Posted in

สามีบอกว่าจะไปทำงานต่างประเทศ แต่ทันทีที่ฉันเห็นตั๋วเครื่องบินใบที่สอง ฉันก็รีบอายัดเงิน 8,800,000 บาทในบัญชีร่วมทันที*

*สามีบอกว่าจะไปทำงานต่างประเทศ แต่ทันทีที่ฉันเห็นตั๋วเครื่องบินใบที่สอง ฉันก็รีบอายัดเงิน 8,800,000 บาทในบัญชีร่วมทันที**

เกือบเที่ยงคืนแล้วกว่าฉันจะช่วยสามีจัดกระเป๋าเสร็จ

กระเป๋าเดินทางใบใหญ่สามใบเรียงอยู่กลางห้องนั่งเล่น

เขาบอกว่างานชิ้นนี้สำคัญมาก

อย่างน้อยเขาต้องไปอยู่ต่างประเทศสามปีจึงจะได้กลับบ้าน

ฉันค่อย ๆ พับเสื้อผ้าทุกชิ้น เตรียมยาแก้หวัด ยาแก้ปวดท้อง และยังแอบใส่กาแฟซองยี่ห้อโปรดของเขาลงไปด้วย

เขายืนมองฉันอยู่ห่าง ๆ

ก่อนจะเดินเข้ามากอดจากด้านหลัง

“เธอนี่ช่างเอาใจใส่จริง ๆ”

ฉันยิ้ม

“ดูแลตัวเองดี ๆ นะ”

เขาจูบที่เส้นผมของฉัน

“ฉันไม่รู้เลยว่าจะใช้ชีวิตยังไงถ้าไม่มีเธอ”

ถ้าเป็นเมื่อสามปีก่อนแต่งงาน

ฉันคงเชื่อคำพูดนั้น

แต่ตอนนี้…

ทุกอย่างฟังดูเหมือนเรื่องตลก

เพราะเมื่อคืน เพื่อนสนิทของฉันส่งบางอย่างมาให้

เป็นภาพหน้าจอ

รายชื่อผู้โดยสาร

ชื่อแรกคือสามีของฉัน

ส่วนชื่อที่สอง…

เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานบริษัทเดียวกับเขา

ผู้หญิงที่เขาเคยแนะนำกับฉันว่า

“ก็แค่พนักงานธรรมดา”

ฉันไม่โวยวาย

ไม่ถามอะไรเลย

ยังคงช่วยจัดกระเป๋าให้เขาเหมือนภรรยาที่แสนดี

เช้าวันรุ่งขึ้น

แม่สามีมาถึงแต่เช้า

เธอคอยกำชับลูกชายไม่หยุด

“ดูแลตัวเองดี ๆ นะ”

“ถ้าเงินไม่พอ โทรมาทันที”

“เรื่องการเงินที่บ้าน เดี๋ยวภรรยาจัดการเอง”

จากนั้นเธอก็มองมาที่ฉัน

ด้วยสายตาที่เหมือนกำลังเตือน

“ห้ามแตะบัญชีร่วมเด็ดขาด”

“เงินก้อนนั้นเอาไว้ใช้ตอนลูกชายฉันอยู่ต่างประเทศ”

ฉันพยักหน้า

“ค่ะ”

