Posted in

ตอนที่ฉันตั้งครรภ์ได้สามเดือน ครอบครัวของคู่หมั้นบังคับให้ฉันเลือกระหว่างลูกในท้องกับความเชื่อโชคลางของพวกเขา—แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าฉันกำลังตั้งครรภ์แฝด และยังมีความลับที่ใหญ่กว่าซึ่งพวกเขาปกปิดมานาน

ตอนที่ฉันตั้งครรภ์ได้สามเดือน ครอบครัวของคู่หมั้นบังคับให้ฉันเลือกระหว่างลูกในท้องกับความเชื่อโชคลางของพวกเขา—แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าฉันกำลังตั้งครรภ์แฝด และยังมีความลับที่ใหญ่กว่าซึ่งพวกเขาปกปิดมานาน

ฉันตั้งครรภ์ได้สามเดือนตอนที่ตัดสินใจเลิกกับ มิเกล โซเรียโน ผู้ชายที่ฉันเคยคิดว่าจะเป็นสามีในอนาคต

ไม่ใช่เพราะฉันไม่รักเขา

แต่เพราะฉันได้ยินด้วยหูของตัวเองว่าครอบครัวของเขาพร้อมจะกำจัดลูกของฉันออกไปจากโลกนี้ได้ง่ายแค่ไหน—ราวกับว่าเด็กคนนี้เป็นเพียงอุปสรรคทางธุรกิจ เป็นเพียงลางร้ายของบ้านพวกเขา

และสิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่า?

เขาไม่รู้เลยว่าฉันไม่ได้ท้องลูกเพียงคนเดียว

ฉันท้องแฝด

“อเลสซานดรา เธอจะดราม่าอะไรอีก?” มิเกลถามด้วยสีหน้าหงุดหงิด ขณะยืนอยู่ในห้องนั่งเล่นของคอนโดเราที่ BGC “แค่เพราะแม่บอกว่าควรเลื่อนเรื่องมีลูกออกไปก่อนงั้นเหรอ?”

ฉันมองหน้าเขาอยู่นาน

“แค่เพราะงั้นเหรอ?”

เขาถอนหายใจยาว ราวกับว่าฉันเป็นคนสร้างปัญหาให้วันของเขา

“แม่ไม่ได้หมายความแบบนั้น แม่แค่บอกว่าจังหวะเวลามันไม่ดี มีคนทำนายว่าดวงของเด็กไม่เข้ากับดวงของฉัน เธอก็รู้ว่าแม่เชื่อเรื่องพวกนี้”

“แม่ของคุณบอกให้ฉันเอาลูกของเราออก เพราะคำทำนาย”

“แม่ไม่ได้พูดตรงๆ—”

“เธอพูด”

เขาเงียบไป

ตอนนั้นเองที่ฉันรู้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีคำตอบ แต่เพราะเขารู้ว่าฉันพูดถูก และสำหรับเขา การเรียกฉันว่าใช้อารมณ์มันง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับครอบครัวตัวเอง

“กลับไปพักในห้องก่อนเถอะ” เขาพูด “ฉันจะคุยกับแม่เอง”

ฉันไม่ตอบ

เขาหันหลังไปเมื่อโทรศัพท์ดังขึ้น

“เจสซ่า” เขาพูดเบาๆ ก่อนเดินออกไปเล็กน้อย “อืม ฉันจัดการเอง จองตั๋วไปภูเก็ตสองใบสุดสัปดาห์นี้ได้เลย เธอต้องการพักผ่อน”

ฉันหลับตาลง

“เธอ” ที่เขาพูดถึง ไม่ใช่ฉัน

เจสซ่า เวอร์การา

เพื่อนสนิทสมัยเด็กของเขา ผู้หญิงที่เพิ่งกลับมาจากสิงคโปร์เมื่อสองเดือนก่อนตามที่เขาบอก ผู้หญิงที่มักจะอยู่ตรงกลางของทุกปัญหาระหว่างเรา ทั้งที่ฉันยังไม่เคยพบเธอด้วยซ้ำ

