Posted in

วันที่ฉันแต่งงานเข้าตระกูลบัวนาวิสตา ทุกคนคิดว่าฉันเป็นคุณหนูแสนอ่อนแอ—แต่ไม่มีใครรู้ว่า คุณพ่อมอบ “คู่มือการแกล้งอ่อนแอ” ให้ฉัน เพราะถ้าฉันพลาดเพียงครั้งเดียว ความลับของทั้งตระกูลอาจถูกเปิดโปงต่อหน้าสังคมชั้นสูงของกรุงเทพฯ

วันที่ฉันแต่งงานเข้าตระกูลบัวนาวิสตา ทุกคนคิดว่าฉันเป็นคุณหนูแสนอ่อนแอ—แต่ไม่มีใครรู้ว่า คุณพ่อมอบ “คู่มือการแกล้งอ่อนแอ” ให้ฉัน เพราะถ้าฉันพลาดเพียงครั้งเดียว ความลับของทั้งตระกูลอาจถูกเปิดโปงต่อหน้าสังคมชั้นสูงของกรุงเทพฯ

ในวันแต่งงาน พ่อไม่ได้สอนฉันว่าจะเป็นภรรยาที่ดีอย่างไร

ไม่ได้สอนให้เอาใจแม่สามี ไม่ได้สอนให้ยิ้มกับญาติฝ่ายสามี หรือก้มศีรษะต่อหน้าผู้มีอำนาจ

สิ่งเดียวที่พ่อทำ คือแอบยัดหนังสือปกสีชมพูสดใสเล่มหนึ่งใส่มือฉัน

หน้าปกเขียนไว้ว่า

**”คู่มือเอาตัวรอดของภรรยาผู้แสนอ่อนแอแห่งสังคมไฮโซ”**

เมื่อเปิดหน้าแรก ฉันก็เห็นประโยคหนึ่งเด่นอยู่กลางหน้า

*”พูดให้น้อย ร้องไห้ให้มาก และถ้ามีเรื่องวุ่นวาย… ให้เป็นลมทันที”*

ฉันเงยหน้ามองพ่อ

“พ่อคะ… จำเป็นต้องเป็นลมจริง ๆ เหรอ?”

ชายผู้เคยเป็นที่เกรงขามของผู้คนทั่วเขตท่าเรือคลองเตย ยืนอยู่ตรงหน้าฉันในชุดสูทสีดำราคาแพง แต่สีหน้ากลับเหมือนคนกำลังกังวลเรื่องใหญ่

“ลูก…” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา เราพยายามสร้างชื่อเสียงของตระกูลเดลาครูซให้ขาวสะอาด การแต่งงานกับราฟาเอล บัวนาวิสตา คือประตูบานสุดท้ายที่จะทำให้เราเข้าสู่โลกธุรกิจอย่างสมบูรณ์”

เขาถอนหายใจยาว

“ตระกูลบัวนาวิสตาต้องการลูกสะใภ้ที่เรียบร้อย อ่อนโยน และดูเหมือนฆ่ายุงยังไม่กล้า”

ฉันขมวดคิ้ว

“แล้วถ้าเขารังแกหนูล่ะ?”

“อดทนไว้”

“แค่ไหน?”

พ่อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า

“ตราบใดที่ไม่มีใครต้องไปสถานีตำรวจ”

ฉันยิ้มออกมาทันที

แค่นั้นเองเหรอ… แบบนี้ฉันถนัด

เมื่อรถเจ้าสาวแล่นเข้าสู่คฤหาสน์หรูในย่านทองหล่อ ทางเข้าก็เต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติ ทุกคนแต่งตัวหรูหรา กิริยาสง่างาม แม้แต่บอดี้การ์ดของพวกเขายังดูเหมือนจบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ

ฉันหันไปมองบอดี้การ์ดสองคนที่พ่อส่งมาด้วยเป็น “ของรับไหว้”

ริโก้หัวโล้น มีแผลเป็นยาวพาดจากคิ้วถึงแก้ม

ส่วนบอยซานโต มีรอยสักองค์พระขนาดใหญ่ที่ต้นคอ

เมื่อยืนเทียบกับคนของตระกูลบัวนาวิสตา ทั้งคู่ดูเหมือนมางานศพมากกว่างานแต่ง

“ถอดแว่นดำออก” ฉันกระซิบ

ริโก้ทำหน้างง

“คุณหนูครับ ถ้าถอดแล้วลุคพวกเราจะหายหมดนะ”

