Posted in

ฉันซื้อรถตู้ท่องเที่ยวคันหนึ่งราคาเกือบ 1 ล้านบาท เพื่อขับไปทะเลคนเดียวในช่วงวันหยุดยาว แต่พอฉันปฏิเสธไม่ให้เพื่อนบ้านกับครอบครัวของเธอติดรถไปด้วย เช้าวันรุ่งขึ้นรถตู้กลับหายไปจากลานจอดรถชั้นใต้ดิน และฉันก็เห็นโพสต์ของเธอบน Facebook ว่า “ทริปส่วนตัวไปเชียงใหม่ ยังเหลือที่นั่งอีก 2 ที่”

ฉันซื้อรถตู้ท่องเที่ยวคันหนึ่งราคาเกือบ 1 ล้านบาท เพื่อขับไปทะเลคนเดียวในช่วงวันหยุดยาว แต่พอฉันปฏิเสธไม่ให้เพื่อนบ้านกับครอบครัวของเธอติดรถไปด้วย เช้าวันรุ่งขึ้นรถตู้กลับหายไปจากลานจอดรถชั้นใต้ดิน และฉันก็เห็นโพสต์ของเธอบน Facebook ว่า “ทริปส่วนตัวไปเชียงใหม่ ยังเหลือที่นั่งอีก 2 ที่”

ตอนที่ 1: เพื่อนบ้านที่มาพร้อมรอยยิ้มหวานเกินจริง

ฉันชื่อ มายา เรเยส อายุ 29 ปี อาศัยอยู่คนเดียวในคอนโดเก่าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ฉันทำงานเป็นบรรณาธิการคอนเทนต์ให้กับบริษัทอีคอมเมิร์ซมาสามปีแล้ว ทุกวันต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์มากกว่าสิบชั่วโมง จนบางครั้งแม้แต่ในความฝัน ฉันก็ยังได้ยินเสียงแจ้งเตือนคำสั่งซื้อดังขึ้นอยู่ตลอด

ดังนั้นฉันจึงให้รางวัลชิ้นใหญ่กับตัวเอง

รถตู้ท่องเที่ยวสีเงินแบบ 12 ที่นั่ง ซึ่งฉันสั่งตกแต่งใหม่สำหรับการเดินทางไกลโดยเฉพาะ

เบาะหลังสามารถพับเป็นเตียงนอนได้ มีตู้แช่ขนาดเล็ก ม่านกันแสง กล้องติดรถ GPS แบบซ่อน ช่องเสียบไฟฟ้า และพื้นที่เก็บของเล็ก ๆ สำหรับใส่ขนม เสื้อกันหนาว หนังสือ และกล้องถ่ายรูป

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเกือบ 1 ล้านบาท

แพงมาก

แต่ฉันไม่เคยเสียดายเลย

ฉันวางแผนทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว

ช่วงวันหยุดสงกรานต์ ฉันจะขับรถไปทะเลที่หัวหิน

ฉันจะไม่ชวนใครทั้งนั้น

ไม่อยากฟังคำบ่นของใคร

ไม่อยากแบ่งเตียง แบ่งตารางเวลา หรือแบ่งภาระทางอารมณ์กับใคร

ฉันแค่อยากนั่งอยู่หน้าทะเล ดื่มกาแฟเย็น ฟังเสียงคลื่น และทบทวนว่าฉันทำตัวตนของตัวเองหล่นหายไปตั้งแต่เมื่อไร

บ่ายวันนั้น หลังจากเช็ดกระจกรถตู้ในลานจอดรถชั้นใต้ดินเสร็จ รปภ. ก็ยิ้มให้ฉัน

“มายา รถใหม่ของคุณสวยมาก จะไปเที่ยวที่ไหนเหรอ?”

ฉันตอบว่า

“จะไปทะเลค่ะ ไปคนเดียว”

เขายกนิ้วโป้งให้

“ดีแล้วครับ เวลาคนเราเหนื่อยล้า สิ่งแรกที่ต้องช่วยก็คือตัวเอง”

ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน

แต่ฉันไม่เคยคาดคิดเลยว่าคำว่า “ไปคนเดียว” จะไปเข้าหูคนผิด

คืนนั้น ขณะที่ฉันกำลังจัดของลงกระเป๋าเดินทาง กริ่งหน้าห้องก็ดังขึ้น

ฉันเปิดประตู

พี่ลอร์นา เพื่อนบ้านที่อยู่ห้องตรงข้าม ยืนอยู่หน้าประตูด้วยรอยยิ้มสดใส ราวกับเพิ่งถูกรางวัลใหญ่

ด้านหลังเธอมีสามีชื่อจุน แม่สามีชื่อป้าเทสซี ลูกชายคนโตเปาโล ลูกสาวคนเล็กมิกา และน้องชายของเธอชื่อริโก

ทั้งหกคนยืนเรียงกันอยู่ในทางเดิน

ร่างของพวกเขาแทบจะปิดทางเดินทั้งหมด

ฉันมองพวกเขาแล้วรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที

ฉันถามว่า

“พี่ลอร์นา มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

เธอยิ้มเหมือนเราสนิทกันมานาน

“มายา ได้ยินมาว่าเธอซื้อรถตู้ใหม่เหรอ?”

