Posted in

“ผมส่งเงินให้แม่เดือนละ 1.5 ล้านบาท เพื่อดูแลภรรยาที่เพิ่งคลอดลูก แต่วันที่ผมกลับบ้านก่อนกำหนด ผมกลับพบว่าภรรยากำลังกินข้าวบูดกับก้างปลา… และสิ่งที่ผมค้นพบหลังจากนั้น เลวร้ายยิ่งกว่านรกเสียอีก”**

“ผมส่งเงินให้แม่เดือนละ 1.5 ล้านบาท เพื่อดูแลภรรยาที่เพิ่งคลอดลูก แต่วันที่ผมกลับบ้านก่อนกำหนด ผมกลับพบว่าภรรยากำลังกินข้าวบูดกับก้างปลา… และสิ่งที่ผมค้นพบหลังจากนั้น เลวร้ายยิ่งกว่านรกเสียอีก”**

## ความไว้วางใจที่มีมูลค่าหลายล้าน

ผมชื่ออาร์กา

เป็นซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในกรุงจาการ์ตา

เนื่องจากงานของผมเกี่ยวข้องกับต่างประเทศอยู่เสมอ

ผมจึงต้องเดินทางบ่อยครั้ง

แต่ตอนที่นาดีรา ภรรยาของผม ตั้งครรภ์

ผมสัญญากับตัวเองว่า

จะมอบชีวิตที่ดีที่สุดให้เธอ

ราวกับเจ้าหญิงในวัง

นาดีราเป็นผู้หญิงเรียบง่าย

เธอเป็นเด็กกำพร้า

ไม่มีครอบครัวเหลืออยู่เลยนอกจากผม

เมื่อเธอให้กำเนิดลูกชายคนแรกของเรา

อาลิฟ

ผมกลับต้องบินไปยุโรปเพื่อดูแลโครงการสำคัญนานถึงหกเดือน

ผมไม่อยากทิ้งเธอให้อยู่ตามลำพัง

จึงขอให้แม่ของผม

คุณรัตนา

ย้ายมาอยู่ที่บ้านชั่วคราว

เพื่อช่วยดูแลภรรยาและลูกชาย

“ไม่ต้องห่วงนะอาร์กา”

แม่พูดอย่างอ่อนโยนในวันที่มาส่งผมที่สนามบิน

“แม่จะดูแลนาดีราเหมือนลูกแท้ ๆ ของแม่เอง”

“ฝากทุกอย่างไว้กับแม่เถอะ”

ผมเชื่อเธออย่างสนิทใจ

เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ

ผมโอนเงินให้แม่เดือนละ 1.5 ล้านบาท

พร้อมกำชับอย่างชัดเจนว่า

* จ้างพยาบาลส่วนตัวสองคน

* มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กประจำบ้านตลอดเวลา

* จ้างเชฟส่วนตัวเพื่อดูแลอาหารบำรุงร่างกายของนาดีรา

ผมต้องการให้ภรรยาได้พักฟื้นอย่างเต็มที่

โดยไม่ต้องกังวลเรื่องใดเลย

หัวใจของผมสงบ

เพราะผมเชื่อใจคนในครอบครัวของตัวเอง

แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่า…

เงินที่ผมส่งไปเพื่อปกป้องครอบครัว

กลับถูกแม่ของผมใช้สร้างนรกให้พวกเขา

## ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว

โครงการในยุโรปเสร็จเร็วกว่ากำหนดถึงสองเดือน

ผมไม่ได้บอกใคร

ทั้งแม่

ทั้งนาดีรา

เพราะอยากทำเซอร์ไพรส์

ผมตรงกลับบ้านจากสนามบินทันที

พร้อมของขวัญมากมาย

ของเล่นสำหรับลูก

เครื่องประดับสำหรับภรรยา

และของฝากราคาแพงอีกหลายอย่าง

แต่ทันทีที่รถแล่นเข้าประตูบ้าน

ผมก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

ไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยออกมาต้อนรับ

ไม่มีรถของพยาบาล

ไม่มีรถของแพทย์

เมื่อเปิดประตูบ้าน

สิ่งที่ต้อนรับผมคือ

ความเงียบ

ความเงียบที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก

ห้องนั่งเล่นร้อนอบอ้าว

เครื่องปรับอากาศถูกปิด

ไม่มีแม่บ้านสักคน

“นาดีรา?”

