Posted in

“42 วันหลังคลอด ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวช่วยฉันล้างขวดนมลูก สามีฉันพูดว่า: ‘แม่ฉันไม่มีหน้าที่ต้องมาดูแลเธอ’ และอีก 90 วันต่อมา ทุกคนต้องนิ่งไปเมื่อเห็นว่าฉันกลายเป็นใครไปแล้ว”

“42 วันหลังคลอด ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวช่วยฉันล้างขวดนมลูก สามีฉันพูดว่า: ‘แม่ฉันไม่มีหน้าที่ต้องมาดูแลเธอ’ และอีก 90 วันต่อมา ทุกคนต้องนิ่งไปเมื่อเห็นว่าฉันกลายเป็นใครไปแล้ว”

ตอนที่ 1

“แม่ของฉันไม่มีหน้าที่ต้องมารับใช้เธอ”

เมื่อมาร์โก เรเยสพูดประโยคนั้น เขาไม่แม้แต่จะมองหน้าฉัน

เขายังเล่นโทรศัพท์อยู่ สายตาจ้องหน้าจอ มือเลื่อนไปมาอย่างไม่สนใจอะไร

ฉันยืนอยู่กลางห้องรับแขก อุ้มลูกวัย 42 วันไว้แนบอก

แผลผ่าคลอดยังเจ็บอยู่ทุกครั้งที่ขยับตัว

บนโต๊ะมีขวดนมหลายใบวางกองอยู่ ยังไม่ได้ล้าง

คราบนมแห้งติดอยู่เต็มไปหมด

ประตูห้องของแม่สามีปิดสนิท

ข้างในได้ยินเสียงเธอดูละครหัวเราะดังลั่น

วันนี้คือวันที่ 42 หลังฉันคลอดลูก

และเป็นวันที่ 42 ที่ฉันต้องดูแลลูกคนเดียวทั้งหมด

ฉันเปลี่ยนผ้าอ้อมเอง

ชงนมเอง

อดหลับอดนอนเอง

และทนความเจ็บปวดของร่างกายตัวเองเอง

“โอเค”

ฉันพูดแค่นั้น

แล้วกอดลูกแน่นขึ้น

มาร์โกเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนกำลังรอดูว่าฉันจะระเบิดอารมณ์ไหม

แต่ฉันไม่ร้อง

ไม่โวยวาย

ไม่เถียง

ฉันแค่เดินกลับเข้าห้องนอน

แล้วดึงกระเป๋าเดินทางเก่าที่เคยใช้ตอนแต่งงานออกมาจากใต้เตียง

ซิปติด

ฉันกระชากมันสุดแรง

เสียงดังลั่นในห้อง

ฉันชื่อโซเฟีย ครูซ

อายุ 29 ปี

แต่งงานมา 2 ปีแล้ว

ฉันกับมาร์โกรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

เขาตามจีบฉันอยู่ 4 ปี

วันแต่งงานที่เซบู เขาจับมือฉันแล้วบอกว่า

“ฉันจะไม่มีวันทิ้งเธอ”

ฉันเชื่อเขา

จนวันที่ฉันท้อง

สามเดือนก่อนคลอด แม่สามีย้ายเข้ามาอยู่ด้วย

บอกว่าจะมาดูแลฉันหลังคลอด

แต่วันแรกที่มา เธอก็พูดว่า

“สมัยพวกฉัน คลอดเสร็จก็กลับไปทำงานทันที”

“ผู้หญิงสมัยนี้อ่อนแอเกินไป”

พอฉันคลอดลูก

เธอมองหน้าเด็กแค่ครั้งเดียว แล้วพูดว่า

“ผู้หญิงเหรอ”

จากนั้นก็หันหลังเดินออกไป

ตอนนั้นมาร์โกยังปกป้องแม่ของเขา

“แม่ก็อายุมากแล้ว อย่าไปคิดมากเลย”

