ผู้ชายที่เคยพูดว่าฉันไม่มีวันทิ้งเขาได้ วันหนึ่งกลับคุกเข่าขอเลขาฯ ของตัวเองแต่งงาน แต่เมื่อขบวนรถเจ้าบ่าวของเราสองคนสวนกันในวันแต่งงาน คนที่คุกเข่าขอร้องให้ฉันกลับมา กลับเป็นเขาเอง**
**ตอนที่ 1**
เพียงชั่วข้ามคืน
วิดีโอของ CEO คนหนึ่งที่คุกเข่าขอเลขาสาวแต่งงาน ก็กลายเป็นไวรัลไปทั่วโซเชียลมีเดีย
มีผู้ชมและแชร์คลิปนี้นับล้านครั้ง
เกือบทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า
นี่คือการขอแต่งงานที่โรแมนติกที่สุดเท่าที่เคยเห็น
ไม่นานหลังจากนั้น
เลขาสาวก็โพสต์ข้อความว่า
> *”ในที่สุดวันที่ฉันรอคอยก็มาถึง ดีใจที่ไม่เคยยอมแพ้ หวังว่าเราจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันตลอดไป”*
ช่องแสดงความคิดเห็นเต็มไปด้วยคำอวยพร
*”CEO กับเลขาสาวเหมาะสมกันจริง ๆ”*
*”ทั้งคู่เหมือนเกิดมาเพื่อกันและกัน”*
ฉันไม่ได้ร้องไห้
และไม่ได้ถามอะไร
เพียงปิดหน้าจอโทรศัพท์อย่างเงียบ ๆ แล้วลุกขึ้นยืน
ฉันแค่อยากฟังจากปากเขาเอง…
ว่าฉันมีสถานะอะไรในเรื่องราวความรักของคนทั้งสอง
ประตูห้องแง้มเปิดอยู่เล็กน้อย
ยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้
ฉันก็ได้ยินบทสนทนาข้างใน
“ผมไม่มีทางเลือก”
“ถ้าผมไม่แต่งงานกับเธอ ครอบครัวของเธอก็จะจับเธอแต่งกับผู้ชายแก่กว่ามาก”
เพื่อนคนหนึ่งของเขาถามขึ้นว่า
“แล้วผู้หญิงที่อยู่กับนายมาตั้งเจ็ดปีล่ะ”
“ไม่กลัวว่าเธอจะเอาเรื่องหรือสร้างปัญหาหรือ”
เขาหัวเราะอย่างดูแคลน
“แล้วถ้าเธอจะสร้างปัญหาล่ะ?”
“เธอไม่มีครอบครัวร่ำรวย”
“ไม่มีใครคอยหนุนหลัง”
“เธอไม่มีวันทิ้งผมหรอก”
…
เวลาผ่านไป
พวกเราทั้งคู่…
ต่างก็แต่งงาน
ในวันเดียวกัน
ขบวนรถเจ้าสาวของเราสวนกันตรงหน้าสถานที่จัดงาน
ในจังหวะที่เจ้าสาวทั้งสองกำลังจะโยนช่อดอกไม้
เขามองเห็นฉันในชุดเจ้าสาวผ่านกระจกรถ
ช่อกุหลาบสีแดงในมือของเขาหล่นลงพื้นทันที
—
วันรุ่งขึ้น
ฉันโทรหาแม่
“แม่คะ…หนูตกลงแล้ว”
“หนูพร้อมจะไปเจอเขา แล้วก็แต่งงาน”
ปลายสายเงียบอยู่นาน
“เมื่อไม่กี่วันก่อน ลูกยังปฏิเสธอยู่เลย”
“ลูก…”
“การแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะ”
“ต่อให้ผู้ชายที่แม่กับพ่อแนะนำจะดีแค่ไหน”
“เขาก็ต้องเป็นคนที่ลูกอยากใช้ชีวิตด้วยจริง ๆ”
“อย่าทำลายชีวิตตัวเองเพราะผู้ชายคนนั้น”
ฉันกำโทรศัพท์แน่น
“หนูไม่ได้ตัดสินใจเพราะอารมณ์”
“หนูคิดมาดีแล้ว”
“เรื่องงานแต่ง…ฝากแม่จัดการด้วยนะคะ”
แม่ถอนหายใจเบา ๆ
“ลูกอยู่เคียงข้างเขามาตั้งเจ็ดปี”