หลังจากวางสาย เขากลับมาหาฉันราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ไว้ค่อยคุยกันวันหลัง ฉันเหนื่อยแล้ว”

ฉันพยักหน้า

คืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่ฉันยอมให้เขาคิดว่าเขาจะกลับมาหาฉันเมื่อไรก็ได้ตามใจ

เช้าวันต่อมา ฉันโทรหาป้าลอร์น่าที่แคนาดา

“ป้าคะ” ฉันพูดพลางมองภาพอัลตราซาวด์บนโต๊ะ “ช่วยหนูจัดการเรื่องเดินทางออกนอกประเทศที”

ป้าไม่ถามอะไรมาก

“ลูกจะไปพร้อมเด็กด้วยไหม?”

ฉันลูบท้องตัวเอง

“หนูจะไปพร้อมลูกๆ ของหนู”

ฉันยังไม่ได้บอกมิเกลว่าฉันท้องแฝด ฉันเพิ่งรู้เรื่องนี้ในเช้าวันเดียวกัน ก่อนที่เขาจะมองฉันเหมือนเป็นปัญหาชิ้นหนึ่ง

ถ้าครอบครัวโซเรียโนไม่ต้องการลูกของฉัน ฉันก็จะไม่ยัดเยียดพวกเขาให้ใคร

ลูกจะใช้นามสกุลของฉัน

และนับจากวันนี้ พวกเขาจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับครอบครัวนั้นอีก

ขณะที่กำลังเก็บกระเป๋า คำขอเป็นเพื่อนก็เด้งขึ้นมาบนโทรศัพท์

Jessa Vergara:
สวัสดีค่ะพี่อเลสซานดรา ฉันชื่อเจสซ่า มิเกลให้ข้อมูลติดต่อพี่มา เขาบอกว่าบางทีฉันควรไปอยู่เป็นเพื่อนพี่ จะได้ไม่เหงา

ฉันจ้องหน้าจอ

แต่ไม่ได้กดรับ

ฉันเก็บพาสปอร์ต เอกสารการแพทย์ เอกสารธนาคาร และผลอัลตราซาวด์ใส่ซองสีน้ำตาลต่อ

ช่วงบ่าย มาร่า เพื่อนสนิทของฉันมาถึง เมื่อเห็นกระเป๋าเดินทางสองใบในห้องนั่งเล่น เธอก็ไม่ถามเลยว่าฉันพูดจริงหรือไม่

“จะไปไหน?”

“ไปแคนาดาก่อน ไปอยู่กับป้าลอร์น่า”

“มิเกลรู้ไหม?”

“เขารู้ว่าฉันอยากเลิก แต่ไม่รู้ว่าฉันจะไป”

“แล้วเด็ก?”

“ฉันจะพาไปด้วย”

เธอเดินเข้ามาเห็นกระดาษในมือฉัน แล้วหยุดชะงัก

“อเลสซ่า… แฝดเหรอ?”

ฉันพยักหน้า

“เขารู้ไหม?”

“ไม่”

“จะไม่บอกเขาจริงๆ เหรอ?”

ฉันมองภาพอัลตราซาวด์

“แค่ลูกคนเดียว พวกเขายังไม่ยอมรับเลย แล้วจะมีอะไรเปลี่ยนไปถ้ารู้ว่ามีสองคน?”

มาร่าไม่พูดอะไรอีก

เธอช่วยฉันเก็บของ พับเสื้อผ้าทีละตัวอย่างเงียบๆ ราวกับกลัวว่าคำพูดผิดเพียงคำเดียวจะทำให้ฉันพังทลาย

หลังจากเธอกลับ ฉันนั่งลงบนโซฟา วางมือลงบนท้องแล้วกระซิบว่า

“แม่จะไม่ทิ้งพวกลูก”

สามทุ่ม มิเกลกลับมาถึง

เขาเห็นกระเป๋าเดินทางที่ประตูทันที

“จะไปไหน?”

