ฉันโดยสารเครื่องบินที่ตก และทุกคนคิดว่าฉันตายไปแล้ว แต่เมื่อฉันกลับมาถึงบ้านในสภาพโชกเลือด กลับพบว่าสามีและชู้ของเขากำลังจัดงานฉลอง พร้อมเปิดอ่านพินัยกรรมของฉัน!
โศกนาฏกรรมกลางเวหา
ฉันชื่อเอเลนา นักธุรกิจหญิงผู้ประสบความสำเร็จ เจ้าของเครือข่ายร้านขายยาขนาดใหญ่ ขณะเดินทางกลับจากการประชุมธุรกิจในต่างประเทศ เครื่องบินที่ฉันโดยสารเกิดขัดข้องทางเครื่องยนต์กะทันหัน
สิ่งสุดท้ายที่ฉันจำได้คือเสียงระเบิดอันรุนแรง และเสียงกรีดร้องของผู้โดยสารที่ดังระงมไปทั่วห้องโดยสาร ก่อนที่เครื่องบินจะพุ่งตกลงสู่ป่าลึกอันห่างไกล
ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น… ฉันรอดชีวิต
ตลอดสามวัน ฉันคลานฝ่าฝนและโคลนด้วยแขนซ้ายที่หัก ใบหน้าที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ ความหิว ความกระหาย และความเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจ
สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันยังมีแรงสู้ต่อ คือภาพใบหน้าของทรอย สามีของฉัน
“ฉันต้องกลับบ้านให้ได้” ฉันพึมพำกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ครอบครัวของฉันต้องเป็นห่วงฉันมากแน่ ๆ”
ด้วยความช่วยเหลือจากชาวบ้านในพื้นที่เชิงเขา ฉันถูกพาตัวส่งโรงพยาบาลประจำจังหวัด แต่ฉันยังไม่สามารถติดต่อใครได้ทันที เพราะอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดเสียหายจากอุบัติเหตุ
ทันทีที่สามารถยืมรถได้ ฉันก็มุ่งหน้ากลับไปยังคฤหาสน์หรูในกรุงเทพมหานคร บ้านที่ฉันสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
การต้อนรับที่น่าสยดสยอง
เมื่อมาถึงหน้าประตูรั้ว ฉันถึงกับชะงัก
รถหรูหลายสิบคันจอดเรียงรายอยู่หน้าบ้าน
เสียงดนตรีดังสนั่น พร้อมเสียงหัวเราะและเสียงชนแก้วดังออกมาจากด้านใน
ทั่วทั้งบริเวณประดับด้วยดอกไม้สวยงาม
แต่มันไม่ใช่งานศพ
มันคืองานเฉลิมฉลอง
ฉันค่อย ๆ ผลักประตูเข้าไป
ชุดเดรสสีขาวของฉันเปื้อนเลือดแห้งและโคลนทั่วทั้งตัว ผมยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดเซียวราวกับวิญญาณที่กลับมาจากความตาย
“ขอชนแก้วให้ชีวิตใหม่ของพวกเรา ทรอย!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น
เสียงที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดี
โลกทั้งใบของฉันเหมือนหยุดหมุน
กลางห้องรับแขก ฉันเห็นทรอยสวมสูทราคาแพง ขณะที่มาริเซล—ผู้ช่วยส่วนตัวที่ฉันเคยรักและไว้ใจราวกับน้องสาวแท้ ๆ—กำลังกอดเขาอย่างแนบแน่น
รอบตัวพวกเขาคือครอบครัวของทรอย
แม่สามีของฉัน คุณซาลิง และพี่น้องของทรอยทุกคน
บนโต๊ะกลางห้อง ตู้นิรภัยส่วนตัวของฉันถูกเปิดอ้าไว้
ทรอยกำลังถือพินัยกรรมฉบับล่าสุดของฉัน รวมถึงโฉนดที่ดินและเอกสารทรัพย์สินทั้งหมด
“ในที่สุดก็ถึงเวลาของเราแล้ว ทรอย!” คุณซาลิงพูดด้วยความยินดี พร้อมจิบไวน์ราคาแพง
“ฉันบอกแล้วว่าโชคชะตาจะไม่ทำให้เราผิดหวัง ตอนนี้สายการบินประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าไม่มีผู้รอดชีวิตจากเหตุเครื่องบินตก ทุกอย่างของเอเลนาจะตกเป็นของแก”
เธอหัวเราะอย่างมีความสุข ก่อนพูดต่อ
“เราจะจัดงานแต่งงานให้แกกับมาริเซลได้ทันที แล้วใช้ชีวิตอย่างราชาและราชินี!”