“แต่เขาไม่เคยพาลูกไปรู้จักครอบครัว”
“ไม่เคยประกาศว่าลูกสำคัญกับชีวิตเขา”
“พ่อของลูกเตือนมานานแล้ว”
“ผู้ชายแบบนี้ไว้ใจไม่ได้”
คำพูดนั้นไม่ใช่การตำหนิ
แต่กลับเจ็บยิ่งกว่าคำตะโกน
ตอนนี้ฉันเพิ่งเข้าใจว่า
บางครั้ง…
คนที่อยู่นอกความสัมพันธ์ กลับมองเห็นความจริงได้ชัดกว่า
มีเพียงฉันที่พยายามหลอกตัวเองว่า
ความเย็นชาของเขา คือความรัก
แม่พูดต่อ
“ผู้ชายที่แม่แนะนำเป็นคนดี”
“ครอบครัวก็ดี”
“เราไม่ได้ต้องการคนรวยล้นฟ้า”
“แค่อยากได้ผู้ชายที่รักและให้เกียรติภรรยา”
ฉันตอบเบา ๆ
“หนูเชื่อใจพ่อกับแม่ค่ะ”
“อยากเจอเขาก่อนหรือเปล่า”
“ไม่แล้วค่ะ”
ฉันมองสายฝนที่ตกอยู่นอกหน้าต่าง
“เตรียมงานแต่งได้เลย”
ทันทีที่วางสาย
ประตูก็เปิดออก
เขาเดินเข้ามาพร้อมกล่องขนมอบ

เสื้อแจ็กเก็ตยังเปียกฝน
เมื่อเห็นฉันนั่งอยู่บนโซฟา
เขาถามอย่างสบาย ๆ
“ใครจะแต่งงานเหรอ”
ฉันอยากตอบว่า…
**ฉันเอง**
แต่สิ่งที่พูดออกไปกลับเป็น
“เพื่อนคนหนึ่ง”
เขาชะงักไปครู่หนึ่งขณะวางกุญแจ
ก่อนจะยิ้ม
“ผมแวะซื้อขนมที่คุณชอบมาฝาก”
“ไม่ใช่ว่าคุณชอบร้านนี้ที่สุดเหรอ”
ฉันมองกล่องขนมในมือเขา
แล้วยิ้มออกมา
แต่ไม่ใช่เพราะมีความสุข
เพียงครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้
ฉันเพิ่งเห็นโพสต์ทั้งหมดของเลขาสาว
เธอเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า
เธอชอบขนมร้านนี้
ชอบเครื่องดื่มชนิดนี้
และชอบอาหารรสเค็ม
ตอนนั้นเองฉันถึงเข้าใจ
ของทุกอย่างที่เขาซื้อกลับบ้านให้ฉัน…
แท้จริงแล้ว
คือของโปรดของผู้หญิงอีกคน
ฉันเคยคิดว่า
ไม่ว่าเขาจะยุ่งแค่ไหน
เขาก็ยังนึกถึงฉันเสมอ
เคยคิดว่าฉันยังมีที่ยืนในหัวใจของเขา
แต่วันนี้เพิ่งรู้ว่า
เขาแค่ซื้อเพิ่มอีกหนึ่งชุด
ระหว่างที่ซื้อให้ผู้หญิงที่เขารักจริง ๆ
ฉันพูดเรียบ ๆ
“ฉันไม่ชอบของหวาน”
“ต่อไปไม่ต้องซื้อมาแล้ว”
เขาดูตกใจ
“แต่คุณก็กินมาตลอดนี่”
“ฉันกิน…เพราะไม่อยากให้คุณเสียน้ำใจ”
เขาวางกล่องขนมลง
สีหน้าเริ่มไม่พอใจ
“อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”
“ช่วงนี้เลขาผมมีปัญหาเยอะ”
“ผมเลยต้องดูแลเธอมากหน่อย”
ฉันมองเขา
“ฉันพูดถึงเธอสักคำหรือยัง”
เขาคลายเนกไทอย่างหงุดหงิด
“ทำไมเดี๋ยวนี้คุณพูดจาแรงแบบนี้”
พอดีกับที่มีเสียงเคาะประตู
เลขาสาวยืนอยู่หน้าบ้าน
ในมือถือแฟ้มเอกสาร
ผมของเธอเปียกฝน
ดูน่าสงสารเหลือเกิน
“ขอโทษนะคะที่มารบกวน”
เขารีบเดินเข้าไปรับทันที
“ทำไมไม่เอาร่มมาด้วย”
เลขาสาวเหลือบมองฉัน
ก่อนพูดเบา ๆ