“ไปอยู่โรงแรมสักสองสามวัน”

เขาเดินเข้ามาจับไหล่ฉัน แต่ฉันถอยหนี

เขาขมวดคิ้ว

“ยังโกรธอยู่เหรอ? ฉันบอกแล้วว่าจะคุยกับแม่”

“ซุปที่เจสซ่าส่งมา คุณเป็นคนให้ที่อยู่ฉันกับเธอใช่ไหม?”

เขาชะงักไปครู่หนึ่ง

“เธอแค่อยากใจดี เจสซ่าเป็นคนดี ฉันรู้จักเธอมานาน บางทีถ้าพวกเธอสนิทกัน—”

“คุณให้ที่อยู่บ้านเรากับผู้หญิงที่ฉันไม่รู้จัก”

“ไม่รู้จักเหรอ? ฉันพูดถึงเธอตั้งหลายครั้ง”

“แต่คุณไม่เคยถามฉัน”

“โอเค ครั้งหน้าฉันจะถาม อย่าเพิ่งไปเลย”

“ทริปภูเก็ตของพวกคุณยังไปอยู่ไหม?”

เขาเงียบ

สามวินาที

แต่มันก็มากพอแล้ว

“ตั๋วจองไปแล้ว” เขาตอบ “ยกเลิกกะทันหันก็คงไม่ดี เจสซ่ากำลังมีปัญหาชีวิต”

ฉันยิ้ม

ไม่ใช่เพราะมันตลก

แต่เพราะตอนนั้นฉันแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างจบลงจริงๆ

“งั้นก็ไปเถอะ”

ฉันลากกระเป๋า แต่เขาขวางประตูไว้

“อเลสซานดรา เธอยังอยากรักษาความสัมพันธ์นี้อยู่ไหม?”

ฉันเงยหน้ามองเขา

“มิเกล แม่ของคุณบอกให้ฉันเอาลูกออก คุณบอกว่าฉันดราม่า คุณให้ที่อยู่ฉันกับผู้หญิงคนอื่น คุณหาว่าฉันหึงไม่มีเหตุผล คุณจองทริปกับเธอทั้งที่ฉันท้องอยู่ คุณบอกว่าฉันงี่เง่า บอกฉันหน่อยสิ… อะไรคือเรื่องสำคัญสำหรับคุณ?”

เขาตอบไม่ได้

โทรศัพท์ดังขึ้น

ฉันเห็นชื่อบนหน้าจอ

Jessa Calling

เขามองฉัน ก่อนมองโทรศัพท์

“ช่วงนี้เธอนอนไม่หลับ ฉันขอรับสายแป๊บ”

เขาเดินออกไปที่ระเบียง

ฉันยังได้ยินเสียงเขาผ่านประตูกระจก

“เจส? เป็นอะไรอีก นอนไม่หลับเหรอ?”

และนั่นคือวินาทีที่ฉันเดินออกจากคอนโด

ฉันไม่รอให้เขาคุยจบ

ในลิฟต์ ฉันส่งข้อความหาป้าลอร์น่า

ขอวีซ่าด่วนค่ะ

ป้าตอบกลับทันที

รับทราบ

เช้าวันต่อมา ฉันตื่นขึ้นในโรงแรม

ยังไม่ทันกินอาหารเช้าเสร็จ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น

เป็น เซเลสตินา โซเรียโน แม่ของมิเกล

“อเลสซานดรา” เธอเปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เธอกำลังบังคับลูกชายฉัน”

“สวัสดีค่ะ คุณเซเลสตินา”

เธอเงียบไป

“เมื่อกี้เธอเรียกฉันว่าอะไร?”

“ไม่ควรเรียกคุณว่าแม่แล้วค่ะ เราเลิกกันแล้ว”

“เลิกกัน?” น้ำเสียงของเธอแข็งขึ้น “ใครเป็นคนตัดสินใจ?”

“ฉันค่ะ”

“แล้วเด็กในท้องล่ะ?”

“ไม่ใช่พวกคุณเองเหรอที่บอกว่าไม่ควรเก็บเขาไว้?”