ฉันไม่ตอบ

พยายามเข้าใจ

พยายามอดทน

สัปดาห์แรกหลังคลอด ฉันแทบไม่ได้นอน

หน้าอกปวดเพราะน้ำนม

ลุกแทบไม่ได้

พยาบาลยังสอนวิธีบรรเทาอาการ แต่แม่สามียืนมองเฉย ๆ

แล้วพูดเย็น ๆ ว่า

“สมัยก่อน ไม่มีอะไรเรื่องมากแบบนี้หรอก”

พอกลับบ้าน มาร์โกกลับไปทำงานทันที

และทุกอย่างก็เริ่มพังลง

แม่สามีบอกว่าปวดหลัง

ลุกไม่ไหวตอนเช้า

ต้องนอนกลางวัน

แต่กลางคืนกลับออกไปเจอเพื่อน

บางครั้งไปเต้นที่สวนสาธารณะ

วันที่ 28 หลังคลอด ฉันมีไข้สูง

แผลอักเสบ

เวียนหัวขณะเปลี่ยนผ้าอ้อมลูก

ฉันโทรหามาร์โก

หนึ่งครั้ง

สองครั้ง

สามครั้ง

เขารับแล้วพูดแค่ว่า

“กำลังประชุมอยู่”

แล้วกดวาง

วันที่ 35 แม่สามีบอกว่าจะไปบอร์ากายกับเพื่อน

หนึ่งสัปดาห์

ก่อนออกไปยังยิ้มแล้วพูดว่า

“เธอทำได้อยู่แล้ว เป็นแม่แล้วนี่”

และวันนี้

วันที่ 42

ฉันขอแค่เรื่องเดียว

แค่ให้ช่วยล้างขวดนมสักใบ

แต่สิ่งที่ได้คือ

“แม่ฉันไม่มีหน้าที่ต้องมาดูแลเธอ”

ฉันเงียบ

เก็บของลูกใส่กระเป๋าเดินทาง

ผ้าอ้อม เสื้อผ้า ขวดนม

ฉันเอาเสื้อผ้าตัวเองแค่ไม่กี่ชุด

ลูกหลับอยู่ในอ้อมแขนฉัน

ฉันได้กลิ่นตัวเขา

แล้วเพิ่งรู้ตัวว่า—

ฉันไม่ได้ร้องไห้แล้ว

ฉันเหนื่อยจนไม่มีน้ำตาแล้ว

“โซเฟีย เธอทำอะไรอยู่?”

มาร์โกตะโกนจากห้องรับแขก

ฉันไม่ตอบ

ลากกระเป๋าออกไป

เสียงล้อกระทบพื้นดังไปทั่วทางเดิน

“โซเฟีย!”

“หยุดเล่นละครได้แล้ว!”

“ฉันรู้ว่าแม่ฉันมีข้อผิดพลาด แต่เธอก็ควรเข้าใจด้วย!”

ฉันหยุดเดิน

หันไปมองเขา

“หลบไป”

เขาชะงัก

เหมือนไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากฉัน

ฉันลากกระเป๋าผ่านเขาไป

เปิดประตู

ลมเย็นจากโถงทางเดินพัดเข้ามา

“เธอจะไปจริง ๆ เหรอ!”

เขาตะโกนตามหลัง

“มันดึกแล้วนะ!”

“จะไปไหน!”

ฉันหยุด

ไม่หันกลับ

“ฉันจะกลับไปที่ที่มีคนดูแลฉันกับลูก”

ลิฟต์เปิด

ฉันเดินเข้าไป

ก่อนประตูปิด ฉันได้ยินเสียงเขาตะโกนสุดท้าย

“ไปเลย!”

“อย่ากลับมาอีก!”