“ฉันเอารายชื่อแขกสำหรับงานหมั้นพรุ่งนี้มาให้ค่ะ”
**งานหมั้น**
เพียงสองคำ
แต่เธอพูดออกมาได้ง่ายดายเหลือเกิน
ราวกับว่า…
ฉันไม่เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้
ฉันหันไปมองเขา
“คุณกำลังจะหมั้นเหรอ”
เขาขมวดคิ้วนิด ๆ
“ก็แค่พิธีตามธรรมเนียม”
“เพื่อครอบครัวของเธอเท่านั้น”
“อย่าคิดมากเลย”
เลขาสาวก้มหน้าลง
“อย่าเข้าใจฉันผิดนะคะ”
“เขายังเป็นห่วงคุณที่สุด”
ฉันลุกขึ้นยืน
หยิบกล่องขนมส่งให้เธอ
“เอาไปเถอะ”
“ยังไงมันก็เป็นของที่ซื้อมาเพื่อเธออยู่แล้ว”
เลขาสาวหน้าซีดทันที
สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
“ขอโทษเธอเดี๋ยวนี้”
ฉันหัวเราะออกมา
“ขอโทษใคร”
“ขอโทษเธอ”
ฉันมองผู้ชายที่ฉันรักมาตลอดเจ็ดปี
เป็นครั้งแรก…
ที่ฉันรู้สึกว่า
เขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า
“เธอมายืนอยู่หน้าบ้านของฉัน”
“มาบอกว่าพรุ่งนี้พวกคุณจะหมั้นกัน”
“แล้วคุณยังอยากให้ฉันเป็นฝ่ายขอโทษอีกเหรอ”
เขารีบตอบทันที
“เธอไม่ได้มีเจตนาร้าย”
ฉันยิ้มอย่างเย็นชา
“แต่ฉัน…มี”
หลายเดือนที่ผ่านมา
เขายุ่งมากจนลืมวันเกิดของฉัน
ทุกครั้งที่เขาลืม
ฉันกลับเป็นฝ่ายเตือนเขาเอง
ส่งรูปเค้กที่อยากได้ให้
แล้วก็นั่งรอจนถึงเที่ยงคืน
เพียงเพื่อคำอวยพรสั้น ๆ
แต่ปีนี้…
ฉันไม่บอกอะไรอีกแล้ว
จนดึกมาก
เขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้
เขาโทรมาหาฉัน
“คืนนี้ไปดูมิวสิคัลกันไหม”
“ผมได้ตั๋วมาแล้ว”
ฉันอยากดูการแสดงเรื่องนั้นมานาน
จึงตอบตกลง
ฉันไปถึงตรงเวลา
ยืนรออยู่คนเดียวเกือบหนึ่งชั่วโมง
ฝนยังคงตกไม่หยุด
พนักงานเข้ามาขอให้ฉันย้ายที่หลายครั้ง
แต่คนที่ฉันรอ…
ไม่เคยมา
กลับกัน
เลขาสาวโพสต์รูปลงโซเชียล
ในภาพมีตั๋วที่นั่งแถวหน้าสองใบ
พร้อมข้อความว่า
> *”มีคนยอมทิ้งงานทุกอย่าง เพื่อมาอยู่กับฉันวันนี้ ฉันมีความสุขที่สุด”*
มือของฉันสั่นขณะกดโทรหาเขา
สายแรก…
เขาไม่รับ
ตอนที่ 2 (ตอนจบ): ขบวนรถสวนทาง และการคุกเข่าที่สายเกินไป
สายที่สอง… เขากดรับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดระคนรีบร้อน
“มีอะไรอีก? ผมยุ่งอยู่ ค่อยคุยกันนะ”
“คุณอยู่ไหน” ฉันถามด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท นิ่งเสียจนไม่มีความตัดพ้อหลงเหลืออยู่เลย
“ผมประชุมกับบอร์ดบริหารอยู่! บอกแล้วไงว่าอย่าจู้จี้” เขากดวางสายไปทันที
ฉันมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับลง สลับกับรูปตั๋วมิวสิคัลในไอจีของเลขาสาวที่เห็นเงาเสื้อแจ็กเก็ตเปียกฝนของเขาติดอยู่ลาง ๆ ฉันยิ้มออกมาบาง ๆ น้ำตาหยดสุดท้ายไหลผ่านแก้ม… มันไม่ใช่หยดน้ำตาของความเสียใจ แต่เป็นหยดน้ำตาของการ “หลุดพ้น”
ฉันเดินหันหลังให้โรงละคร ทิ้งตั๋วในมือลงถังขยะ และนับตั้งแต่วินาทีนั้น ผู้ชายที่ชื่อ “ธันวา” ได้ตายไปจากชีวิตของฉันอย่างสมบูรณ์
ความเงียบก่อนพายุจะมาถึง
หลังจากวันนั้น ฉันไม่ได้โวยวาย ไม่ได้ชวนทะเลาะ ฉันยังคงอยู่บ้านหลังเดิม ทำตัวปกติจนธันวาชะล่าใจและคิดว่า ‘ยังไงฉันก็ไม่มีวันไปจากเขาได้’ ตามที่เขาเคยคุยโวไว้กับเพื่อน ๆ แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ ทุก ๆ วันที่เขาออกไปดูแลเลขาสาว ฉันได้ทยอยขนของใช้ออกไปทีละชิ้น และเซ็นสัญญาแต่งงานกับผู้ชายที่พ่อแม่เลือกให้เรียบร้อยแล้ว
ผู้ชายคนนั้นคือ “คุณกวินทร์” ทายาทคนโตของตระกูลมหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศที่เป็นเพื่อนสนิทของพ่อฉัน กวินทร์เป็นสุภาพบุรุษ เขาประทับใจในความตรงไปตรงมาของฉัน และยินดีจัดงานแต่งงานอย่างสมเกียรติในวันเดียวกับงานแต่งของธันวา
หนึ่งวันก่อนงานแต่งงาน ธันวาเดินเข้ามาในห้องนอน เห็นฉันกำลังเก็บกระเป๋าใบใหญ่ เขายังคงยิ้มขำ
“จะประชดผมด้วยการหนีเที่ยวเหรอ? เอาเถอะ พรุ่งนี้งานแต่งของผมกับเลขาฯ เสร็จสิ้นเมื่อไหร่ ผมจะแบ่งเวลามาพาสร้างเนื้อสร้างตัวนะ อย่าคิดมากเลย แขกในงานผมมีแต่พวกนักธุรกิจระดับสูงทั้งนั้น” เขาลูบหัวฉันอย่างผู้เหนือกว่า
ฉันไม่ตอบอะไร เพียงแต่มองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพช
ขบวนรถเจ้าสาวสวนทาง
วันแต่งงานมาถึง… ณ ถนนสายหลักหน้าโรงแรมหรูระดับหกดาว ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานของทั้งสองคู่
ขบวนรถหรูของเจ้าบ่าวเจ้าสาวสองขวนแลกเปลี่ยนเส้นทางกันตรงทางเข้า ธันวานั่งอยู่ในรถลิมูซีนข้าง ๆ เลขาสาวในชุดแต่งงานราคาแพง เขายิ้มอย่างภาคภูมิใจที่ควบคุมทุกอย่างได้ จนกระทั่งรถของเขาชะลอตัวลงขนานกับรถโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) สีขาวผูกโบว์ทองของอีกขบวนหนึ่ง
กระจกข้างรถโรลส์-รอยซ์เลื่อนลง… เผยให้เห็นใบหน้าของฉันในชุดเจ้าสาวลูกไม้ฝรั่งเศสชั้นสูงที่งดงามราวกับเจ้าหญิง บนศีรษะสวมมงกุฎเพชรระยิบระยับ ข้างกายของฉันคือ กวินทร์ ชายหนุ่มรูปงามในชุดสูทสากลระดับผู้นำประเทศที่กำลังโอบไหล่ฉันด้วยความทะนุถนอม
ธันวาหันมาเห็นฉันเต็มตา… ช่อดอกกุหลาบสีแดงในมือของเขาหล่นกระแทกพื้นรถทันที!