“วันนี้เราไม่ต้องมีลุค”

บอยซานโตพยักหน้าอย่างจริงจัง

“เข้าใจแล้วครับ… ปฏิบัติการลับ”

ฉันเหยียบเท้าเขาทันที

เขาสะดุ้ง แต่ไม่กล้าร้อง

จังหวะนั้นเอง พ่อบ้านอาวุโสของตระกูลเดินเข้ามา พอเห็นบอยซานโตทำตาแดงเหมือนจะร้องไห้ เขาก็ยิ้มด้วยความประทับใจ

“คุณโซเฟียช่างจิตใจดีจริง ๆ แม้แต่บอดี้การ์ดยังซาบซึ้งจนเกือบร้องไห้ในวันแต่งงาน”

ฉันได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ

อย่างน้อย… ความประทับใจแรกก็ยังไม่เลว

แขกมาครบ แต่เจ้าบ่าวยังไม่มา

ราฟาเอล บัวนาวิสตา ทายาทกลุ่มบริษัทบัวนาวิสตา ถูกเรียกเข้าประชุมด่วนที่สำนักงานใหญ่ในย่านสาทร

ดังนั้น คนที่รอต้อนรับฉันในพิธีชงชาจึงเป็นแม่ของเขา คุณหญิงโคราซอน บัวนาวิสตา

เธอยังคงสง่างาม แต่สายตาที่มองฉัน เหมือนกำลังตรวจสอบว่าไข่มุกที่เห็นนั้นเป็นของแท้หรือของปลอม

สายตาของเธอหยุดอยู่ที่ข้อมือฉัน

ก่อนออกจากบ้าน ฉันสวมกำไลไข่มุกเพื่อปิดรอยแผลเป็นเก่า รอยนั้นเป็นความทรงจำจากคืนหนึ่งที่ฉันต้องกระโดดลงจากชั้นสามเพื่อหนีศัตรูของพ่อ

พ่อบอกว่า…

รอยแผลเป็นไม่เหมาะกับลูกสะใภ้ตระกูลไฮโซ

ลูกสะใภ้ในอุดมคติของพวกเขาต้องผิวขาว ผอม บอบบาง ไม่มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง และกินข้าวได้แค่สามคำ

เช้านี้ฉันจึงพยายามอดทน

กินแค่ซาลาเปาสองลูก โจ๊กหนึ่งชาม และขนมปังอีกนิดเดียว

แทบหิวตาย

คุณหญิงโคราซอนวางถ้วยชาลง

“ถ้าจะเข้ามาอยู่ในบ้านบัวนาวิสตา ก็ต้องเรียนรู้มารยาทเสียก่อน บ้านเราไม่เหมือนครอบครัววุ่นวายจากที่อื่น”

ฉันยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ค่ะ คุณป้า หนูเข้าใจ”

เธอพยักหน้าเล็กน้อย

“ได้ยินว่าร่างกายเธออ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก?”

ในประวัติที่พ่อเตรียมไว้ ฉันเป็นคนขี้โรค เหนื่อยง่าย และถ้าลมแรงก็ต้องเข้าโรงพยาบาล

ฉันก้มหน้า

“ค่ะ หนูร่างกายไม่แข็งแรงจริง ๆ”

หญิงสาวในชุดเดรสสีขาวที่นั่งข้างคุณหญิงหัวเราะเบา ๆ

เธอคือ เบียงก้า อัลมารีโอ

เพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กของราฟาเอล

ทุกคนบอกว่าเธอแค่มาช่วยจัดงานแต่ง แต่ตั้งแต่ฉันลงจากรถ เธอมองฉันเหมือนอยากฉีกฉันเป็นชิ้น ๆ ด้วยสายตา

เธอเดินเข้ามาพร้อมถ้วยชาร้อน

“น่าสงสารจังนะโซเฟีย ถ้าเธออ่อนแอขนาดนี้ คงต้องมีคนคอยดูแลตลอด แต่ราฟฟี่งานยุ่งมาก เขาไม่เคยชินกับการดูแลคนที่เป็นภาระ”

