ไม่คาดคิดเลยว่า… การกลับมาเจอกันอีกครั้งที่โรงพยาบาล จะเปิดเผยความลับที่ฉันซ่อนไว้ตลอดสามปี
คืนนั้นลูกชายของฉันไข้ขึ้นสูงมาก ฉันจึงรีบพาร่างที่ตัวร้อนจี๋ของเขาฝ่าสายฝนที่ตกกระหน่ำไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่าน**สุขุมวิท**
แต่ไม่ใช่เสียงของเครื่องมอนิเตอร์ หรือกลิ่นอับของน้ำยาฆ่าเชื้อหรอกที่ทำให้ฉันต้องชะงักไปตรงโถงทางเดินห้องฉุกเฉิน…
หากแต่เป็นคุณหมอที่กำลังก้มหน้าก้มตาเขียนชาร์ตไข้อยู่ตรงหน้าฉัน
**หมอเอเดรียน เรเยส (Adrian Reyes)**
ผู้ชายที่จู่ๆ ก็หายไปจากชีวิตของฉันเมื่อสามปีก่อน… ในวันแต่งงานของเรานั่นเอง
เขาสะดุ้งและเงยหน้าขึ้นมอง
ปากกาในมือของเขาหยุดชะงักลงทันที
เราต่างตกอยู่ในความเงียบงันไปหลายวินาที
ภายนอกห้องฉุกเฉินเด็ก เสียงสายฝนยังคงซัดสาดกระทบกระจกหน้าต่างของโรงพยาบาลอย่างไม่ขาดสาย
เอเดรียนมองไปที่เด็กชายที่กำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของฉัน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า:
“ลูกคุณเหรอ?”
ฉันกระชับผ้าห่มที่ห่อตัว **”เคน” (Ken)** ให้แน่นขึ้น
“เปล่าค่ะ… ลูกของเพื่อนบ้าน”
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าของเด็กชายอยู่นาน
จากนั้นเขาก็คลี่ยิ้มออกมาบางๆ
“หน้าตาเหมือนผมตอนเด็กๆ เลยนะ”
ฉันหลุดหัวเราะออกมาด้วยความหงุดหงิด
“คุณมั่นใจในตัวเองเกินไปแล้วค่ะ คุณหมอเอเดรียน”
เขาไม่ได้ตอบอะไร
เขาเพียงแค่ก้มลงวัดไข้ลูกชายของฉันอย่างเงียบๆ
“39.6 องศา ต้องรีบช่วยลดไข้ด่วนเลยครับ”
น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบและอบอุ่นเหมือนในวันวาน… เหมือนตอนที่เขาเคยโอบกอดฉันในห้องสมุดมหาวิทยาลัยย่าน**รังสิต** ตอนที่ฉันเป็นลมล้มพับไปด้วยความเหนื่อยล้า
ฉันเกลียดตัวเองเหลือเกินที่ยังคงจำช่วงเวลาเหล่านั้นได้แม่นยำขนาดนี้
ในขณะที่พยาบาลกำลังเตรียมสายน้ำเกลือ เคนก็ร้องไห้โฮออกมาด้วยความกลัวเข็ม
ฉันรีบกอดเขาไว้ทันที
“ทำตัวดีๆ นะครับคนเก่ง… เคนของแม่เป็นเด็กดีนะ…”
มือของเอเดรียนชะงักไปในทันที
“เคน?”
ฉันขมวดคิ้ว
“มีอะไรเหรอคะ?”
