Posted in

พวกเขาทิ้งฉันไว้คนเดียวในห้างหลังจากที่ฉันเป็นคนจ่ายค่าอาหารเย็นทั้งหมด แฟนหนุ่มของฉันคิดว่าฉันจะยังคงวิ่งตามเขาเหมือนเดิม จนกระทั่งสายโทรศัพท์เพียงสายเดียวทำลายทุกแผนการของพวกเขา

พวกเขาทิ้งฉันไว้คนเดียวในห้างหลังจากที่ฉันเป็นคนจ่ายค่าอาหารเย็นทั้งหมด แฟนหนุ่มของฉันคิดว่าฉันจะยังคงวิ่งตามเขาเหมือนเดิม จนกระทั่งสายโทรศัพท์เพียงสายเดียวทำลายทุกแผนการของพวกเขา

หลังจากที่ฉันจ่ายค่าอาหารเย็นที่ฉันไม่ได้เป็นคนเลือก ร้านอาหารมื้อนั้นราคา 2,990 บาท พวกเขาสองคนก็หายตัวไป

แฟนของฉัน

และเพื่อนสนิทผู้หญิงของฉัน

ฉันโทรหาพวกเขาเกือบสิบสี่ครั้งกว่าจะมีคนรับสาย และคำแรกที่มิเกลพูดคือ

“ลาร่า เธอช้าตลอดเลยนะ ฉันกับเบียมาก่อนแล้ว”

เหมือนฉันเป็นฝ่ายสร้างปัญหา

เหมือนฉันเป็นคนที่เดินหนีไป

วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ในช่วงวันหยุดยาว และห้างเซ็นทรัลลาดพร้าวก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน สัญญาณแอปธนาคารของฉันมีปัญหาจึงใช้เวลาจ่ายเงินนานกว่าปกติ

ขณะยืนรอที่แคชเชียร์ ฉันยังหันกลับไปมองโต๊ะในร้านราเมงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อครู่พวกเขายังนั่งอยู่ตรงนั้น

มิเกลเอนหลังพิงเก้าอี้ ยิ้มขณะฟังเบียพูด

ส่วนเบีย ทาปากสีแดงสด ถือตะเกียบไว้ในมือ แต่แทบไม่ได้กินอะไร เพราะมัวแต่เล่าเรื่องเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งคู่สอบติดที่นั่น

ทั้งคู่มีแผนสำหรับเดือนกันยายน

ส่วนฉัน?

สอบไม่ติด กำลังวางแผนอ่านหนังสือใหม่เพื่อสอบอีกครั้งในปีหน้า

หลังจากจ่ายเงินเสร็จ พวกเขาก็หายไปแล้ว

ฉันเดินออกจากร้าน มองหาพวกเขาตามทางเดิน ห้องน้ำ และร้านค้ารอบ ๆ แต่ไม่พบเลย

นั่นคือจุดที่ฉันเริ่มโทรหา

ในที่สุดมิเกลก็รับสาย และฉันยังได้ยินเสียงหัวเราะของเบียอยู่ด้านหลัง

“พวกเราอยู่ร้านงานลูกปัดชั้นล่าง” เขาพูด “เธอตามมาสิ”

เขาไม่ถามด้วยซ้ำว่าฉันโอเคไหม

ไม่คิดเลยว่าฉันเป็นคนจ่ายค่าอาหารทั้งหมด 2,990 บาท

ฉันรอลิฟต์สองรอบแต่คนแน่นมาก เลยต้องลงบันไดเลื่อน หัวใจเต้นแรง มือกำใบเสร็จแน่น

เมื่อไปถึงร้านงานลูกปัด ร้านเต็มไปด้วยผู้คน

และฉันก็เห็นพวกเขา

นั่งติดกันที่โต๊ะเล็ก ๆ ไหล่แทบชนกัน

มิเกลก้มหน้ามองถาดลูกปัด

เบียยิ้มและชี้สีที่เธอชอบ

พวกเขากำลังคุยกันเรื่องหอพัก

เรื่องร้านอาหาร

เรื่องชมรมที่จะเข้าร่วม

เรื่องการเรียนปริญญาโท

เรื่องการเรียนต่อปริญญาเอก

พวกเขากำลังวางแผนชีวิตอีกสิบปีข้างหน้า ราวกับสร้างมันขึ้นมาด้วยกันมานานแล้ว โดยไม่มีฉันอยู่ในนั้นเลย

