Posted in

ตั้งครรภ์ได้เก้าเดือนเต็ม เธอกลับถูกสามีไล่ออกจากบ้าน เพียงเพราะเธอไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายได้ เธอเงียบงัน อุ้มลูกสาวทั้งสองคนไว้ในอ้อมแขน แล้วเดินทางกลับบ้านเกิดทั้งน้ำตา แต่ในวันที่ลูกน้อยของเธอลืมตาดูโลก การกระทำอย่างหนึ่งของผู้เป็นพ่อกลับสั่นสะเทือนและทำให้ครอบครัวของสามีเธอเงียบงันไปทั้งตระกูล…

ตั้งครรภ์ได้เก้าเดือนเต็ม เธอกลับถูกสามีไล่ออกจากบ้าน เพียงเพราะเธอไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายได้ เธอเงียบงัน อุ้มลูกสาวทั้งสองคนไว้ในอ้อมแขน แล้วเดินทางกลับบ้านเกิดทั้งน้ำตา แต่ในวันที่ลูกน้อยของเธอลืมตาดูโลก การกระทำอย่างหนึ่งของผู้เป็นพ่อกลับสั่นสะเทือนและทำให้ครอบครัวของสามีเธอเงียบงันไปทั้งตระกูล…

มิลาไม่มีวันลืมเช้าวันนั้นได้เลย ขณะที่เธอกำลังจัดมุมเล็ก ๆ ในห้องเพื่อเตรียมตัวสำหรับการคลอดที่ใกล้เข้ามา รามอนก็เดินเข้ามาพร้อมสายตาเย็นชาและน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ

“เก็บข้าวของซะ ฉันพูดจริง ลูกของฉันกับเจนน่าเป็นผู้ชาย ฉันต้องการทายาท ฉันทนถูกเพื่อนร่วมงานในอู่ซ่อมรถที่เมืองเกซอนหัวเราะเยาะไม่ไหวแล้ว นี่เป็นลูกคนที่สามของเธอ แต่ก็ยังเป็นผู้หญิงอีก กลับไปที่จังหวัดบาตังกัสแล้วไปคลอดที่นั่น อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก”

มิลาชะงักงัน ท้องของเธอปวดเกร็งขึ้นมาทันที

“คุณพูดอะไรนะ รามอน? ฉันใกล้คลอดแล้ว… คุณทำแบบนี้กับฉันได้อย่างไร?”

รามอนโยนพวงกุญแจลงบนโต๊ะเก่าและหัวเราะเยาะ

“ถ้าเธอคลอดลูกผู้หญิงอีก เจนน่าจะเป็นคนอยู่ที่นี่ ฉันไม่ได้ไล่เธอออก ฉันแค่เลือกลูกชาย”

ทุกคำพูดเหมือนมีดที่แทงทะลุหัวใจของแม่คนหนึ่งที่กำลังจะให้กำเนิดลูก มิลาไม่ขอร้องอีกต่อไป สิ่งเดียวที่เธอคิดถึงคือ ลูกสาวตัวน้อยทั้งสองคน และทารกในครรภ์ที่ยังไม่ทันลืมตาดูโลกก็ถูกปฏิเสธเสียแล้ว

เธอเงียบ ๆ เก็บเสื้อผ้าเด็กไม่กี่ชุด ของใช้จำเป็นของลูกวัยสองขวบและสี่ขวบ รวมถึงของใช้ส่วนตัวเล็กน้อย จากนั้นจูงมือลูก ๆ ทั้งสอง พร้อมกับประคองท้องที่ใหญ่โต แล้วเดินออกจากบ้านเช่าแคบ ๆ ชานเมืองเกซอนซิตี้

การเดินทางด้วยรถโดยสารไปยังจังหวัดบาตังกัสในวันนั้นแน่นขนัด ลูกทั้งสองของเธอแทบหมดแรงจากความเหนื่อยล้า คนหนึ่งซบไหล่แม่แล้วหลับไป อีกคนกอดกระเป๋าเก่า ๆ ที่หูจับซีดจางแน่น มิลานั่งเงียบ ใช้มือข้างหนึ่งลูบท้อง รับรู้ถึงอาการเจ็บครรภ์ที่เริ่มเป็นระยะ ขณะที่หัวใจของเธอแน่นอึ้งด้วยความเจ็บปวด

เธอไม่เคยคิดเลยว่า ผู้ชายที่เคยสัญญาว่าจะดูแลเธอไปตลอดชีวิต จะกลายเป็นคนที่ทอดทิ้งเธอ เพียงเพราะเธอไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายได้