ประตูปิดลง

เหลือเพียงเงาของฉันกับลูกในกระจกโลหะ

ฉันดูตัวเอง

ผมยุ่ง เสื้อหลวม หน้าซีด

และลูกที่ฉันกอดแน่น

ฉันมองอยู่ 3 วินาที

แล้วฝืนยิ้มให้ตัวเอง

ออกจากตึก ฉันโทรหาพ่อ

“พ่อ…”

เสียงฉันสั่น

“หนูกับหลานจะกลับบ้านนะ”

อีกฝั่งเงียบไป

แล้วพ่อถามทันที

“อยู่ไหน”

“หน้าคอนโด”

“ยืนอยู่ตรงนั้น”

“พ่อจะไปรับ”

“หนูจะนั่งแท็กซี่เองก็ได้…”

“ไม่ได้”

เสียงพ่อหนักแน่น

“ดึกแล้ว”

“มีเด็กอยู่ด้วย”

“อย่าขยับ”

“รอพ่อ”

แล้วเขาก็วางสาย

ไม่ถึง 20 นาที รถคันเก่าของพ่อก็มาถึง

แม่ลงจากรถทันที

รองเท้ายังคนละข้างเพราะรีบ

เธอรับหลานไปทันที

แล้วจับแขนฉัน

หยุดนิ่ง

“ลูก…”

น้ำตาเธอคลอ

“ทำไมผอมขนาดนี้…”

พ่อโยนกระเป๋าฉันขึ้นรถอย่างแรง

ไม่มีคำถามอีก

ตลอดทางกลับบ้านเงียบมาก

มีแค่เสียงสะอื้นของแม่ที่กอดหลาน

พ่อถามเพียงครั้งเดียว

“มาร์โกรู้ไหม”

“รู้ค่ะ”

“แล้วเขาว่าอะไร”

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง

“เขาบอกว่า ถ้าหนูออกไป ก็อย่ากลับมา”

พ่อกำพวงมาลัยแน่นขึ้นทันที

ไฟเขียวขึ้น

เขาเหยียบคันเร่งแรงกว่าเดิม

ถึงบ้านตีหนึ่งกว่า

ห้องเดิมของฉันสะอาดเรียบร้อย

เหมือนรอฉันอยู่

แม่จัดที่นอนให้ลูก

อุ่นน้ำ

ชงนม

ทำทุกอย่างที่ไม่มีใครเคยทำให้ฉันใน 42 วัน

“นอนเถอะ”

เธอพูดเบา ๆ

“พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน”

ฉันนอนลง

ข้าง ๆ ลูกหลับสนิท

ได้ยินเสียงพ่อคุยโทรศัพท์อยู่ไกล ๆ

“…ลูกฉันไม่ได้อยู่เพื่อถูกทำร้าย…”

“…เรื่องนี้ไม่จบแค่นี้…”

ฉันมองเพดาน

น้ำตาไหลเงียบ ๆ เป็นครั้งแรกในหลายวัน

แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่น้ำตาเพราะสิ้นหวัง

มันคือความรู้สึกปลอดภัย

และในความเงียบนั้น—

ฉันรู้ว่า ชีวิตฉันกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

นี่คือบทสรุปและตอนจบของเรื่องราวของโซเฟียครับ:

ตอนที่ 2 (ตอนจบ): วันที่ความจริงเปิดเผย

90 วันต่อมา…

สามเดือนผ่านไปโดยไม่มีการติดต่อใด ๆ จากมาร์โก นอกเหนือจากข้อความสั้น ๆ ที่ส่งมาขู่ว่าจะหย่าและยึดลูกหากฉันไม่คลานกลับไปกราบขอโทษแม่ของเขา เขาคิดว่าผู้หญิงลาออกจากงานมาเป็นแม่บ้านอย่างฉัน ไม่มีทางเอาตัวรอดได้ในสังคม และสุดท้ายต้องซมซานกลับไปยอมเป็นทาสรองมือรองตีนครอบครัวเขาเหมือนเดิม