“ค่ะ”

“แล้วก็ได้ยินว่าเธอจะไปหัวหินช่วงสงกรานต์ใช่ไหม?”

“ค่ะ”

เธอตบมืออย่างดีใจ

“ดีเลย! ครอบครัวพี่ก็ว่าจะไปเที่ยวเหมือนกัน ติดรถไปด้วยสิ”

ฉันชะงักไปทันที

“ติดรถไปด้วย?”

เธอพยักหน้าเหมือนเป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก

“แน่นอนสิ รถเธอตั้งใหญ่ แถมไปคนเดียว พวกพี่มีแค่หกคนเอง นั่งได้สบาย”

ฉันมองคนทั้งหกที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอ

เปาโลกำลังถือโทรศัพท์และเดินวนไปมา

“ผมจะนั่งข้างหน้าครับ! ผมอยากนั่งรถใหม่!”

ส่วนป้าเทสซีมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังชั่งใจว่าฉันจะถูกเกลี้ยกล่อมง่ายแค่ไหน

จุนยืนกอดอก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนตัวเองเป็นคนตัดสินใจ

“มายา เราก็เป็นเพื่อนบ้านกันนะ แค่ให้ติดรถไปด้วยเอง ค่าน้ำมันพวกเราช่วยออก”

ฉันตอบว่า

“ขอโทษนะคะ ฉันไม่สะดวกจริง ๆ”

รอยยิ้มของพี่ลอร์นาแข็งค้างทันที

“ไม่สะดวก? หมายความว่ายังไง?”

ฉันตอบตรง ๆ

“ฉันไปพักผ่อนค่ะ ไม่อยากมีคนอื่นไปด้วย”

บรรยากาศในทางเดินเย็นลงทันที

ป้าเทสซีถอนหายใจเสียงดัง

“สาวโสดสมัยนี้ใจแคบกันจริง ๆ รถก็ออกจะใหญ่ ไม่ยอมให้ใครติดรถ”

ฉันมองเธอแล้วพูดว่า

“ฉันเป็นคนซื้อรถคันนี้เอง ดังนั้นฉันก็มีสิทธิ์ตัดสินใจว่าใครจะได้นั่ง”

จุนขมวดคิ้ว

“เกินไปไหม พวกเราไม่ได้ขอรถเธอสักหน่อย แค่จะนั่งไปไม่กี่ชั่วโมงเอง”

พี่ลอร์นายิ้มอีกครั้ง แต่แววตาเปลี่ยนไปแล้ว

“เอาเถอะ ดูเหมือนเธอจะเหนื่อย พี่ไม่บังคับหรอก แต่ลองคิดดูนะ การเดินทางคนเดียวมันอันตราย ถ้ามีพวกพี่ไปด้วยจะดีกว่า”

ฉันตอบว่า

“ขอบคุณค่ะ แต่ฉันก็ยังไม่ตกลงอยู่ดี”

ฉันกำลังจะปิดประตู แต่จู่ ๆ มิกาก็ชี้ไปที่ที่แขวนกุญแจข้างตู้รองเท้า

“แม่ ดูสิ กุญแจรถตู้อยู่ตรงนั้น”

ฉันรีบขยับตัวบังและปิดประตูลงเล็กน้อย

พี่ลอร์นาเหลือบมองเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว

เพียงชั่ววินาทีเดียว

แต่ฉันเห็นชัด

นั่นไม่ใช่สายตาของคนที่ผิดหวัง

แต่มันคือสายตาของคนที่เพิ่งเห็นประตูหลังบ้านที่เปิดทิ้งไว้

เธอยิ้มฝืน ๆ

“งั้นพักผ่อนเถอะ เราเป็นเพื่อนบ้านกัน ยังไงก็ต้องได้เจอกันอีก”