“แม่?”

ผมตะโกนเรียก

แต่ไม่มีใครตอบ

ผมรีบวิ่งขึ้นไปยังห้องนอนของเรา

และเมื่อเปิดประตูเข้าไป

ผมก็หยุดนิ่ง

นาดีราไม่ได้อยู่ที่นั่น

เตียงนอนของเราถูกรื้อกระจัดกระจาย

และที่น่าตกใจกว่านั้น

ห้องทั้งห้องถูกใช้โดยวาเนีย

น้องสาวของผม

ภายในเต็มไปด้วยถุงช้อปปิ้งจากแบรนด์หรู

Gucci

Prada

Louis Vuitton

วางกองอยู่ทุกมุมห้อง

หัวใจผมเริ่มเต้นแรง

ภรรยาของผมอยู่ไหน?

ลูกชายของผมอยู่ที่ไหน?

ผมรีบวิ่งลงไปชั้นล่าง

แล้วตรงไปยังครัวด้านหลัง

พื้นที่ที่แต่ก่อนใช้สำหรับคนรับใช้เท่านั้น

ก่อนจะเข้าไปถึง

ผมได้ยินเสียงไอเบา ๆ

ตามด้วยเสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นไว้

## ใบหน้าของนรก

ผมมองผ่านช่องประตู

และลมหายใจก็แทบหยุดลง

ของขวัญทั้งหมดในมือหล่นกระแทกพื้น

เพราะคนที่ผมเห็นตรงนั้นคือ…

นาดีรา

ภรรยาของผม

ผู้หญิงที่เคยสวยงามและสดใส

ตอนนี้เหลือเพียงร่างผอมแห้ง

เหมือนมีแค่หนังหุ้มกระดูก

เธอนั่งอยู่บนพื้นครัวเย็นเฉียบที่เต็มไปด้วยคราบสกปรก

สวมเพียงชุดนอนเก่า ๆ

ที่ขาดจนเห็นรอยเย็บหลายแห่ง

และสิ่งที่อยู่ในมือของเธอ

ทำให้หัวใจของผมแตกสลาย

เธอกำลังกินข้าวบูด

กับก้างปลาที่แทบไม่มีเนื้อติดอยู่เลย…

บทสรุปแห่งนรกบนดิน: เมื่อความโลภกลืนกินความเป็นคน

“นาดีรา…” เสียงของผมสั่นเครือราวกับคนกำลังจะหมดลมหายใจ

ภรรยาของผมสะดุ้งสุดตัว เธอเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาที่เคยสุกใสบัดนี้ลึกโหลและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทันทีที่เธอเห็นว่าเป็นผม นาดีราปล่อยถ้วยข้าวบูดร่วงลงพื้น เธอยกมือที่ผอมแห้งจนเห็นกระดูกขึ้นปิดหน้าแล้วร้องไห้โฮออกมาด้วยความอับอายและหวาดกลัว

“อาร์กา… อย่ามองนะ… อย่ามองฉันเลย…” เธอกระซิบเสียงแหบพร่า

ผมพุ่งเข้าไปคุกเข่าดึงร่างอันสั่นเทาของเธอเข้ามาสวมกอด น้ำตาของผมไหลพรากเมื่อสัมผัสได้ถึงซี่โครงที่โผล่ขึ้นมาเด่นชัด ตัวเธอบางเบาราวกับกระดาษ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นครัวสกปรกโชยเข้าจมูก นี่หรือคือผู้หญิงที่ผมส่งเงินมาให้ดูแลเดือนละ 1.5 ล้านบาท!