เมื่อเออร์เนสโต พ่อของมิลา เห็นลูกสาวเดินเข้ามาใกล้บ้านเก่า ๆ ที่สร้างจากสังกะสีและปูนในหมู่บ้านยากจนแห่งหนึ่งในจังหวัดบาตังกัส เขาก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ ตอนนั้นเขากำลังซ่อมเล้าไก่เล็ก ๆ หลังบ้าน

หลายวินาทีที่เออร์เนสโตได้แต่มองร่างผอมบางของลูกสาว ท้องที่โตใกล้คลอด และดวงตาที่แดงช้ำจากการร้องไห้ หลานสาวทั้งสองคนก็ดูซีดเซียวและอ่อนแรงจากการเดินทางอันยาวนาน

“มิลา… ทำไมลูกกลับมาคนเดียวกับเด็ก ๆ ล่ะ? แล้วรามอนอยู่ที่ไหน?”

เมื่อได้ยินคำถามนั้น ริมฝีปากของมิลาก็สั่นเทา ยังไม่ทันตอบ น้ำตาก็ไหลออกมาเสียก่อน

หลานสาวคนโตโผเข้ากอดขาของคุณตาแล้วพูดเสียงเบา

“คุณตาคะ… พ่อไม่ให้พวกเราอยู่บ้านอีกแล้ว…”

หัวใจของเออร์เนสโตแทบแตกสลายเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขารีบกอดลูกสาวและหลานทั้งสองไว้ในอ้อมแขน มือที่หยาบกร้านสั่นเล็กน้อยขณะลูบผมเด็ก ๆ ก่อนจะกลืนน้ำลายแล้วพูดกับลูกสาวอย่างอ่อนโยน

“คลอดลูกที่นี่เถอะลูก ถึงพวกเราจะจน แต่พ่อจะไม่ปล่อยให้ลูกกับหลานต้องลำบาก อย่ากลัวเลย พ่อจะจัดการทุกอย่างเอง”

ภายในบ้านหลังเล็ก โรซา แม่ของมิลา กำลังต้มโจ๊กไก่ร้อน ๆ อยู่ เมื่อได้ยินว่าพวกเขากลับมา เธอรีบเดินออกมาดู

ทันทีที่เห็นลูกสาวซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด ดูซูบผอมและบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ เธอก็ร้องไห้ออกมาทันที

บ้านในหมู่บ้านของพวกเขาเรียบง่ายมาก หลังคาสังกะสีเก่าส่งเสียงดังทุกครั้งที่ลมเย็นยามเย็นพัดผ่าน ด้านหน้าบ้านมีเสื้อผ้าเด็กสีซีดแขวนอยู่ไม่กี่ชุด และมุมหนึ่งของบ้านมีแท่นบูชาเล็ก ๆ พร้อมรูปปั้นพระกุมารเยซูและเทียนที่ใกล้จะหมดเล่ม

แต่ท่ามกลางความยากจนทั้งหมดนั้น บ้านหลังนี้เองคือสถานที่แรกที่ทำให้มิลารู้ว่า อย่างน้อยเธอก็ยังมีที่ให้กลับมาเสมอ…

สองวันหลังจากนั้น ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในจังหวัดบาตังกัส มิลาคลอดลูกคนที่สามของเธอสำเร็จด้วยความช่วยเหลือของหมอตำแยในท้องถิ่น เสียงทารกร้องไห้จ้าดังก้องไปทั่วบ้านดินกึ่งปูนหลังเล็ก และเป็นไปตามคาด… ทารกน้อยคนนี้เป็น “ผู้หญิง”

มิลานอนหมดแรง น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความกังวลถึงอนาคต แต่เออร์เนสโตผู้เป็นพ่อกลับเดินเข้ามาอุ้มหลานสาวตัวน้อยด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ เขาก้มลงจูบหน้าผากเด็กหญิงและหันไปบอกมิลาว่า “ลูกสาวคือพรหมลิขิตที่งดงามที่สุดของบ้านเรา ไม่ต้องร้องไห้นะลูก พ่อจะทำให้ทุกคนรู้ว่าหลานสาวของพ่อมีค่าแค่ไหน”

เช้าวันรุ่งขึ้น เออร์เนสโตแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ดูดีที่สุดเท่าที่เขาจะมี เขาเดินไปที่สถานีตำรวจประจำจังหวัดและสำนักงานทะเบียนราษฎร์ พร้อมกับเอกสารเก่าเก็บปึกหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ใต้เตียงมานานหลายสิบปี… การกระทำนี้เองที่สั่นสะเทือนไปถึงตระกูลของรามอน

