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า “แกหมายความว่ายังไง?! แคลร์บอกฉันเองว่ายัยนั่นหยิ่งผยองไม่ยอมรับเงิน และลากลูกหนีไป!”

ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่น้ำตากลับไหลพราก “หนีงั้นเหรอ? วันนั้นแม่ของฉันนอนหายใจพะงาบ ๆ อยู่บนเตียงคนไข้รอความหวัง แต่ผู้หญิงคนนี้…” ฉันชี้หน้าแคลร์ “เธอใช้สิทธิ์ในฐานะภรรยาคนใหม่และผู้บริหารกองทุนของวิลลาเรอัล สั่งระงับการจ่ายเงินทั้งหมด! แถมยังติดสินบนหมอคนนี้ให้ปฏิเสธการรักษาและไล่พวกเราออกจากโรงพยาบาลในคืนที่ฝนตกหนัก!”

“ไม่จริง! ฉันไม่ได้ทำ! นังเด็กนี่มันแต่งเรื่อง!” แคลร์กรีดร้องลั่นร้านพยายามจะแย่งเอกสารในมือหมอ

แต่บอดี้การ์ดของพ่อกลับล็อกตัวเธอไว้ตามสัญชาตญาณ พ่อรีบคว้าแฟ้มเอกสารไปเปิดอ่าน ข้างในนั้นมีทั้งใบสั่งระงับจ่ายเงินพยาบาลที่ลงนามโดยแคลร์ มอนเตมายอร์ และสลิปการโอนเงินสินบนเข้าบัญชีส่วนตัวของหมอในวันเดียวกัน!

สมองของพ่อเหมือนถูกค้อนปอนด์ทุบเข้าอย่างจัง ชายผู้หยิ่งผยองและคิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างทรุดฮวบลงกับพื้นร้านปิ้งย่าง หลักฐานคามือบอกชัดเจนว่า เมียน้อยที่เขาเชิดชูหนาหน้าสวมมงกุฎให้ คือคนที่ฆาตกรรมภรรยาคนแรกของเขาอย่างเลือดเย็นด้วยอำนาจและเงินตรา

พ่อค่อย ๆ เงยหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและสายตาที่แตกสลายขึ้นมองฉัน “เม… พ่อ… พ่อไม่เคยรู้เลย พ่อคิดว่าพวกเธอสุขสบายดีมาตลอด…”

“คุณเพิ่งจะอยากเป็นพ่อคนในวันที่สายไปแล้วงั้นเหรอคะ?” ฉันมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเย็นชาที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้จะมีได้ “สามปีที่ผ่านมา ฉันต้องเก็บขยะ เช็ดโต๊ะ ทำงานงก ๆ เพื่อหาเงินทำศพให้แม่ ในขณะที่คุณสวมสร้อยเพชรให้ผู้หญิงแพศยาคนนี้… เงินของคุณไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันแค่ชุบชีวิตคนชั่วและเหยียบย่ำศพของแม่ฉันให้จมดิน!”

จังหวะนั้นเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจและทนายความความมั่นคงที่ฉันแอบติดต่อไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันก่อนได้เดินเข้ามาในร้านอาหาร พ่อไม่ได้เป็นคนเดียวที่สืบเรื่องอาหารเป็นพิษของลูกชาย… แต่ฉันต่างหากที่วางแผนดักควายทั้งตระกูลวิลลาเรอัลให้มาติดกับกลางห้าง BGC แห่งนี้

“คุณแคลร์ มอนเตมายอร์ คุณถูกจับกุมในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สิน ติดสินบนเจ้าพนักงาน และกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศกร้าวพร้อมล็อกกุญแจมือเธอทันที

แคลร์กรีดร้องโวยวายราวกับคนบ้า ลากรองเท้าส้นสูงยี่ห้อหรูครูดไปกับพื้นร้านอาหาร ท่ามกลางสายตาของพนักงานเสิร์ฟและผู้จัดการที่ยืนมองด้วยความสะใจ

พ่อของฉันนั่งร้องไห้โฮอยู่ท่ามกลางเศษแก้ววิสกี้ที่แตกกระจาย ชีวิตที่เคยฟู่ฟ่าและอีโก้ของ “อันโตนิโอ วิลลาเรอัล” พังทลายลงในพริบตา เขาสูญเสียทั้งภรรยาที่รักเขาจริง ๆ และกำลังจะสูญเสียชื่อเสียงทั้งหมดของตระกูลจากคดีความระดับประเทศที่กำลังจะแดงขึ้น

ฉันถอดผ้ากันเปื้อนยูนิฟอร์มพนักงานเสิร์ฟสีดำออก วางมันลงบนโต๊ะอาหารต่อหน้าพ่อที่กำลังคุกเข่าร้องขอความเมตตา

“ต่อจากนี้ไป… อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก และจำใส่หัวของคุณไว้ว่า ตระกูลวิลลาเรอัลไม่ได้ทิ้งพวกเรา แต่เป็นพวกเราต่างหากที่ตัดคุณออกจากชีวิตตั้งแต่วันที่แม่สิ้นใจ!”

ฉันหันหลังเดินออกจากร้านอาหารในห้างหรูแห่งนั้น เดินหน้าสู้แสงตะวันของวันใหม่ที่สาดส่องเข้ามา ลมหายใจของฉันโล่งขึ้นราวกับโซ่ตรวนที่ผูกมัดมาสามปีได้หลุดออกไปแล้ว… แม่คะ หนูทำสำเร็จแล้วนะ ต่อจากนี้ไปไม่มีใครหน้าไหนจะมารังแกพวกเราได้อีกแล้ว_