ฉันยืนอยู่ที่ประตู ไม่กล้าเดินเข้าไป

มิเกลเห็นฉัน

เขาเงยหน้าขึ้น และแทนที่จะดีใจ กลับถอนหายใจ

“ลาร่า เธอช้าจัง”

จากนั้นเขามองไปรอบ ๆ

“ไม่มีที่นั่งแล้ว รอข้างนอกก่อนนะ”

ข้างนอก

ฉันเป็นแฟนของเขา

แต่ฉันต้องยืนอยู่ข้างนอก

ฉันมองพวกเขา

มองมือของเบียที่วางอยู่ใกล้มือของมิเกล

มองเสียงหัวเราะของทั้งคู่ที่เหมือนมีโลกของตัวเอง

จู่ ๆ ฉันก็รู้สึกเหนื่อย

ไม่ใช่ความโกรธ

ไม่ใช่ความอิจฉา

แต่เป็นความเหนื่อยล้า

มิเกล

ครั้งนี้ฉันไม่อยากวิ่งตามเธออีกแล้ว

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันส่งรูปใบเสร็จเข้าไปในกลุ่มแชตของพวกเราสามคนเหมือนทุกครั้ง

2,990 บาท

คนแรกที่ตอบคือมิเกล

“@Bea ส่วนของเธอฉันจ่ายให้เอง ไม่ต้องโอนคืนหรอก เก็บเงินไว้ซื้ออุปกรณ์การเรียนดีกว่า”

เบียตอบทันที

“เฮ้ย ไม่เอา น่าเกรงใจนะ”

“ไม่เป็นไร” มิเกลตอบ “ฉันจัดการเอง”

พวกเขาส่งข้อความโต้กันไปมา

ไม่มีใครถามว่าฉันอยู่ไหน

ไม่มีใครถามว่าทำไมฉันกลับบ้าน

ไม่มีใครถามว่าฉันกลับถึงบ้านปลอดภัยไหม

หรือว่าฉันเสียใจหรือเปล่า

สิบนาทีต่อมา มิเกลส่งข้อความส่วนตัวมาหาฉัน

“คราวหน้าช่วยอย่าเลือกร้านแพง ๆ ได้ไหม เธอก็รู้ว่าเบียไม่ได้มีฐานะดี”

ฉันมองหน้าจอ

ฉันเลือกงั้นเหรอ?

เบียต่างหากที่ยืนยันจะมากินร้านนี้ เพราะกำลังดังใน TikTok

ตอนนั้นฉันยังเสนอให้ไปกินที่ฟู้ดคอร์ตแทนด้วยซ้ำ

แต่วันนั้นมิเกลแตะหน้าผากฉันแล้วหัวเราะ

“คะแนนคณิตศาสตร์เธอไม่เก่ง แต่เรื่องคำนวณค่าใช้จ่ายนี่เร็วเชียวนะ”

ตอนนั้นฉันฝืนยิ้ม

แต่ตอนนี้นิ้วของฉันหนักอึ้งขณะพิมพ์ตอบ

“เบียเป็นคนเลือกร้าน”

เขาใช้เวลานานกว่าจะตอบ

“แต่เธอก็กินเยอะที่สุดไม่ใช่เหรอ?”

ฉันสูดหายใจลึก

แล้วข้อความต่อมาก็เด้งขึ้น

“อย่าไร้ความรู้สึกนักสิลาร่า เบียเป็นคนรักษาศักดิ์ศรีตัวเอง เธอน่าจะเข้าใจบ้าง”

เข้าใจงั้นเหรอ?

ตลอดช่วงมัธยมปลาย

ฉันเป็นฝ่ายเข้าใจคนอื่นมาตลอด

เวลาพวกเขาคุยเรื่องแคลคูลัส ฉันเงียบ

เวลาพวกเขาคุยเรื่องประวัติศาสตร์ ฉันเงียบ

เวลาพวกเขาหัวเราะเรื่องที่ฉันต้องท่องจำแทนที่จะเข้าใจ ฉันก็หัวเราะตาม ทั้งที่เจ็บ

เวลามิเกลบอกให้ฉันเอาอย่างเบีย ฉันก็พยักหน้า

เวลาฉันถูกทิ้งให้อยู่นอกบทสนทนา ฉันก็เอาแต่กิน เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าฉันไม่มีที่ยืนในโลกของพวกเขา