“อาลิฟล่ะ? ลูกของเราอยู่ไหน?!” ผมถามด้วยความคลั่งแค้น

นาดีราชี้นิ้วสั่น ๆ ไปยังห้องเก็บของใต้บันไดที่ไม่มีแม้แต่พัดลม ผมรีบพังประตูเข้าไป และสิ่งที่เห็นแทบจะทำให้ผมกระอักเลือด… อาลิฟ ลูกชายวัยสี่เดือนของผมนอนอยู่บนฟูกเก่า ๆ เนื้อตัวมอมแมมและร้องไห้โยเยด้วยความหิว รอบตัวไม่มีนมผงเกรดพรีเมียมอย่างที่ผมสั่ง มีเพียงขวดน้ำต้มสุกผสมแป้งข้าวจ้าวประทังชีวิต

ความจริงที่เลวร้ายยิ่งกว่านรก

ในขณะที่ผมกำลังอุ้มลูกและโอบกอดภรรยาด้วยความแค้นที่สุมอก เสียงหัวเราะต่อกระซิกอย่างมีความสุขก็ดังขึ้นจากหน้าบ้าน คุณรัตนา (แม่ของผม) และ วาเนีย (น้องสาว) เดินนวยนาดเข้ามาในบ้าน พร้อมกับคนขับรถที่ถือถุงสินค้าแบรนด์เนมพะรุงพะรัง

“อุ๊ย! อาร์กา! กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก? ทำไมไม่บอกแม่ล่ะ!” แม่ของผมอุทาน ใบหน้ายิ้มแย้มแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพง ส่วนวาเนียรีบเอาถุง Hermes ไปซ่อนไว้ข้างหลัง

ผมเดินอุ้มลูก จูงมือนาดีราที่สั่นเทาออกไปประจันหน้า สายตาของผมเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเหี้ยมเกรียมจนแม่กับน้องสาวถึงกับหน้าถอดสี

“เงินเดือนละ 1.5 ล้านบาทหายไปไหน?” ผมถามเสียงเรียบแต่ทรงพลัง

“คือ… คือว่า…” วาเนียอึกอัก

“ก็… ก็ใช้ดูแลนาดีรากับลูกไงจ๊ะอาร์กา” แม่ยังคงโกหกหน้าตาย “ยัยนาดีราน่ะสิ ดื้อด้านเอง! แม่จ้างพยาบาลมาก็ไล่เขาออก อาหารดี ๆ ก็ไม่ยอมกิน ชอบแอบมาคลุกตัวอยู่ในครัวสกปรก ๆ แบบนี้เอง แม่ล่ะปวดหัวจริง ๆ!”

“หยุดตอแหลได้แล้ว!!!” ผมระเบิดอารมณ์ก้องบ้านจนทั้งคู่สะดุ้งโหยง

ผมหยิบโทรศัพท์มือถือต่อสายตรงถึงเลขาฯ ส่วนตัวและฝ่ายตรวจสอบบัญชีของบริษัททันที สั่งการให้แฮกและเช็กเส้นทางการเงินของบัญชีที่ผมโอนให้แม่ตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา และเพียงไม่ถึงสิบนาที เอกสารทั้งหมดก็ถูกส่งเข้าอีเมลของผม

และสิ่งที่ผมค้นพบหลังจากนั้น… มันเลวร้ายยิ่งกว่านรกเสียอีก

  • เงิน 1.5 ล้านบาทต่อเดือน ไม่เคยถูกนำมาใช้ในบ้านหลังนี้เลยแม้แต่เซนต์เดียว
  • แม่ของผมนำเงินทั้งหมดไปจ่ายหนี้พนันกาสิโนออนไลน์ที่เธอติดงอมแงม
  • ส่วนวาเนีย นำเงินไปดาวน์รถสปอร์ต ซื้อคอนโดหรู และปรนเปรอแฟนหนุ่มสายเปย์ของเธอ
  • พวกเธอไล่คนรับใช้เก่าออกทั้งหมดเพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหล และยึดโทรศัพท์ของนาดีรา ขังเธอไว้ในบ้านราวกับทาสตบตาผมทุกครั้งที่วิดีโอคอลหา

และที่เลวร้ายที่สุด… พวกเธอปลอมแปลงเอกสารยินยอม เพื่อพยายามจะนำตัว อาลิฟ ไปขายให้เศรษฐีไร้ลูกในต่างประเทศเพื่อแลกกับเงินก้อนโตอีกต่อหนึ่ง โดยเตรียมจะบอกผมว่าลูกชายตายเพราะโรคแทรกซ้อน!