เขามองฉันด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยคำถาม
ตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน เขาเคยบอกว่าถ้าวันหนึ่งเขาเกิดมีลูกชาย เขาจะตั้งชื่อลูกว่า “เคน” ซึ่งเป็นชื่อของน้องชายของเขาที่เสียชีวิตไป
ฉันรีบหลบสายตาของเขาทันที
“มันก็แค่เรื่องบังเอิญค่ะ”
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืน
“เดี๋ยวผมเจาะน้ำเกลือให้เอง”
ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา:
“ไม่จำเป็นต้องบริการพิเศษหรอกค่ะ”
“เส้นเลือดของเด็กเล็กมันหาอยากน่ะครับ” เขาสวมถุงมือพลางพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ผมไม่อยากให้เขาต้องเจ็บตัวหลายรอบ”
ฉันพูดอะไรไม่ออกอีกเลย… เพราะมือของฉันมันเริ่มสั่นเทาไปหมดแล้ว
ตลอดระยะเวลาสองปีในการเป็นซิงเกิลมัม (แม่เลี้ยงเดี่ยว) อยู่ย่าน**ลาดพร้าว** ฉันเรียนรู้ที่จะเข้มแข็งด้วยตัวคนเดียวมาตลอด
ฉันเป็นคนพาเคนไปฉีดวัคซีน
ฉันเป็นคนอดนอนเฝ้าไข้เวลาที่ลูกตัวร้อน
และฉันต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปทำงาน หาเงินตัวเป็นเกลียว ค่ารักษาพยาบาลแต่ละครั้งก็หลายพัน**บาท** ฉันต้องฝากลูกไว้กับเพื่อนบ้านอย่างยากลำบาก
ฉันคิดว่าฉันลืมเอเดรียนไปได้แล้ว…
จนกระทั่งได้เห็นเขาจับมือน้อยๆ ของเคนอย่างทะนุถนอม พร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความอ่อนโยน
และหัวใจของฉันก็กลับมาเจ็บปวดอีกครั้ง
หลังจากให้สายน้ำเกลือเสร็จ ฉันตั้งใจจะพาลูกกลับทันที
แต่เขากลับเรียกฉันไว้
“ลียา (Lia)”
ฉันชะงักไป… นานมากแล้วที่ไม่มีใครเรียกฉันด้วยชื่อนี้
เมื่อก่อน เขาชอบลากเสียงท้ายชื่อยาวๆ ราวกับว่าฉันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีค่าที่สุดในโลกสำหรับเขา
เขาเดินเข้ามาใกล้แล้วยื่นนามบัตรให้
“ถ้าเขาไข้ขึ้นอีก โทรหาผมได้ตลอดเลยนะ”
ฉันไม่รับนามบัตรนั้น
“ไม่จำเป็นค่ะ คราวหน้าฉันคงพาลูกไปโรงพยาบาลอื่น”
มุมปากของเขาขยับยิ้มบางๆ
“คุณยังโกรธผมอยู่ใช่ไหม?”
ฉันแค่นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
“คุณคิดว่าตัวเองสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
แววตาของเขาดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันตา
แต่ในวินาทีนั้นเอง จู่ๆ เคนก็ร้องไห้โยเยออกมาเสียงดัง
ลูกชายของฉันเริ่มเบลอเพราะพิษไข้ มือเล็กๆ คว้าคอเสื้อของฉันไว้แน่น
จากนั้น… เขาก็มองไปที่เอเดรียนด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตา
“คุณพ่อครับ…”
โถงทางเดินทั้งสายเงียบกริบลงในทันที
ตัวฉันแข็งทื่อ… แม้แต่เอเดรียนเองก็อึ้งไปเลย
พยาบาลที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับหันมามองเราเป็นตาเดียว

หัวใจของฉันเต้นรัวราวกับจะระเบิดออกมาด้วยความกลัว
ฉันรีบอุ้มเคนหันหลังเดินหนีทันที
“แกคงจำคนผิดน่ะค่ะ…”
ทว่า… เอเดรียนกลับคว้าข้อมือของฉันไว้แน่น
แววตาของเขาเข้มขึ้นและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“ลียา…” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า “คืนนั้น… คืนก่อนวันแต่งงานของเราที่คลาดกันไป…”
**“ทำไมคุณถึงไม่บอกผม… ว่าคุณท้อง?!”**
แรงบีบที่ข้อมือของเอเดรียนไม่ได้รุนแรง แต่กลับทรงพลังพอที่จะตรึงฉันไว้ให้อยู่กับที่ ราวกับโซ่ตรวนที่ล่ามฉันไว้กับอดีตที่พยายามวิ่งหนีมาตลอดสามปี
น้ำตาที่ฉันพยายามสะกดกลั้นไว้ไหลอาบแก้ม ร่างกายของฉันสั่นสะท้านภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความตัดพ้อ ความเจ็บปวด และความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผยของเขา พยาบาลรอบข้างต่างพากันเลี่ยงเดินออกไปเพื่อให้ความเป็นส่วนตัว แต่บรรยากาศในโถงทางเดินห้องฉุกเฉินกลับยิ่งอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
“บอกไปแล้วมันได้อะไรขึ้นมางั้นเหรอคะ?”
ฉันสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างแรง หันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้ชายที่ทำลายชีวิตและหัวใจของฉันจนย่อยยับในวันแต่งงาน

“จะให้ฉันบอกเจ้าบ่าวที่หนีหายไปในวันแต่งงานงั้นเหรอว่าฉันท้อง? จะให้ฉันโทรไปตามผู้ชายที่ติดต่อไม่ได้ ทิ้งให้ฉันยืนสวมชุดเจ้าสาวร้องไห้อยู่หน้าบาทหลวงคนเดียวเหรอเอเดรียน! คุณรู้ไหมว่าฉันต้องผ่านอะไรมาบ้าง!”
เสียงของฉันสั่นเครือ ความอัดอั้นตลอดสามปีในย่านลาดพร้าวที่ต้องปากกัดตีนถีบเลี้ยงลูกคนเดียวพรั่งพรูออกมา
เอเดรียนเบิกตากว้าง ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับคนกำลังจะหน้ามืด เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือหนายกขึ้นกุมขมับคล้ายกับเพิ่งตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายบางอย่าง
“วันแต่งงาน… หนีเหรอ?” เอเดรียนพึมพำ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสับสนลนลาน “ลียา… คุณคิดว่าผมหนีงานแต่งงานของเรางั้นเหรอ?”
“แล้วมันไม่ใช่หรือไง! คุณหายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีการติดต่อ ไม่มีคำลา!”
“เพราะผมประสบอุบัติเหตุ!”
คำตอบที่หลุดออกมาจากปากของเอเดรียนทำให้คำพูดทั้งหมดของฉันจุกอยู่ที่คอ
“คืนก่อนวันแต่งงาน รถของผมถูกชนประสานงาที่รังสิต…” เอเดรียนเอ่ยเสียงแหบพร่า นัยน์ตาของเขาแดงก่ำมีน้ำตาคลอเบ้า “ผมสมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงและอยู่ในอาการโคม่านานนับเดือน พ่อแม่ของผมรับไม่ได้กับสภาพของผมและโทษว่าเป็นเพราะเรารีบแต่งงานกัน พวกท่านเลยย้ายผมไปรักษาตัวที่ต่างประเทศทันทีที่อาการทรงตัว… ตอนที่ผมฟื้นขึ้นมาและได้สติสมบูรณ์ คุณก็ย้ายออกจากหอพักและเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ไปแล้ว ผมตามหาคุณทุกที่… แต่ผมหาคุณไม่เจอ”
โลกทั้งใบของฉันเหมือนพังทลายลงมาตรงหน้า
ความโกรธ ความเกลียดชังที่ฉันใช้เป็นเกราะกำบังหัวใจมาตลอดสามปีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความจริงอันแสนเจ็บปวดที่ว่า… เราสองคนต่างเป็นเหยื่อของโชคชะตาและความเข้าใจผิด
“คุณ… ไม่ได้ตั้งใจทิ้งฉันงั้นเหรอ?” ฉันถามเสียงแผ่ว ก้มลงมองเคนที่ตอนนี้หลับสนิทอยู่ในอ้อมกอดเพราะฤทธิ์ยา
เอเดรียนก้าวเข้ามาหาฉันช้า ๆ ครั้งนี้เขาไม่ได้จับข้อมือ แต่เขาเอื้อมมืออันสั่นเทามาโอบกอดทั้งตัวฉันและลูกเอาไว้แน่น กลิ่นอายความอบอุ่นที่คุ้นเคยย่านรังสิตในวันวานแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่ด้านชาของฉันอีกครั้ง
“ผมไม่มีวันทิ้งคุณ ลียา… โดยเฉพาะตอนนี้ที่รู้ว่าผมมีเคน” เขาซบหน้าลงกับไหล่ของฉัน สะอื้นไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร “สามปีที่ผ่านมาคุณเหนื่อยมากใช่ไหม… จากนี้ไป ให้ผมได้ทำหน้าที่พ่อ และหน้าที่สามีที่ผมค้างคาไว้เถอะนะ”
เสียงสายฝนภายนอกโรงพยาบาลสุขุมวิทเริ่มซาลงแล้ว พร้อม ๆ กับพายุในใจของฉันที่ถูกพัดพาหายไป การกลับมาเจอกันครั้งนี้อาจไม่ได้เริ่มต้นด้วยความหวานซึ้ง แต่ความลับที่ถูกเปิดเผยได้ปลดล็อกความทุกข์ตลอดสามปี และเริ่มต้นบทใหม่ของคำว่า “ครอบครัว” ที่เราสามคนจะได้อยู่ร่วมกันเสียที