หลังจากปิดประตู ฉันยืนมองที่แขวนกุญแจอยู่ครู่หนึ่ง

กุญแจหลักยังอยู่ที่เดิม

ส่วนกุญแจสำรองอยู่ในลิ้นชักตู้รองเท้า

ความกังวลแวบหนึ่งแล่นผ่านหัวใจ

แต่ฉันบอกตัวเองว่าคงคิดมากไป

ฉันอยู่คอนโดแห่งนี้มาสามปีแล้ว และไม่เคยมีของหายแม้แต่ครั้งเดียว

ฉันไม่รู้เลยว่า บางคนไม่ได้ขโมยเพราะพวกเขาไม่มี

พวกเขาขโมย เพราะเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะเอา

ตอนที่ 2: รอยยางรถยนต์ในความมืด และประกาศบนหน้าฟีด

เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาตีห้าครึ่ง

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นพร้อมความตื่นเต้นที่จะได้ออกเดินทาง ฉันสวมชุดเดรสลินินสบาย ๆ ถือกระเป๋าเดินทางใบลอยลงลิฟต์ไปยังลานจอดรถชั้นใต้ดินทันทีโดยไม่แวะกินข้าวเช้า จิตใจก้าวไปถึงริมหาดหัวหินเรียบร้อยแล้ว

แต่ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง

ช่องจอดรถหมายเลข 104 ที่ควรจะมีรถตู้ท่องเที่ยวสีเงินป้ายแดงจอดอยู่… บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า แสงไฟนีออนสลัวสะท้อนกับคราบน้ำมันบนพื้นปูน มีเพียงเศษกระดาษใบปลิวที่เคยติดหน้ารถถูกฉีกทิ้งไว้ที่พื้น

ฉันทิ้งกระเป๋าเดินทางลงพื้นทันที วิ่งไปรอบลานจอดรถพลางกดรีโมตในมือรัว ๆ แต่ไม่มีเสียงสัญญาณตอบรับใด ๆ กลับมา หัวใจของฉันเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก

“คุณมายา! เกิดอะไรขึ้นครับ?” พี่รปภ. คนเดิมวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาเมื่อเห็นฉันยืนหน้าซีดอยู่กลางลานจอด

“รถ… รถตู้ของมายาหายไปค่ะพี่! ใครขับออกไป?!” ฉันเค้นเสียงถาม

พี่รปภ. เบิกตากว้างทำท่าทางตกใจลนลาน “อ้าว! ก็เมื่อคืนตอนประมาณตีหนึ่ง ผมเห็นคุณจุนกับคุณลอร์นา เพื่อนบ้านห้องตรงข้ามคุณ สตาร์ทรถขับออกไป แถมนั่งกันไปเต็มคันรถ ขนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่พ่วงท้ายไปด้วย ผมก็คิดว่าคุณมายาอนุญาตให้พวกเขายืมรถไปเที่ยวแล้วซะอีก!”

ราวกับมีค้อนยักษ์ทุบลงกลางศีรษะ ฉันรีบวิ่งกลับขึ้นห้อง เปิดตู้อย่างบ้าคลั่ง… กุญแจหลักยังอยู่บนที่แขวน แต่ในลิ้นชักตู้รองเท้า กุญแจสำรองที่ฉันซ่อนไว้ในกล่องทิชชูเก่ากลับหายไปแล้ว! ที่แท้เมื่อคืนนี้ตอนที่มิกาชี้ชวนให้แม่ของเธอดูที่แขวนกุญแจ พี่ลอร์นาแกล้งทำเป็นมองฝืน ๆ แต่จริง ๆ เธอลอบสังเกตเห็นลิ้นชักตู้รองเท้าที่ปิดไม่สนิท และแอบย่องกลับมาสะเดาะกลอนประตูห้องคอนโดเก่า ๆ ของฉันในตอนดึกเพื่อขโมยมันไป!

ฉันทรุดนั่งลงบนเตียง ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธแค้น ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิด Facebook ทันที และสิ่งแรกที่ปรากฏบนหน้าฟีดข่าว คือโพสต์ล่าสุดของพี่ลอร์นาที่เพิ่งอัปโหลดเมื่อสิบนาทีก่อน

ภาพถ่ายเซลฟี่ของคนทั้งหกในครอบครัวของเธอกำลังนั่งชูสองนิ้วยิ้มแย้มอย่างมีความสุขอยู่บนเบาะหนังคัสตอมราคาแพง… ซึ่งมันคือเบาะในรถตู้ของฉัน!