แต่ลูคัสลืมไปสิ่งหนึ่ง… ฉันไม่ได้เป็นแค่แม่บ้านตกอับ

ก่อนที่ฉันจะแต่งงานกับเขาและยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อมาดูแลครอบครัว ฉันคือ หัวหน้านักพัฒนาซอฟต์แวร์และผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มการแพทย์ทางไกล (Telehealth) ที่ทำเงินสะพัดในเซบู และพ่อของฉันไม่ใช่แค่คนขับรถเก่า ๆ แต่เขาคืออดีตอธิบดีกรมแรงงานที่เกษียณอายุแล้ว ซึ่งมีคอนเนกชันกว้างขวางที่สุดคนหนึ่ง

ตลอด 90 วันที่ฉันกลับมาอยู่บ้าน พ่อและแม่ช่วยเลี้ยงลูกให้ฉันมีเวลาพักผ่อน ร่างกายที่เคยทรุดโทรมกลับมาแข็งแรง หน้าตาแจ่มใสและมีออร่า ฉันใช้เวลาช่วงกลางคืนร่วมกับทีมเพื่อนสนิทในมหาวิทยาลัย ปัดฝุ่นโปรเจกต์ระบบการจัดการโลจิสติกส์การแพทย์ที่เคยพับไว้ ขึ้นมาจดสิทธิบัตรและเปิดระดมทุนระดับซีรีส์ A ได้สำเร็จภายในเวลาอันรวดเร็ว

ฉันไม่ใช่โซเฟียคนเดิมที่หัวยุ่ง หน้าซีด และร้องไห้กลางกองขวดนมอีกต่อไปแล้ว

บ่ายวันศุกร์ ณ ห้องประชุมใหญ่ของบอร์ดบริหาร Reyes Logistics บริษัทขนส่งของครอบครัวมาร์โก

มาร์โกและแม่ของเขานั่งหน้าเครียดอยู่ท่ามกลางกรรมการบริหาร บริษัทของพวกเขากำลังจะล้มละลายเพราะขาดทุนย่อยยับจากการบริหารที่ผิดพลาด และความหวังเดียวของพวกเขาคือการเข้าพบนายทุนใหญ่รายใหม่จากกลุ่มทุน “Cruz Innovation” ที่เพิ่งเข้าซื้อหุ้นหนี้สินของพวกเขาไปกว่า 70%

“คุณมาร์โกคะ แม่สามีคุณมาร์โกคะ ท่านประธานคนใหม่มาถึงแล้วค่ะ” เลขาหน้าห้องเปิดประตูพร้อมกับก้มหัวอย่างนอบน้อม

มาร์โกและแม่ของเขารีบเด้งตัวลุกขึ้นยืน ยืดอก เตรียมรอยยิ้มประจบสอพลอเต็มที่เพื่อต้อนรับผู้ชุบชีวิตบริษัท

แต่เมื่อประตูเปิดออก… ทั้งห้องประชุมกลับตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า

ฉันก้าวเข้ามาในห้องประชุมด้วยชุดสูทสากลสีแดงเพลิงคัตติ้งเนี้ยบ รองเท้าส้นสูงสีดำราคาแพงรับกับใบหน้าเฉี่ยวคมที่แต่งแต้มอย่างมืออาชีพ ผมทรงบ๊อบเทรับกับรูปหน้าดูภูมิฐานและทรงพลัง ข้างกายของฉันมีทนายความฝีมือดีที่สุดของประเทศเดินตามประกบ

มาร์โกอ้าปากค้าง ตาเบิกกว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า โทรศัพท์ในมือของเขาร่วงลงพื้นเสียงดังโครม ส่วนแม่สามีที่เคยยืนด่าฉันฉอด ๆ ถึงกับเข่าอ่อนจนต้องเกาะพนักเก้าอี้ไว้แน่น ใบหน้าของทั้งคู่ซีดเผือดราวกับเห็นผีในเวลากลางวัน

“ซ…โซเฟีย?!” มาร์โกครางเสียงสั่น เผลอก้าวถอยหลัง “เธอ… เธอมาทำอะไรที่นี่? ชุดนี้มันอะไรกัน?”