ในใจฉันถึงกับอุทาน

ดูถูกได้สุภาพสมกับไฮโซจริง ๆ

ฉันนึกถึงหน้าที่สามของคู่มือ

*”ถ้ามีคนรังแก ให้ก้มหน้า ทำเหมือนเจ็บปวด แต่ยังสวยอยู่”*

พระเอกยังไม่มา แต่ซ้อมไว้ก่อนก็ได้

ฉันก้มหน้า ทำตาเศร้า

เบียงก้าคงคิดว่าฉันกลัว รอยยิ้มของเธอยิ่งกว้างขึ้น

เธอขยับเข้ามาใกล้ แล้วจงใจเอียงข้อมือ

ชาร้อนทั้งถ้วยพุ่งตรงมายังชุดเจ้าสาวสีขาวของฉัน

ในเสี้ยววินาทีนั้น เสียงของพ่อดังก้องขึ้นในหัว

อย่าทำร้ายใคร

อย่าข่มขู่ใคร

อย่าสร้างเรื่องจนเป็นข่าวหน้าหนึ่ง

แต่ก่อนที่ฉันจะห้ามตัวเองได้…

มือของฉันก็ขยับไปแล้ว

ฉันรับถ้วยชาไว้ได้พอดี

ชาหมุนวนอยู่ในถ้วยจนเกือบล้น แต่ไม่มีแม้แต่หยดเดียวหกออกมา

ทั้งห้องรับแขกเงียบกริบ

เบียงก้ายังค้างอยู่ในท่าเดิม สีหน้ายิ้มแข็งค้าง

ส่วนฉัน…

ก็แข็งทื่อไม่ต่างกัน

แย่แล้ว…

มันเป็นสัญชาตญาณ

ฉันรีบไอเบา ๆ

“โอ๊ย… ร้อนจังเลยค่ะ”

คุณหญิงโคราซอนจ้องมือที่กำลังจับถ้วยชาแน่น

“เธอบอกว่าตัวเองอ่อนแอไม่ใช่หรือ?”

ฉันเงียบไปสองวินาที

“ค่ะ… หนูอ่อนแอ”

แล้วค่อย ๆ วางถ้วยลง

“แต่อ่อนแอที่กระเพาะค่ะ”

ทันใดนั้น ริโก้หัวโล้นก็พูดแทรกขึ้นจากด้านหลัง

“จริงครับ คุณหนูโซเฟียกินได้แค่สามกิโลต่อมื้อเองครับ”

ฉันหันไปจ้องเขาทันที

เขารีบเงียบ

แต่สายไปแล้ว

สีหน้าของคุณหญิงโคราซอนแทบดูไม่ออกว่าจะคิดอย่างไร

ฉันนึกว่าทุกอย่างจบแล้ว

แต่เบียงก้ายังไม่ยอมแพ้

จู่ ๆ เธอก็กุมหน้าอก ถอยหลัง แล้วล้มลงกับพื้นราวกับใบไม้ปลิว

เธอร้องไห้สะอึกสะอื้น

“โซเฟีย… ทำไมเธอผลักฉัน?”

ในที่สุด… ก็ถึงฉากที่ฉันถนัด

หน้าที่เจ็ดของคู่มือเขียนไว้ว่า

*”ถ้าถูกใส่ร้าย อย่ารีบแก้ตัว แค่ทำตาแดง กัดริมฝีปาก แล้วปล่อยให้โลกละอายแทนเรา”*

ฉันกัดริมฝีปาก พยายามทำตาแดง

แต่ก่อนที่น้ำตาจะไหล

บอยซานโตที่ยืนอยู่ด้านหลังก็โพล่งขึ้นด้วยความโมโห

“คุณหนูครับ อนุญาตให้ผมเปิดกล้องวงจรปิดเถอะครับ ดูครั้งเดียว ชีวิตเธอจบแน่”

ทั้งห้องเงียบสนิท

กล้องวงจรปิด?

เบียงก้ารีบเงยหน้ามองเพดาน

และฉันก็เห็นกล้องตัวเล็กซ่อนอยู่ข้างโคมระย้า

ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง

ประตูห้องรับแขกก็เปิดออก

ราฟาเอล บัวนาวิสตา เดินเข้ามาในชุดสูทสีดำ สีหน้าเย็นชา สายตาไล่มองถ้วยชาบนโต๊ะ เบียงก้าที่นอนอยู่บนพื้น และฉันที่ยังคงกัดริมฝีปากอยู่

เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ทำไมภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องรับแขก ถึงกำลังถ่ายทอดสดไปยังห้องบอลรูม?”