“นั่นก็เพื่อประโยชน์ของทุกคน อาจารย์รามอนบอกว่าเด็กคนนี้จะนำเคราะห์ร้ายมาสู่ชีวิตของมิเกล”

“ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ควรพาเขาไปให้ไกลจากลูกชายคุณ”

“อย่าเอาเด็กมาใช้ขู่เรา”

“ฉันไม่ได้ขู่ แค่จะจากไป”

“จะไปไหน?”

ฉันไม่ตอบ

หลังวางสาย ไม่นานก็มีคนเคาะประตูห้อง

ฉันคิดว่าเป็นรูมเซอร์วิส

แต่เมื่อเปิดประตูออกไป กลับเห็น เจสซ่า เวอร์การา ยืนอยู่ตรงนั้น

เธอถือกระเป๋าเก็บความร้อนและยิ้มราวกับเราเป็นเพื่อนสนิทกันมานาน

“สวัสดีค่ะพี่อเลสซานดรา ในที่สุดเราก็ได้เจอกัน”

ฉันไม่ถอย

“มิเกลบอกว่าพี่ย้ายมาพักที่นี่ เขาให้ฉันมาเยี่ยม”

“ไม่จำเป็น”

“แต่ฉันมาแล้ว”

เธอยื่นกระเป๋าให้

“ซุปไก่ใส่มะรุม ดีต่อคนท้องนะ”

ฉันไม่รับ

เธอวางมันลงบนพื้น แล้วโน้มตัวเล็กน้อย

“จริงสิ มีอีกเรื่องที่อยากบอก อย่าโกรธมิเกลเลยนะ เมื่อคืนเขาอยู่คอนโดฉันจนตีสอง เขาเครียดมาก มีแค่ฉันที่เขาเล่าเรื่องให้ฟังตั้งแต่เด็ก”

เหมือนมีน้ำเย็นจัดสาดลงกลางอกฉัน

เมื่อคืนสี่ทุ่ม มิเกลยังส่งข้อความมาว่า:

พรุ่งนี้ฉันจะไปรับเธอ เรามาแก้ปัญหานี้ด้วยกัน

แต่หลังจากนั้น เขากลับไปที่คอนโดของเจสซ่า

เจสซ่ายิ้ม ดวงตาอ่อนโยนแต่แฝงความคมกริบ

“อย่าคิดมากนะคะพี่ เราเป็นแค่เพื่อนกัน แต่บางครั้ง… ก็มีคนที่รู้จักเขาดีกว่าผู้หญิงที่กำลังจะแต่งงานกับเขาเสียอีก”

ก่อนที่ฉันจะปิดประตู ข้อความจากมาร่าก็เด้งขึ้นมา

อเลสซ่า ฉันเจออะไรบางอย่างแล้ว เจสซ่าไม่ได้เพิ่งคุยกับครอบครัวโซเรียโนแค่สองเดือน ฉันเจอหลักฐานว่าเธอติดต่อกับพวกเขามานานกว่าหนึ่งปี และยังมีเรื่องที่ร้ายกว่านั้นอีก

มือฉันกำโทรศัพท์แน่น

ข้อความถัดมาส่งเข้ามาทันที

ข้อความถัดมาของมาร่าเป็นไฟล์ภาพสแกนเอกสารทางกฎหมายและรูปถ่ายหลายใบ พร้อมข้อความสั้น ๆ ที่ทำให้ฉันแทบหยุดหายใจ:

“เจสซ่าคือลูกสาวนอกสมรสของน้องชายเซเลสตินา! เธอเป็นลูกพี่ลูกน้องทางฝั่งแม่ของมิเกล แต่ที่พีกกว่านั้นคือ ครอบครัวโซเรียโนกำลังจะล้มละลายเพราะแชร์ลูกโซ่และการฟอกเงินของบริษัทในเครือ และคนที่จะช่วยอุดรอยรั่วนี้ได้คือต้องใช้สินเดิมจากตระกูลของเธอ! อเลสซ่า… ยายแม่มดเซเลสตินาไม่ได้กลัวเรื่องความเชื่อโชคลางหรอก! ยายนั่นจ้างหมอดูหน้าเงินมาแต่งเรื่องลางร้ายขึ้นมา เพราะต้องการบีบให้เธอทำแท้งและเลิกกับมิเกล เพื่อที่มิเกลจะได้แต่งงานหลอก ๆ กับเจสซ่า แล้วดึงเงินมรดกสายตรงของฝั่งนู้นมาฟอกขาวพยุงธุรกิจ!”