พร้อมข้อความแคปชันใต้ภาพ: “ทริปส่วนตัวไปเชียงใหม่ยาว ๆ ต้อนรับสงกรานต์ รถตู้เบาะนุ่มแอร์ฉ่ำนั่งสบายมากจ้าาา ยังเหลือที่นั่งว่างอีก 2 ที่ ใครอยู่แถวทางผ่านอยากติดรถไปแอ่วเหนือทักแชตด่วน! #คนมีน้ำใจ #เที่ยวครอบครัว #เชียงใหม่ทริป”

ใต้โพสต์มีเพื่อน ๆ ของเธอเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมมากมาย เช่น “โห ออกรถตู้ใหม่เหรอพี่ลอร์นา รวยมาก” โดยเธอเข้าไปตอบคอมเมนต์อย่างหน้าชื่นตาบานว่า “ใช่จ้า ซื้อให้คุณแม่นั่งสบาย ๆ”

พวกเขาย้ายจุดหมายจากหัวหินไปเชียงใหม่ และเปลี่ยนจาก “ขอติดรถ” เป็น “ขโมยรถ” ไปเป็นของตัวเองอย่างหน้าด้าน ๆ!

ฉันแคปหน้าจอโพสต์นั้นไว้ทันที น้ำตาแห่งความแค้นไหลอาบแก้ม แต่แววตาของฉันกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา

“พวกคุณคิดว่าหยาดเหงื่อเงินล้านของฉัน มันขโมยไปเสวยสุขกันง่าย ๆ แบบนี้งั้นเหรอ?” ฉันพูดเสียงเรียบ ก่อนจะกดเบอร์โทรศัพท์สายด่วนที่ฉันบันทึกไว้ตั้งแต่ตอนออกรถ

ตอนที่ 3: ระบบติดตามอัจฉริยะ และผลกรรมกลางทางหลวง

หนึ่งชั่วโมงต่อมา…

ที่สถานีตำรวจทางหลวงสายเอเชีย มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ ฉันนั่งอยู่ข้าง ๆ ร้อยตำรวจเอกหนุ่มผู้รับผิดชอบคดี บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของระบบตำรวจกำลังแสดงจุดสีแดงกะพริบถี่ ๆ ท่ามกลางแผนที่ดิจิทัล

“โชคดีมากครับคุณมายา ที่คุณติด GPS ระบบดาวเทียมซ่อนไว้ในแผงวงจรตัวถังรถแบบที่ถอดปลั๊กไม่ได้” ผู้กองกล่าว “ตอนนี้รถตู้ของคุณกำลังวิ่งอยู่บนถนนสายเอเชีย ช่วงจังหวัดนครสวรรค์ ความเร็วประมาณ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง”

“จัดการขั้นเด็ดขาดเลยค่ะผู้กอง มายาไม่ยอมความใด ๆ ทั้งสิ้น” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“ได้ครับ ผมวิทยุสั่งการให้ด่านตรวจทางหลวงข้างหน้าเตรียมตั้งสกัดจับกุมข้อหาลักทรัพย์ในยามวิกาลทันที”

ตัดภาพไปที่กิโลเมตรที่ 124 บนถนนมุ่งสู่นครสวรรค์

จุนกำลังฮัมเพลงอย่างสบายใจมือบังคับพวงมาลัยรถตู้คันงาม ป้าเทสซีนอนเอนเบาะดูดน้ำส้มอย่างมีความสุข ส่วนลอร์นากำลังเปิดดูคอมเมนต์ใน Facebook ที่มีคนเข้ามาชื่นชมไม่ขาดสาย

“เห็นไหมล่ะลอร์นา” จุนหัวเราะเบา ๆ “ไอ้เด็กมายามันใจดำจะตาย รถจอดทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ยอมให้พวกเรานั่ง เราก็แค่เอามาขับพาแม่ไปเที่ยว พอเที่ยวเสร็จค่อยขับกลับไปจอดคืน ทำเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตไปได้”

“ใช่ค่ะพี่จุน” ลอร์นาเบ้ปาก “ผู้หญิงคนเดียวจะใช้รถคันใหญ่ขนาดนี้ทำไม ฟุ่มเฟือย ถือว่าพวกเราช่วยวอร์มเครื่องยนต์ให้แล้วกัน”

ทันใดนั้นเอง… เสียงไซเรนรถตำรวจทางหลวงสองคันก็ดังสนั่นมาจากด้านหลัง รถปิ๊กอัพตราโล่แล่นแซงขึ้นมาปาดหน้า บังคับให้รถตู้สีเงินต้องเบรกกะทันหันจนคนในรถหัวคะมำ น้ำส้มในมือป้าเทสซีราดรดเต็มเบาะหนังสีครีม

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?!” จุนลนลานเปิดกระจกเมื่อตำรวจทางหลวงสามนายเดินเข้ามาล้อมรถพร้อมปืนพกในมือ