สีหน้าของเบียงก้าซีดเผือดในทันที

และจากนอกประตู…

เสียงร้องตกใจของแขกหลายร้อยคนก็ดังขึ้นพร้อมกัน…

นี่คือบทสรุปของเรื่องราว (Ending) ที่จะทำให้แผน “แกล้งอ่อนแอ” ของโซเฟียพลิกผันไปในทางที่เหนือความคาดหมายและน่าติดตามต่อครับ:

บทสรุป: เมื่อแผนล่ม… แต่ความลับดันกลายเป็นความรัก?

เสียงฮือฮาจากห้องบอลรูมด้านนอกดังสะท้อนเข้ามาจนถึงห้องรับแขก หน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่ผู้จัดงานตั้งใจจะใช้เปิดวิดีโอพรีเวดดิ้ง บัดนี้กลับฉายภาพเหตุการณ์ในห้องรับแขกแบบคมชัดระดับ 4K ตั้งแต่ช็อตที่เบียงก้าจงใจเทชาร้อนใส่ฉัน ช็อตที่ฉันใช้สกิลมาเฟียรับถ้วยชาอย่างเหนือมนุษย์ ไปจนถึงช็อตที่เบียงก้าล้มลงไปดีดดิ้นเองกับพื้นโดยไม่มีใครแตะต้อง!

คุณหญิงโคราซอนเอามือกุมขมับ ส่วนเบียงก้าหน้าซีดเผือดจนแทบจะกลายเป็นกระดาษขาว เธอลุกขึ้นยืนตัวสั่นพั่บ ๆ ก่อนจะรีบวิ่งร้องไห้หนีออกไปทางประตูหลัง ทิ้งความอับอายขายหน้าไว้ให้สังคมไฮโซกรุงเทพฯ ได้โจษจันไปอีกหลายปี

ฉันยืนนิ่งนึกถึงหน้าที่หนึ่งของคู่มือ: ถ้าแผนแตก… ให้เป็นลมทันที

ฉันแกล้งปัดมือผ่านหน้าอก หายใจหอบถี่ และเตรียมจะทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างอ่อนช้อย

หมับ!

ทว่า… แขนแกร่งของราฟาเอลกลับคว้าเอวฉันไว้ได้ทันก่อนที่ร่างจะถึงเบาะ แรงบีบที่ข้อมือของเขาทำเอาฉันสะดุ้ง เขาดึงฉันเข้าไปใกล้จนจมูกแทบจะชนกัน สายตาคมกริบคู่ตวัดมองฉันอย่างจับผิด

“คุณไม่ได้เป็นลมเพราะอ่อนแอหรอก โซเฟีย” ราฟาเอลกระซิบเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน “สายตาคุณเมื่อกี้… เหมือนอยากจะหักคอเบียงก้ามากกว่า”

ฉันรีบทำตาละห้อย “คุณราฟฟี่พูดอะไรคะ… หนูเหนื่อยจนหน้ามืดไปหมดแล้วค่ะ”

“อ้อเหรอ?” ราฟาเอลเลิกคิ้ว ก่อนจะหันไปสั่งบอดี้การ์ดของเขา “ไปเคลียร์แขกด้านนอก บอกว่าระบบขัดข้อง และเริ่มพิธีฉลองแต่งงานได้เลย”

คืนวันเข้าหอ: หน้ากากที่ถูกถอดออก

หลังจากผ่านพ้นพิธีการอันแสนเหน็ดเหนื่อยที่ฉันต้องแกล้งยิ้มและกินข้าวไปเพียงสามคำ (ตามคู่มือ) ในที่สุดฉันก็นั่งอยู่บนเตียงกว้างในห้องหอ เสื้อคลุมสีชมพูตัวหนาถูกสวมทับชุดเจ้าสาว ฉันรีบหยิบหนังสือ “คู่มือเอาตัวรอดฯ” ของคุณพ่อขึ้นมาเปิดอ่านหน้าถัดไปทันที

“หน้า 12: คืนเข้าหอคือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด จงทำตัวประหนึ่งลูกนกในกรงทอง อย่าให้เขารู้ว่าคุณสามารถล้มควายได้ด้วยมือเปล่า”