ฉันไม่ตอบคำถามโง่ ๆ ของเขา ฉันเดินไปนั่งที่เก้าอี้ประธานตำแหน่งหัวโต๊ะอย่างสง่างาม ไขว้ห้างแล้วมองตรงไปที่พวกเขาสองคนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสมเพช

“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะคะ คุณมาร์โก เรเยส” ฉันเอ่ยเสียงเรียบแต่ทรงพลัง “ในฐานะ ประธานกรรมการบริหารสูงสุดของ Cruz Innovation และเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของบริษัทคุณ”

“ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้! นังนี่มันก็แค่แม่ลูกอ่อนไม่มีงานทำ!” แม่สามีกรีดร้องออกมาอย่างลืมตัว “แกไปหลอกเอาเงินใครมาจับเสือมือเปล่า!”

ทนายความของฉันก้าวออกมาข้างหน้าทันที “ระวังคำพูดด้วยครับคุณนายเรเยส ลูกความของผมคือผู้ถือสิทธิบัตรซอฟต์แวร์การแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ และตอนนี้เธอมีอำนาจเด็ดขาดในการสั่งฟ้องล้มละลายหรือยึดทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัวพวกคุณ… รวมถึงคอนโดที่คุณอาศัยอยู่ด้วย”

คำว่า ‘ยึดทรัพย์’ ทำให้แม่สามีแทบเป็นลมล้มพับลงไปกับพื้น ส่วนมาร์โกหน้าถอดสี เขาถลาเข้ามาหาฉันที่โต๊ะ พยายามจะเอื้อมมือมากุมมือฉัน แต่วิชวลการ์ดของฉันก้าวมาขวางไว้ทันที

“โซเฟีย… ผมขอโทษ! วันนั้นผมแค่เครียดเรื่องงาน” มาร์โกร้องไห้ออกมาด้วยความกลัวตาย “เราเป็นสามีภรรยากันนะ โซเฟีย… ลูกของเรายังต้องการพ่อนะครับ ผมจะให้แม่ย้ายออกไปวันนี้เลย! ผมจะล้างขวดนมให้ลูกทุกวันเอง! ได้โปรดเถอะ…”

ฉันมองผู้ชายที่เคยบอกว่า ‘แม่ฉันไม่มีหน้าที่ต้องมาดูแลเธอ’ มองผู้ชายที่ปล่อยให้ฉันติดไข้และแผลอักเสบโดยไม่เหลียวแลมอง

“หน้าที่พ่อ… นายหมดไปตั้งแต่วันที่ 42 ที่นายปล่อยให้ลูกอดยืนมองกองขวดนมสกปรกแล้ว ลูคัส” ฉันยิ้มบาง ๆ ยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลปัดไปตรงหน้าเขา

“นี่คือเอกสารฟ้องหย่า และคำสั่งศาลขอสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียว พร้อมใบแจ้งหนี้ค่าสินไหมทดแทนที่ฉันเลี้ยงดูลูกคนเดียวตลอดสามเดือนที่ผ่านมา เซ็นซะ… แล้วฉันจะพิจารณาผ่อนผันการยึดทรัพย์คอนโดให้พวกนายมีที่ซุกหัวนอนต่อไป”

มาร์โกมองเอกสารตรงหน้าสลับกับมองฉัน น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลพราก เขารู้ดีว่าเขาไม่มีทางสู้ผู้หญิงที่คุมชะตาชีวิตและธุรกิจของเขาได้อีกต่อไปแล้ว

ฉันลุกขึ้นยืน จัดเสื้อสูทให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินผ่านพวกเขาสองคนที่นั่งหมดสภาพอยู่บนพื้นห้องประชุม โดยไม่คิดจะหันกลับไปมองอดีตอันเน่าแฟะอีกเลย

ต่อจากนี้ไป ชื่อของฉันคือ โซเฟีย ครูซ นักธุรกิจหญิงผู้ทรงอิทธิพล และคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่แข็งแกร่งที่สุด… ผู้ที่ไม่มีใครหน้าไหนจะมาดูถูกได้อีกตลอดกาล