“ลงมาจากรถให้หมด! ดับเครื่องยนต์เดี๋ยวนี้!” ตำรวจตวาดลั่น

ครอบครัวทั้งหกคนเดินลงมาจากรถด้วยท่าทางสั่นเทา ลอร์นาหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นรถยกของตำรวจและกลุ่มไทยมุงแถวนั้นเริ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป

“ตำรวจจับพวกเราทำไมคะ? พวกเราแค่มาเที่ยวครอบครัว!” ลอร์นาร้องประท้วง

“รถคันนี้เป็นของบุคคลอื่น และมีรายงานแจ้งความลักทรัพย์ในยามวิกาลจากกรุงเทพฯ ครับ ผู้ขับขี่และผู้สมรู้ร่วมคิดต้องถูกควบคุมตัวไปยังสถานีตำรวจทันที!”

ในจังหวะนั้นเอง รถแท็กซี่คันหนึ่งแล่นมาจอดเทียบข้างทาง ประตูเปิดออก และฉันก้าวเท้าลงมาในชุดเดรสลินินตัวเดิม ฉันเดินตรงเข้าไปหาลอร์นาและจุนที่บัดนี้โดนตำรวจล็อกกุญแจมือไขว้หลังเรียบร้อยแล้ว

“มายา! มายาช่วยพี่ด้วย! พี่แค่ยืมรถมาขับพาแม่เที่ยวเฉย ๆ เดี๋ยวก็เอาไปคืนแล้ว!” ลอร์นากรีดร้องอ้อนวอน ท่าทางหยิ่งผยองเมื่อคืนหายไปสิ้นเหลือเพียงความขี้ขลาด

ฉันเดินไปหยุดตรงหน้าเธอ มองดูคราบน้ำส้มที่เปื้อนเบาะรถและหันมาสบตาเพื่อนบ้านใจชั่ว

“ยืมงั้นเหรอคะพี่ลอร์นา? ยืมโดยการสะเดาะกลอนห้องฉันตอนตีหนึ่ง ขโมย Keys สำรอง แล้วโพสต์บอกคนอื่นว่าเป็นรถของตัวเองเนี่ยนะ?” ฉันยิ้มบาง ๆ พลางชูโทรศัพท์ที่เปิดหน้าฟีด Facebook ของเธอขึ้นมา “ที่นั่งว่างอีก 2 ที่ในโพสต์นี้… สงสัยต้องเปลี่ยนเป็นที่นั่งบนรถผู้ต้องขังแทนแล้วล่ะค่ะ”

“ไม่นะมายา! พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกันนะ! เห็นแก่หน้าป้าเถอะลูก ป้าแก่แล้วนะ!” ป้าเทสซีทรุดเข่าลงร้องไห้โฮ

“ตอนที่ฉันบอกว่าไม่สะดวก พวกคุณยังด่าฉันว่าใจแคบเลยนี่คะ” ฉันพูดเสียงนิ่งเรียบแต่ทรงพลัง “ตอนนี้ฉันก็ขอ ‘ใจแคบ’ ให้ถึงที่สุด… ผู้กองคะ ดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุด ไม่มีการยอมความและไม่รับเงินประกันใด ๆ ทั้งสิ้นค่ะ”

จุนและลอร์นาถูกตำรวจลากตัวขึ้นรถผู้ต้องขังไปท่ามกลางสายตาสมเพชของชาวบ้านแถวนั้น ทริปเชียงใหม่แสนสุขสันต์พังทลายกลายเป็นคดีอาญาอุกฉกรรจ์ที่มีโทษจำคุกหลายปี รถตู้ของพวกเขาถูกยึด ทรัพย์สินและชื่อเสียงพังพินาศจากคลิปไวรัลที่ตำรวจจับกุมคนขโมยรถลงโซเชียล

บ่ายวันนั้น หลังจากจัดการเคลียร์คราบสิ่งสกปรกเสร็จ ฉันสตาร์ทเครื่องยนต์รถตู้ท่องเที่ยวคันเดิม ขับมุ่งหน้าลงใต้สู่ทะเลหัวหินเพียงลำพังตามแผนการเดิม… เสียงคลื่นลมและกาแฟร้อน ๆ รอฉันอยู่ข้างหน้า พร้อมบทเรียนราคาแพงที่ฉันมอบให้เพื่อนบ้านใจชั่วได้จำไปจนวันตายว่า ทรัพย์สินของคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่จะมาขโมยไปเสวยสุขกันได้ง่าย ๆ โดยไม่มีราคาที่ต้องจ่ายด้วย ‘อิสรภาพ’ ของตัวเอง