“ลูกนก… ลูกนก…” ฉันพึมพำกับตัวเอง พลางพยายามทำท่าทางห่อเหี่ยว

แกร๊ก…

ประตูห้องน้ำเปิดออก ราฟาเอลเดินออกมาในชุดคลุมอาบน้ำสีดำ เผยให้เห็นแผงอกกว้างและกล้ามเนื้อแน่นหนั่น เขาไม่ได้มีท่าทีอ่อนโยนเหมือนเจ้าบ่าวทั่วไป ท่าทางของเขาเยือกเย็นและดูฉลาดเกินกว่าที่ฉันจะตบตาได้ง่าย ๆ

เขานั่งลงบนเตียงข้างฉัน พลางปัดสายตามองหนังสือปกสีชมพูในมือฉันอย่างสนใจ

“นั่นอะไร?”

“อ๋อ… หนังสือสวดมนต์ค่ะคุณราฟฟี่” ฉันรีบซ่อนมันไว้ข้างหลัง “หนูชอบสวดมนต์ก่อนนอนเพื่อให้จิตใจสงบ ร่างกายจะได้ไม่ทรุดโทรมไปมากกว่านี้…”

ราฟาเอลแค่นยิ้มในลำคอ เขาขยับเข้ามาใกล้จนฉันต้องถอยร่นไปติดหัวเตียง จากนั้นเขาก็จับข้อมือของฉันขึ้นมา… ข้อมือข้างที่มีรอยแผลเป็นซึ่งกำไลไข่มุกหลุดเลื่อนไปนิดหน่อยจนเห็นรอยเย็บเด่นชัด

“แผลเป็นนี่… ไม่ใช่แผลจากการผ่าตัดไส้ติ่งแน่ ๆ” สายตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉัน “และผู้หญิงที่รับถ้วยชาร้อน ๆ ที่ปลิวมาด้วยความเร็วขนาดนั้นได้โดยน้ำไม่หกสักหยด… ไม่มีทางเป็นคุณหนูขี้โรคตระกูลเดลาครูซหรอก”

ฉันกลืนน้ำลายเอื้อก แผนแตกยับเยินขนาดนี้ พ่อจะโกรธไหมนะ?

“คุณต้องการอะไร ราฟาเอล?” ในที่สุดฉันก็เลิกดัดเสียงหวาน เปลี่ยนเป็นน้ำเสียงนิ่งสนิทตามเนื้อแท้ “ถ้าคุณจะถอนหมั้นหรือไล่ฉันกลับคลองเตยก็บอกมาตรง ๆ”

ราฟาเอลนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกยิ้มอย่างพึงพอใจ แววตาเย็นชาคู่นั้นเปลี่ยนเป็นความสนุกสนานอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

“ถอนหมั้น? ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นล่ะ” เขาปล่อยมือฉัน ก่อนจะเอนหลังพิงหมอนอย่างสบายอารมณ์ “ตระกูลบัวนาวิสตาของฉัน ถูกล้อมรอบไปด้วยพวกไฮโซหน้าไหว้หลังหลอกและศัตรูทางธุรกิจที่จ้องจะแทงข้างหลังอยู่ตลอดเวลา แม่ของฉันต้องการสะใภ้ที่อ่อนแอ… แต่ ฉัน ต้องการเมียที่สามารถระวังหลังให้ฉันได้ต่างหาก”

ฉันเบิกตากว้าง “หมายความว่ายังไง?”

“หมายความว่า…” ราฟาเอลยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดข้างหู “ต่อหน้าคนอื่น คุณก็เล่นบท ‘ภรรยาผู้แสนบอบบาง’ ตามคู่มือของพ่อคุณต่อไปเถอะ… ส่วนตอนที่อยู่กับฉัน คุณเป็นมาเฟียสาวที่ล้มควายด้วยมือเปล่าได้ตามสบายเลย”

เขาส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ฉัน ก่อนจะเอื้อมมือไปปิดไฟหัวเตียง

“ยินดีต้อนรับสู่ตระกูลบัวนาวิสตาครับ คุณผู้หญิง… ดูท่าทางชีวิตแต่งงานของเราหลังจากนี้ คงจะไม่น่าเบื่ออย่างที่คิดแล้วล่ะ”