ความจริงที่ถูกเปิดเผย

สามวันต่อมา ขบวนรถยนต์หรูราคาแพงหลายคันแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านพักซอมซ่อของเออร์เนสโต ชาวบ้านต่างพากันออกมามุงดูด้วยความประหลาดใจ และคนที่ก้าวลงมาจากรถคันแรกพร้อมกับทนายความก็คือ นายกเทศมนตรีเมืองและตัวแทนจากตระกูลมหาเศรษฐีที่ดินรายใหญ่ของบาตังกัส

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง รามอนและครอบครัวของเขาที่ตระเวนตามหาตัวเออร์เนสโตหลังจากได้รับหมายศาลด่วน ก็ได้เดินทางมาถึงพอดี รามอนตั้งใจจะมาเยาะเย้ยและเซ็นใบหย่าให้จบ ๆ ไป เพราะเจนน่าเพิ่งคลอดลูกชายให้เขา

แต่เมื่อรามอนก้าวเข้าไปในบ้าน เขากลับต้องเบิกตากว้างด้วยความช็อกเมื่อเห็นเออร์เนสโตนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ โดยมีเหล่านักธุรกิจและข้าราชการระดับสูงยืนล้อมรอบด้วยความเคารพยำเกรง

ทนายความส่วนตัวของตระตูลใหญ่เปิดเอกสารและอ่านแถลงการณ์ต่อหน้าทุกคน:

“นายเออร์เนสโต ไม่ใช่คนยากจนอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่เขาคือทายาทสายตรงเพียงคนเดียวของตระกูลคาสติลโญ มหาเศรษฐีเจ้าของที่ดินและอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดบาตังกัส ที่เขาเลือกมาใช้ชีวิตอยู่อย่างสมถะที่นี่ เพราะต้องการตัดขาดจากความโลภของญาติพี่น้องและใช้ชีวิตกับภรรยาอย่างสงบ”

“และนี่คือพินัยกรรมฉบับล่าสุด… คุณเออร์เนสโตได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทำเลทองในเมืองเกซอนซิตี้ (ซึ่งรวมถึงพื้นที่อู่ซ่อมรถที่รามอนทำงานอยู่) พร้อมกับกองทุนมรดกทั้งหมด มูลค่ากว่าหลายร้อยล้านเปโซ มอบให้แก่ นางสาวมิลา และหลานสาวทั้ง 3 คน แต่เพียงผู้เดียว โดยมีเงื่อนไขว่า… สามีและครอบครัวฝ่ายชายจะไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินนี้แม้แต่เซนต์เดียว

จุดจบของความโอหัง

รามอนหน้าซีดเผือด เข่าแทบทรุดลงกับพื้น อู่ซ่อมรถที่เขาภาคภูมิใจและใช้ข่มขู่มิลากลับกลายเป็นทรัพย์สินของภรรยาที่เขาเพิ่งไล่ออกจากบ้านไป ครอบครัวของรามอนที่เคยดูถูกมิลาว่าไม่มีปัญญาให้กำเนิดทายาทสืบทอดตระกูลอู่รถเล็ก ๆ ถึงกับเงียบงันไปทั้งตระกูล ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว

เจนน่า ชู้รักของรามอนเมื่อรู้ว่าทารกชายของเธอจะไม่ได้รับส่วนแบ่งใด ๆ และรามอนกำลังจะกลายเป็นคนตกงานและถูกฟ้องหย่า ก็รีบหอบลูกหนีไปทันที เหลือทิ้งไว้เพียงรามอนที่คุกเข่าร้องไห้ขอความเมตตาอยู่ที่หน้าประตูบ้าน

“มิลา… ฉันผิดไปแล้ว ฉันรักเธอ รักลูกสาวของเรา ให้โอกาสฉันเถอะนะ” รามอนคร่ำครวญ

มิลาอุ้มลูกสาวคนเล่านั่งอยู่เคียงข้างพ่อของเธอ เธอมองรามอนด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและนิ่งสงบ ไม่มีคราบน้ำตาแห่งความอ่อนแออีกต่อไป

“วันที่คุณเลือกทิ้งฉันกับลูกเพราะเพศสภาพ วันนั้นคุณได้ตายไปจากชีวิตของพวกเราแล้ว รามอน” มิลากล่าวเสียงเรียบ

เออร์เนสโตโบกมือให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลากตัวรามอนออกไปจากพื้นที่ บ้านหลังเล็กสังกะสีเก่าในวันนั้น บัดนี้อบอวลไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ มิลากอดลูกสาวทั้งสามคนไว้แน่น เธอรู้แล้วว่าจากนี้ไป ชีวิตของเธอและลูก ๆ จะถูกปกป้องด้วยความรักที่แท้จริงของครอบครัว และไม่มีใครหน้าไหนจะมาดูถูกพวกเธอได้อีกต่อไป