“ริน?!” ธันวาตะโกนลั่นลืมตัว หน้าซีดเผือดจนกลายเป็นสีเบาะรถ เขาพยายามจะทุบกระจก “นั่นคุณจะไปไหน?! ชุดเจ้าสาวนั่นมันอะไรกัน?!”
ในจังหวะนั้น ขบวนรถของฉันเคลื่อนตัวตัดหน้าเข้าสู่ห้องบอลรูมใหญ่ของโรงแรมที่มีป้ายชื่อขนาดยักษ์ต้อนรับ “งานวิวาห์ตระกูลวรโชติเมธี & ตระกูลของฉัน” ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดที่พ่อแม่ของฉันซ่อนโปรไฟล์ไว้มาตลอด
การคุกเข่าที่ไร้ความหมาย
ธันวาทิ้งเจ้าสาวของตัวเองไว้ในรถ เขาเปิดประตูวิ่งกระหืดกระหอบตามรถของฉันมาจนถึงหน้าประตูทางเข้าโรงแรม บอดี้การ์ดของกวินทร์ขวางเขาไว้ทันที
“ริน! ผมขอร้อง! คุยกับผมก่อน!” ธันวาตะโกนเสียงสั่น เครือข่ายนักธุรกิจที่เขาเชิญมางานแต่งของตัวเอง บัดนี้ต่างพากันเดินเลี้ยวเข้ามาในงานแต่งงานของฉันและกวินทร์แทน เพราะตระกูลของสามีฉันยิ่งใหญ่กว่าบริษัทของเขานับร้อยเท่า!
สายตาของแขกเหรื่อนับร้อยคู่หันมามองธันวาที่ยืนหอบระแวงอยู่กลางล็อบบี้ เลขาสาววิ่งตามมาจับแขนเขา “คุณธันวาคะ กลับไปงานของเราเถอะค่ะ แขกรออยู่…”
“ปล่อยฉัน!” ธันวาสะบัดเธอออกอย่างแรงจนเธอล้มลง เขาหันกลับมามองฉัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตระหนกและหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด… กลัวที่จะสูญเสียฉันไปจริง ๆ และกลัวความพินาศทางธุรกิจที่กำลังจะตามมา
ตุ้บ!
ชายผู้หยิ่งผยองที่เคยพูดว่าฉันไม่มีวันทิ้งเขาได้ คุกเข่าลงกับพื้นพรมต่อหน้าคนทั้งโรงแรม
“ริน… ผมผิดไปแล้ว” เขาร้องไห้โฮอย่างหมดท่า เอื้อมมือสั่น ๆ มาพยายามจะคว้าชายชุดเจ้าสาวของฉัน “ผมทำไปเพราะปกป้องเธอเฉย ๆ ผมไม่ได้รักเธอเลย คนที่ผมรักคือคุณ! กลับมาหาผมเถอะนะริน เจ็ดปีที่ผ่านมาเราสร้างมันมาด้วยกันนะคุณ!”
ฉันหยุดเดิน หันไปมองผู้ชายที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ความโกรธ
“เจ็ดปีที่ผ่านมา ฉันอยู่เพราะความรัก… แต่คุณอยู่เพราะความเห็นแก่ตัว” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเรียบและชัดเจน “คุณบอกว่าฉันไม่มีครอบครัวร่ำรวย ไม่มีใครหนุนหลัง… วันนี้คุณคงได้คำตอบแล้วนะคะว่าฉันคือใคร และที่สำคัญ… กล่องขนมร้านนั้น ฉันยังคงไม่ชอบมันเหมือนเดิม”
กวินทร์ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะยื่นมือมาจับมือฉันไว้แน่น “ไปกันเถอะครับที่รัก แขกผู้ใหญ่รออยู่”
“ค่ะ” ฉันตอบรับ ยื่นช่อดอกไม้ในมือส่งให้บอดี้การ์ดแทนการโยน แล้วก้าวเดินเข้าสู่ประตูวิวาห์ที่แท้จริง โดยไม่หันกลับไปมองเสียงร้องไห้โหยหวนของชายที่จมอยู่กับความทะเยอทะยานของตัวเองอีกเลย ปล่อยให้เขาอยู่กับเลขาฯ ที่เขาเลือก… ในงานแต่งงานที่มีแต่ความว่างเปล่าและพังทลายลงในพริบตา