เธอดูพอใจ

แต่เธอไม่รู้ว่าเมื่อคืน

ฉันเตรียมเอกสารทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว

เธอไม่รู้ว่าบัญชีนั้นมีเงินมากกว่า **8,800,000 บาท**

และเธอก็ไม่รู้ว่า…

เกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเงินทั้งหมด

เป็นเงินที่ฉันหามาเอง

ตลอดชีวิตแต่งงาน

ฉันคือคนขยายธุรกิจของครอบครัว

ฉันคือคนปิดดีลสัญญามูลค่ามหาศาล

ฉันคือคนใช้หนี้ก้อนโตที่เขาแอบซ่อนไว้

แม้แต่บ้านหลังนี้

ก็ซื้อด้วยเงินเก็บของฉันตั้งแต่ก่อนแต่งงาน

แต่ในสายตาของพวกเขา…

ฉันก็เป็นแค่ภรรยาที่ต้องเชื่อฟัง

ระหว่างทางไปสนามบิน

สามีของฉันส่งข้อความตลอดเวลา

เขายิ้มให้โทรศัพท์ไม่หยุด

ฉันไม่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนั้นมานานแล้ว

รอยยิ้มที่ไม่ได้มอบให้ฉัน

เมื่อถึงสนามบิน…

ฉันเห็นเธอ

ผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ในร้านกาแฟ

สวมหมวกและแว่นกันแดด

แต่ฉันจำเธอได้

เพราะผ้าพันคอของเธอ

เป็นผืนเดียวกับในรูปโปรไฟล์โซเชียลมีเดีย

ไม่นาน โทรศัพท์ของสามีก็ดังขึ้น

เขาหันไปมองทางร้านกาแฟ

สายตาของทั้งคู่สบกัน

เพียงหนึ่งวินาที

แต่มันก็มากพอแล้ว

ในที่สุดฉันก็เข้าใจว่า

ชีวิตแต่งงานแปดปีของเรา

สูญเปล่าขนาดไหน

หลังเช็กอินเสร็จ

เขาเข้ามากอดฉัน

“รอฉันนะ”

“พอฉันกลับมา ชีวิตของเราจะดีขึ้น”

ฉันมองหน้าเขา

เป็นครั้งแรก…

ที่ฉันไม่เห็นผู้ชายที่เคยรัก

เห็นเพียงคนโกหก

“ได้สิ”

ฉันยิ้ม

“ฉันจะรอคุณ”

เขาดูโล่งใจ

เขาคิดว่าทุกอย่างยังปลอดภัย

ภรรยาของเขายังโง่เหมือนเดิม

เงินยังอยู่ครบ

และอีกสามปี

เขาก็จะกลับมาเอาทุกอย่างไป

แต่เขาไม่รู้ว่า…

ฉันเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว

ทันทีที่เขาเดินผ่านด่านตรวจความปลอดภัย

ฉันก็เช็ดน้ำตา

แล้วเปิดโทรศัพท์

มีข้อความจากเพื่อนส่งเข้ามา

“เขาเข้าไปแล้ว”

“ทั้งสองคนนั่งติดกัน”

ฉันเปิดแอปธนาคาร

ยอดเงินในบัญชีร่วม

**9,100,000 บาท**

ฉันโทรหาธนาคารทันที

“ฉันต้องการปิดบัญชีร่วมค่ะ”

สิบห้านาทีต่อมา

ในห้องรับรอง VIP ของธนาคาร

“คุณผู้หญิงแน่ใจหรือคะ?”

“แน่ใจค่ะ”

“กรุณาโอนเงินทั้งหมดเข้าบัญชีส่วนตัวของฉัน”

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

ยอดเงินในบัญชีร่วม

**0 บาท**

โทรศัพท์ของฉันสั่นทันที

สายที่ไม่ได้รับสิบสายจากสามี

“คุณทำอะไรลงไป?!”

“ทำไมบัญชีถึงถูกอายัด?!”

ฉันยิ้ม

ในที่สุด

ฉันก็หายใจได้เต็มปอดเสียที

แต่แล้ว…

ก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามา

เป็นรูปถ่าย

เขากับผู้หญิงคนนั้นอยู่บนเครื่องบิน

“น่าสงสารคุณจัง”

ฉันบันทึกรูปนั้นไว้

แล้วส่งต่อไปยังอีเมลของฝ่ายตรวจสอบภายในบริษัทที่สามีทำงานอยู่

เพราะเมื่อสองเดือนก่อน…

ฉันค้นพบความลับครั้งใหญ่

ความลับที่สามารถทำลายอนาคตในหน้าที่การงานของเขาได้

และหลักฐานทั้งหมดนั้น

ยังอยู่ในแฟลชไดรฟ์ USB

ที่เขาคิดว่าทำลายทิ้งไปแล้ว

ทันใดนั้น

สายวิดีโอคอลก็ดังขึ้น

จากผู้หญิงคนนั้น

ฉันกดรับ

ก่อนที่เธอจะทันพูดอะไร…

ก็ได้ยินเสียงพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินดังขึ้น

“คุณผู้ชายคะ กรุณามากับพวกเราด้วยค่ะ”

มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งปรากฏตัวด้านหลังพวกเขา

ใบหน้าของสามีซีดเผือดในทันที

ฉันยิ้มบาง ๆ

เพราะว่า…

ของขวัญที่ฉันเตรียมไว้

เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น…

นี่คือฉากจบที่สะใจ เด็ดขาด และเป็นการปิดบัญชีแค้นอย่างสมบูรณ์แบบของผู้หญิงที่ฉลาดและเหนือกว่าค่ะ:

หน้าจอวิดีโอคอลสั่นไหวอย่างรุนแรง เสียงกรีดร้องเบา ๆ ของมีอาดังเล็ดลอดออกมาผ่านลำโพง โทรศัพท์ในมือของเธอเอียงจนฉันเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดได้อย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสองนายและตัวแทนของสายการบินกำลังยืนคุมตัวไคล์ ชายผู้เป็นสามีของฉันที่บัดนี้ตัวสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาซีดเผือดจนไร้สีเลือด

“คุณผู้ชายคะ มีรายงานด่วนจากเบื้องบนว่าคุณมีพฤติกรรมเข้าข่ายยักยอกทรัพย์สินของบริษัท และกำลังพยายามหลบหนีออกนอกประเทศ ทางเราจำเป็นต้องขอเชิญตัวคุณและผู้ติดตามลงจากเครื่องบินเพื่อไปให้ปากคำเดี๋ยวนี้ค่ะ” เสียงพนักงานต้อนรับประกาศอย่างเฉียบขาด

ไคล์พยายามจะขัดขืน เขาตะโกนลั่นเครื่องบิน “ไม่จริง! มีการเข้าใจผิด ผมกำลังจะไปทำงานต่างประเทศตามคำสั่งบริษัท!”

แต่ในวินาทีนั้น ไคล์เหลือบไปเห็นว่ามีอากำลังถือสายวิดีโอคอลค้างไว้กับฉัน ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและเข้าใจทุกอย่างในทันที เขาพุ่งเข้ามาตะกอกใส่หน้าจอโทรศัพท์ “รดา! เธอทำอะไรลงไป?! สั่งให้พวกเขาหยุดเดี๋ยวนี้!! เงินในบัญชีหายไปไหนหมด?!”

ฉันมองดูภาพความพินาศของคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เยือกเย็นที่สุดในชีวิต

“ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะไคล์… ฉันแค่ส่งแฟลชไดรฟ์หลักฐานที่คูณยักยอกเงินบริษัทไปปรนเปรอชู้รักตลอดสองปีที่ผ่านมา ให้กับประธานกรรมการบริหารโดยตรง เงิน 8,800,000 บาทที่คุณบอกให้ฉันดูแล… มันไม่เคยเป็นของคุณเลยสักบาทเดียว มันคือเงินของฉัน และตอนนี้มันกลับมาอยู่กับเจ้าของที่แท้จริงแล้ว… ขอให้สนุกกับ ‘คุก’ ที่ต่างประเทศนะคะ”

ฉันกดตัดสายทันทีโดยไม่รอฟังเสียงร้องอ้อนวอนหรือเสียงกรีดร้องสติแตกของพวกเขาทั้งสองคน

ความพินาศของคนโลภ

ไม่ถึงสามสิบนาทีต่อมา โทรศัพท์ของฉันก็แผดเสียงดังลั่นอีกครั้ง คราวนี้เป็นชื่อของ แม่สามี

ทันทีที่กดรับ เสียงแหลมสูงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและตื่นตระหนกก็ดังทะลุออกมา “นังรดา! แกทำอะไรกับลูกชายฉัน?! ตำรวจโทรมาบอกว่าไคล์ถูกจับที่สนามบินข้อหายักยอกทรัพย์ล้านกว่าบาท! แล้วเงินในบัญชีร่วมทำไมกลายเป็นศูนย์?! แกกล้าดียังไงถึงอายัดเงินลูกชายฉัน!!”

ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ น้ำเสียงเรียบเฉยแต่ทรงพลัง “คุณแม่คะ… ลืมไปแล้วเหรอคะว่าคุณแม่สั่งฉันเองว่า ‘ห้ามแตะบัญชีร่วมเด็ดขาด’ ฉันก็ไม่ได้แตะเงินของไคล์เลยค่ะ เพราะในบัญชีนั้นไม่มีเงินของเขาแม้แต่สลึงเดียว! เงินทั้งหมดเก้าล้านกว่าบาทเป็นเงินจากน้ำพักน้ำแรงของฉันที่ขยายธุรกิจให้ครอบครัวคุณ!”

“แก! นังเนรคุณ! ถ้าไม่มีลูกชายฉัน แกจะมีวันนี้เหรอ?!” เธอร้องกรี๊ด

“ถ้าไม่มีลูกชายคุณ… ฉันคงรวยกว่านี้และไม่ต้องมานั่งล้างหนี้พนันให้เขาเป็นล้าน ๆ ค่ะ” ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกสุดท้าย “อ้อ… แล้วบ้านหลังที่คุณกำลังนั่งสั่งการอยู่ตอนนี้ โฉนดก็เป็นชื่อของฉันที่ซื้อไว้ก่อนแต่งงาน ฉันให้เวลาคุณแม่และคนในตระกูลของคุณ 24 ชั่วโมง เก็บขยะของพวกคุณแล้วไสหัวออกไปจากบ้านของฉัน ไม่อย่างนั้นฉันจะให้ทนายความแจ้งความข้อหาบุกรุกและขับไล่ให้อับอายขายหน้ากันทั้งตระกูล!”

ฉันกดวางสายและบล็อกเบอร์ของเธอทันทีอย่างไม่ใยดี

บทสรุปแห่งอิสรภาพ

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา… ทุกอย่างถูกชำระล้างจนสะอาดหมดจด

ไคล์ถูกดำเนินคดีข้อหายักยอกทรัพย์สินของบริษัทในสถานหนัก เนื่องจากหลักฐานในแฟลชไดรฟ์ของฉันแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด อนาคตในหน้าที่การงานของเขาดับวูบลงทันที และต้องเผชิญกับโทษจำคุกหลายปี ส่วนมีอา ชู้รักของเขาก็ถูกไล่ออกจากบริษัทและถูกตราหน้าว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดจนไม่มีบริษัทไหนกล้ารับเข้าทำงานอีกเลย

แม่สามีที่เคยหยิ่งผยอง ต้องหอบกระเป๋าออกจากบ้านของฉันไปอาศัยอยู่ห้องเช่ารูหนูท้ายซอยด้วยความอับอายและไร้เงินทองประทังชีวิต ตระกูลที่เคยอวดอ้างศักดิ์ศรีกลับล่มสลายลงในพริบตาเพราะความโลภและความทรยศของลูกชายตัวเอง

ฉันยืนอยู่บนระเบียงบ้านหลังใหญ่ที่เป็นของฉันอย่างแท้จริง มองดูคนงานที่กำลังขนย้ายเฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ ที่เคยมีร่องรอยของไคล์ออกไปจนหมด ลมเย็น ๆ พัดผ่านใบหน้า… เป็นครั้งแรกในรอบแปดปีที่ฉันรู้สึกว่าอากาศที่สูดเข้าไปมันช่างบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความสุข

ชีวิตแต่งงานแปดปีอาจจะสูญเปล่า… แต่บทเรียนครั้งนี้ทำให้ฉันรู้ว่า ผู้หญิงที่ฉลาดและพึ่งพาตัวเองได้ ไม่มีวันตกเป็นเหยื่อของคนทรยศ

เงิน 9,100,000 บาทอยู่ในบัญชีส่วนตัว บ้านเป็นของฉัน ธุรกิจเป็นของฉัน และต่อจากนี้ไป… ชีวิตที่ยอดเยี่ยมและไร้เสี้ยนหนามนี้ ก็จะเป็นของฉันคนเดียวตลอดไป!