บทลงเอย: รุ่งอรุณแห่งความพินาศ

“พวกเธอไม่ใช่แม่… ไม่ใช่น้อง… แต่เป็นสัมภเวสีในคราบมนุษย์” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านด้วยความรังเกียจ

“อาร์กา! แกจะบ้าเหรอ! ฉันเป็นแม่แกนะ! แกจะเชื่ออีเด็กกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนี้มากกว่าแม่แท้ ๆ เหรอ!” คุณรัตนากรีดร้องเมื่อเห็นท่าไม่ดี

“ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป… ผมไม่มีแม่ และไม่มีน้องสาว”

ผมส่งสัญญาณให้ทีมรักษาความปลอดภัยชุดใหม่ที่ผมเรียกมาปิดล้อมบ้านทันที พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทนายความอาวุโส

“วิกตอเรีย… ฟ้องร้องข้อหาฉ้อโกง ยักยอกทรัพย์ กักขังหน่วงเหนี่ยว ค้ามนุษย์ และพยายามฆ่าโดยเล็งเห็นผล เอาพวกมันเข้าคุกให้ได้ และสืบทรัพย์สินทุกชิ้นที่พวกมันซื้อด้วยเงินของผม—ยึดคืนมาให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่กางเกงในตัวเดียว!” ผมสั่งทนายเสียงเฉียบเด็ดขาด

วาเนียทรุดฮวบลงร้องไห้แทบเท้าผมอ้อนวอนขอความเมตตา ส่วนคุณรัตนาหน้าซีดเผือดด่าทอผมอย่างบ้าคลั่งขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวและใส่กุญแจมือผู้หญิงทั้งสองคนเดินออกไปจากบ้านในสภาพหมดรูป

ชีวิตใหม่ท่ามกลางแสงสว่าง

หกเดือนต่อมา…

ในคฤหาสน์หลังใหม่ริมทะเลที่อากาศบริสุทธิ์และเงียบสงบ เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากของอาลิฟตัวน้อยที่บัดนี้จ้ำม่ำแก้มยุ้ยดังขึ้นอย่างร่าเริง โดยมีพยาบาลและแพทย์คอยดูแลอย่างใกล้ชิด

นาดีราในชุดเดรสสีฟ้าอ่อน ผิวพรรณของเธอกลับมาเปล่งปลั่งและงดงามยิ่งกว่าเดิม เธอกำลังนั่งดื่มนมอุ่น ๆ อยู่บนระเบียงกว้าง ผมเดินเข้าไปสวมกอดเธอจากทางด้านหลัง วางคางลงบนไหล่เนียนของเธอ

ข่าวในแท็บเล็ตรายงานว่า ศาลพิพากษาจำคุกคุณรัตนาและวาเนียเป็นเวลา 20 ปีโดยไม่รอลงอาญา ทรัพย์สินทั้งหมดของพวกเธอถูกยึดทรัพย์และขายทอดตลาดจนหมดสิ้น พวกเธอต้องชดใช้กรรมในคุกหลวงอย่างทุกข์ทรมาน

นาดีราหันมาสบตาผม ดวงตาของเธอไม่มีแววแห่งความหวาดกลัวอีกต่อไป มีเพียงความรักและความอบอุ่นอันลึกซึ้ง

“ขอบคุณนะอาร์กา… ที่ช่วยชีวิตฉันกับลูกไว้”

ผมจูบหน้าผากเธอเบา ๆ พร้อมกระซิบคำสัญญาที่จะอยู่ไปตลอดชีวิต

“เงินทองมากมายไม่มีค่าอะไรเลย ถ้ารักษาหัวใจของคนที่รักไม่ได้… จากนี้ไป นรกจบลงแล้วลูกรัก ของขวัญชิ้นเดียวที่พ่อจะปกป้องด้วยชีวิต คือหนูกับลูกตลอดไป”