ฉันยืนนิ่งอยู่หลังบานประตูห้องพักโรงแรม สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ความจริงอันโสโครกถูกเปิดเผยอย่างหมดเปลือก

ที่แท้เรื่อง “ดวงเด็กนำเคราะห์ร้าย” ก็เป็นแค่ละครฉากใหญ่ที่ตระกูลโซเรียโนร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อกำจัดฉันและลูกอย่างถูกศีลธรรม ส่วนมิเกล… ชายผู้แสนดีของฉัน ไม่ว่าเขาจะรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่ ความหูเบาและการนอกใจของเขาก็ทำให้เขาหมดความชอบธรรมในการเป็นพ่อคนไปตั้งแต่วินาทีนี้แล้ว

สามวันต่อมา ณ สนามบินนานาชาตินินอย อากีโน

ฉันในชุดคลุมท้องสีเบจเรียบหรู กำลังนั่งรอเวลาขึ้นเครื่องเพื่อบินตรงสู่แคนาดา กระเป๋าเดินทางทุกใบถูกโหลดใต้เครื่องเรียบร้อยแล้ว ในมือของฉันมีเพียงพาสปอร์ต ตั๋วเครื่องบิน และซองเอกสารสีน้ำตาลใบเดิม

ตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อฉัน

“อเลสซานดรา!”

มิเกลวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ใบหน้าของเขาซูบเซียวและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ข้างหลังเขาคือเซเลสตินาที่เดินตามมาด้วยสีหน้าเย่อหยิ่งไม่เปลี่ยน และเจสซ่าที่แสร้งทำเป็นเกาะแขนมิเกลด้วยท่าทางเป็นห่วง

“เธอจะไปไหน?! ป้าลอร์น่าบอกว่าเธอจะย้ายไปแคนาดาถาวร! ทำไมทำอะไรไม่บอกฉันเลย!” มิเกลตวาดถาม เสียงของเขาทำให้คนรอบข้างเริ่มหันมามอง

ฉันลุกขึ้นยืนช้า ๆ สบตาเขานิ่ง “เราเลิกกันแล้ว มิเกล ฉันจะไปไหน มันก็ไม่ใช่เรื่องของคุณอีกต่อไป”

“แต่เธอท้องลูกของฉันอยู่!” เขาพยายามจะคว้าข้อมือฉัน แต่ฉันเบี่ยงตัวหลบอย่างรังเกียจ

เซเลสตินาก้าวมายืนข้างลูกชายแล้วแค่นยิ้มเย็น “ปล่อยให้ไปเถอะมิเกล ผู้หญิงหน้าเงินที่เอาลูกมาเป็นตัวประกันแบบนี้ เลี้ยงไปก็มีแต่จะล่มจม อาจารย์รามอนบอกแล้วว่าเด็กในท้องคนนี้จะทำให้ตระกูลเราพินาศ ถ้าหล่อนอยากจะไปเป็นซิงเกิลมัมอนาถาที่ต่างประเทศก็ปล่อยหล่อนไป!”

เจสซ่าแสร้งทำเป็นห้าม “คุณป้าคะ อย่าพูดแรงแบบนั้นเลยค่ะ พี่อเลสซ่าคงแค่กำลังน้อยใจ… แต่พี่คะ เพื่ออนาคตของมิเกลและบริษัท พี่ปล่อยเขาไปเถอะนะ”

ฉันมองหน้าคนทั้งสามคน… คนหนึ่งโง่เขลา คนหนึ่งละโมบ และอีกคนหนึ่งคือจอมลวงโลก

ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะเปิดซองสีน้ำตาลในมือ แล้วหยิบเอกสารชุดหนึ่งยื่นไปตรงหน้ามิเกล