เขารู้ว่าฉันกินมากแค่ไหน

แต่เขาไม่เคยเห็นเลยว่าฉันตัวเล็กแค่ไหนเมื่อยืนอยู่ข้างพวกเขา

ฉันหลับตา

แล้วส่งข้อความสั้น ๆ กลับไป

“โอเค”

ไม่นานหลังจากนั้น เบียโพสต์รูปลง Facebook

รูปชามราเมง ชานม และใบเสร็จที่พับวางอยู่ข้างจาน

คำบรรยายใต้ภาพเขียนว่า

นี่คือบทสรุปและตอนจบของเรื่องราวการตาสว่าง และการเอาคืนที่เจ็บแสบที่สุดด้วยความเงียบและสติครับ:

คำบรรยายใต้ภาพเขียนว่า:

“มื้อฉลองของว่าที่เด็กธรรมศาสตร์ ขอบคุณสปอนเซอร์สุดหล่อที่ดูแลอย่างดี เลี้ยงมื้อใหญ่แถมยังช่วยเลือกของด้วย ชีวิตในรั้วมหาลัยและแพลนอีกสี่ปีข้างหน้าฝากตัวด้วยนะ! 🥰 #เพื่อนสนิทรู้ใจ #ก้าวไปอีกขั้น”

สปอนเซอร์สุดหล่องั้นเหรอ?

ฉันจ้องมองคำนั้นอยู่เนิ่นนาน รูปนั้นไม่มีแท็กชื่อฉัน ไม่มีแม้แต่เงาของฉัน ราวกับว่ามื้ออาหาร 2,990 บาทนั้นเป็นเงินที่ลอยมาจากกระเป๋าของมิเกลเพื่อเปย์ให้เธอโดยเฉพาะ

ฉันไม่ได้ร้องไห้ น้ำตาของฉันมันเหือดแห้งไปตั้งแต่ตอนที่ฉันยืนรออยู่หน้าร้านลูกปัดแล้ว

ฉันกดยกเลิกข้อความ “โอเค” ที่เพิ่งส่งไป จากนั้นกดบันทึกภาพหน้าจอ Facebook ของเบีย ส่งเข้าไปในแชตกลุ่มของพวกเราสามคน พร้อมแนบสลิปโอนเงินที่ระบุชื่อบัญชีของฉันอย่างชัดเจน

ฉันพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ลงไป: “ยินดีด้วยกับอนาคตของพวกเธอนะ ส่วนค่าอาหารมื้อนี้ มิเกลโอนคืนมาให้ครบ 2,990 บาทภายในคืนนี้ด้วย ในเมื่ออยากเป็นสปอนเซอร์ใจดี ก็ควรใช้เงินตัวเอง ไม่ใช่เงินของแฟนที่พวกเธอทิ้งให้เดินตามหลัง”

ทันทีที่ส่งข้อความไป ฉันกดออกจากกลุ่มแชต บล็อก Facebook และ Instagram ของเบียทันที

แต่แค่นั้นมันยังไม่พอหรอก เพราะ ‘แผนการสิบปี’ ที่พวกเขาวาดฝันไว้อย่างสวยหรูในร้านลูกปัด… มีความจริงข้อหนึ่งที่มิเกลจงใจลืมไป

พวกเขากำลังคุยกันเรื่องหอพักหรูใกล้ธรรมศาสตร์ที่ราคาแพงลิ่ว และมิเกลก็เพิ่งไปอวดกับเบียว่าเขาได้สิทธิ์เช่าห้อง VIP แบบสองห้องนอนในราคาถูกแสนถูก ซึ่งเขาวางแผนจะให้เบียมาแชร์ห้องอยู่ด้วยกันเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

เขาคงลืมไปจริง ๆ ว่า หอพักหรูแห่งนั้น… เป็นของน้าสาวแท้ ๆ ของฉัน

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วกดโทรออกหาน้าสาว “ฮัลโหล น้าคะ… ห้อง VIP ชั้น 8 ที่หนูล็อกโควตาญาติไว้ให้มิเกล น้าปล่อยเช่าราคาเต็มให้คนอื่นได้เลยนะคะ”

ปลายสายเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนจะถามด้วยความตกใจ “อ้าว ทำไมล่ะลูก? เห็นมิเกลเพิ่งโทรมาคอนเฟิร์มกับผู้จัดการตึกเมื่อวานนี้เองว่าเดือนหน้าจะย้ายเข้า”