“ลูกของคุณงั้นเหรอ?” ฉันยิ้ม “มิเกล… อ่านนี่ซะ”

มิเกลรับใบตรวจร่างกายและผลอัลตราซาวด์ฉบับล่าสุดไปเปิดดู ดวงตาของเขาเบิกกว้างขยายขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบถลนออกจากเบ้า มือของเขาสั่นระริกจนแผ่นกระดาษแทบหลุดปลิว

“นี่มัน… แฝด? เธอท้องแฝดเหรออเลสซ่า?!” เสียงของเขาเบาหวิวราวกับคนละเมอ

เซเลสตินาหน้าถอดสี รีบแย่งกระดาษในมือลูกชายไปดู ทันทีที่เห็นภาพทารกตัวน้อยสองคนในครรภ์อย่างชัดเจน ชายชราที่เคยอวดดีก็ถึงกับอ้าปากค้าง เพราะในความเชื่อของตระกูลพวกเขานั้น การได้ลูกแฝดชายหญิงคือมหาโชคลาภสูงสุดที่จะนำความเจริญรุ่งเรืองมาให้วงศ์ตระกูล… แต่คำทำนายกำมะลอของพวกเขากลับบอกว่านี่คือลางร้าย

“ไม่จริง… เป็นไปไม่ได้…” เซเลสตินาพึมพำ สีหน้าซีดเผือด

“ยังไม่หมดหรอกค่ะ” ฉันยื่นเอกสารอีกชุดหนึ่งให้เซเลสตินาโดยเฉพาะ “นี่เป็นหลักฐานการทำธุรกรรมทางการเงินของบริษัทคุณ รวมไปถึงเอกสารยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดของเจสซ่ากับน้องชายของคุณด้วย… ฉันส่งมันทั้งหมดให้ทางกรมพิจารณาคดีพิเศษ (NBI) เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เมื่อสามสิบนาทีก่อน”

คำพูดของฉันเหมือนระเบิดเวลาที่ทำงานทันที

เจสซ่าหน้าซีดลงทันตาเห็นและก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ส่วนเซเลสตินาถึงกับทรุดฮวบลงไปนั่งกับพื้นสนามบินอย่างไร้เกียรติ

“อเลสซ่า… นี่มันเรื่องอะไรกัน? เจสซ่า… แม่?” มิเกลหันไปมองรอบตัวอย่างคนโง่ที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นแค่หมากในกระดานของแม่และชู้รัก

“มิเกล คุณอยากรู้ใช่ไหมว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับฉัน?” ฉันเก็บเอกสารที่เหลือเข้าซอง เชิดหน้าขึ้นอย่างสง่างาม “ลูก ๆ ของฉันสำคัญที่สุด และพวกเขาจะไม่มีวันมีพ่อที่หูเบา นอกใจ และมีครอบครัวที่เน่าเฟะแบบพวกคุณ นามสกุล ‘โซเรียโน’ ของพวกคุณ… เตรียมตัวจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อาชญากรรมทางการเงินได้เลย”

“ผู้โดยสารเที่ยวบินที่จะเดินทางไปแวนคูเวอร์…” เสียงประกาศเรียกขึ้นเครื่องดังขึ้น

ฉันหันหลังให้พวกเขาทันที โดยไม่สนเสียงกรีดร้องของเซเลสตินา หรือเสียงตะโกนร้องไห้อ้อนวอนของมิเกลที่ไล่หลังมา

เมื่อเดินผ่านประตูเกตเข้ามา ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน แสงแดดสะท้อนปีกเครื่องบินเป็นประกายงดงาม ฉันลูบท้องตัวเองเบา ๆ ด้วยความรักทั้งหมดที่มี

พวกคุณอยากเลือกความเชื่อโชคลางและเงินสกปรก ก็จงอยู่กับมันไปในคุก

ส่วนฉันและลูกแฝดทั้งสองคน… เรากำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่แท้จริง ในโลกที่ไม่มีวันมีพวกคุณอยู่รอบกายอีกต่อไป