ฉันยิ้มบาง ๆ ให้กับตัวเองในกระจก “เราเลิกกันแล้วค่ะน้า… อ้อ แล้วฝากบอกผู้จัดการตึกด้วยนะคะว่า ถ้าเขาจะเช่าต่อ ต้องจ่ายราคาเต็มเดือนละ 25,000 บาท ไม่มีส่วนลด ไม่มีมัดจำล่วงหน้าแบบคนกันเองอีกแล้ว”

“ได้เลยลูก น้าจัดการให้เดี๋ยวนี้แหละ น้าก็ไม่ค่อยชอบสายตาเด็กคนนั้นเวลาคุยกับหนูมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” น้าสาวตอบรับอย่างรวดเร็ว

ฉันกดวางสาย และนั่นคือสายโทรศัพท์เพียงสายเดียว… ที่พังทลายโลกใบสวยงามของพวกเขาทั้งคู่

เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาแปดโมงตรง หน้าจอโทรศัพท์ของฉันสว่างวาบ สายเรียกเข้าจากมิเกลโทรมากระหน่ำไม่หยุด ฉันปล่อยให้มันดังจนตัดไปถึงสามครั้ง ก่อนจะกดรับสายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ลาร่า! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!?” เสียงมิเกลตะโกนมาตามสายด้วยความตื่นตระหนกและเกรี้ยวกราด “ทำไมผู้จัดการหอพักโทรมาบอกว่ายกเลิกสิทธิ์ส่วนลดของฉัน! แถมบอกว่าถ้าจะอยู่ต้องจ่ายเดือนละสองหมื่นห้า! เธอทำบ้าอะไรลงไปรู้ตัวไหม! เบียเตรียมแพ็กของจะย้ายมาแชร์ค่าห้องกับฉันอยู่แล้วนะ!”

ฉันฟังเสียงคนเก่งที่เคยหัวเราะเยาะฉันกำลังสติแตก แล้วตอบกลับช้า ๆ ชัด ๆ

“ก็รู้นี่ว่าฉันคณิตศาสตร์ไม่เก่ง ฉันก็เลยไม่อยากคำนวณส่วนลดให้คนที่ไม่เห็นหัวฉันแล้วไง”

“ลาร่า! อย่ามางี่เง่าตอนนี้ได้ไหม! ฉันไม่มีเงินไปจ่ายค่ามัดจำหรู ๆ หรอกนะ แล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เบียรู้เรื่องนี้แล้วเธอโวยวายใหญ่เลย!”

“นั่นมันปัญหาของนายกับ ‘เพื่อนสนิท’ ของนาย ไม่ใช่ปัญหาของฉัน” ฉันตอบกลับอย่างเย็นชา “นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเบียเป็นคนรักษาศักดิ์ศรีตัวเอง… งั้นก็ให้เธอใช้ศักดิ์ศรีนั้นไปจ่ายค่าห้องเอาเองก็แล้วกัน”

“ลาร่า เดี๋ยว! เราคุยกันดี ๆ ดะ—”

ติ๊ด.

ฉันกดตัดสาย และกดบล็อกเบอร์ของเขาทันที มีเสียงแจ้งเตือนเงินเข้าจากแอปธนาคารดังขึ้น… 2,990 บาท ถูกโอนเข้ามาพร้อมโน้ตสั้น ๆ ว่า “ขอโทษ” จากบัญชีของมิเกล คงเป็นเศษเงินก้อนสุดท้ายที่เขาต้องรีบโอนมาเพื่อหวังจะง้อฉันเรื่องหอพัก

แต่มันสายไปแล้ว

ฉันเดินไปที่หน้าต่าง มองดูท้องฟ้าที่สดใสของเช้าวันใหม่ ฉันอาจจะสอบไม่ติดธรรมศาสตร์ในปีนี้ และฉันอาจจะต้องเริ่มอ่านหนังสือใหม่ทั้งหมด แต่วันนี้… เป็นวันแรกที่ฉันรู้สึกว่าตัวฉันไม่ได้เล็กจ้อยอีกต่อไป

ฉันไม่ต้องทนนั่งฟังเรื่องแคลคูลัสที่ฉันไม่เข้าใจ ฉันไม่ต้องกินข้าวเพื่อกลบเกลื่อนความไร้ตัวตน และฉันไม่ต้องวิ่งตามหลังใครเพื่อให้เขารออีกแล้ว

จากนี้ไป ฉันจะเดินในจังหวะของฉันเอง… และโลกใบใหม่ของฉัน จะไม่มีที่ยืนสำหรับคนเห็นแก่ตัวอย่างพวกเขาอีกต่อไป