ได้ยินเช่นนั้น เลือดในกายของฉันแทบหยุดไหล
ตลอดเวลาที่ฉันต่อสู้กับความตาย กลับบ้านด้วยความหวังว่าจะได้พบคนที่รักอีกครั้ง…
พวกเขากลับกำลังฉลองการตายของฉัน
และแบ่งทรัพย์สมบัติของฉันราวกับฉันไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้…
บทสรุป: ไฟแค้นในร่างมัจจุราช
ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ดังก้องห้องรับแขก ประตูบานใหญ่ถูกผลักออกอย่างช้า ๆ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นแต่อ่อนแรงย่ำลงบนพื้นหินอ่อน เสียงนั้นทำให้ทุกคนในห้องค่อย ๆ เงียบเสียงลงและหันไปมอง
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือสตรีในชุดเดรสสีขาวที่ชุ่มไปด้วยโคลนและเลือดแห้งกรัง ใบหน้าที่มีรอยแผลฉกรรจ์และซีดเซียวราวกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างฉายแววอาฆาตจ้องตรงไปยังทรอยและมาริเซล
“กรี๊ดดดด! ผี! ผีเอเลนา!” มาริเซลร้องลั่นด้วยความขวัญเสีย แก้วไวน์ในมือร่วงหล่นแตกกระจายเต็มพื้น เธอล้มพับลงไปกองกับตักของทรอยด้วยความกลัวจนตัวสั่น
ทรอยหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ พินัยกรรมในมือร่วงหล่นลงพื้น เขาก้าวถอยหลังจนชนเข้ากับโต๊ะทรัพย์สิน “เอน่า… เป็นไปไม่ได้! สายการบินบอกว่า… เครื่องบินตก ไม่มีผู้รอดชีวิต!”
เออร์เนสโต—ไม่ใช่สิ… คุณซาลิง แม่สามีที่เคยอวดดี ถึงกับหัวใจแทบวาย ยืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
เอเลนาก้าวเข้ามาในห้องอย่างช้า ๆ ทุกย่างก้าวทิ้งรอยเลือดและโคลนไว้บนพื้นบ้านที่เธอสร้างมันขึ้นมา น้ำเสียงของเธอแหบพร่าแต่ทรงพลังและเยือกเย็นจนบาดลึกเข้ากระดูก
“ฉันยังไม่ตาย… ทรอย มาริเซล คุณแม่…” เอเลนากวาดสายตามองคนทรยศทีละคน “ฉันคลานฝ่าความตายมาสามวัน เพื่อกลับมาดูว่า คนที่ฉันรักและไว้ใจที่สุด… กำลังจัดงานฉลองบนความตายของฉัน”
แผนการตลบหลังที่เหนือชั้น
ทรอยเมื่อตั้งสติได้ว่าเอเลนายังเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ความโลภก็เข้าตาเขาอีกครั้ง เขารีบก้มลงเก็บพินัยกรรมและแสร้งทำเป็นร้องไห้กุมมือเธอ
“เอน่า! ผมดีใจเหลือเกินที่คุณยังไม่ตาย! นี่มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด… พวกเราแค่… แค่จัดงานเพื่อปลอบใจกัน”
“หยุดตอแหลได้แล้ว ทรอย” เอเลนาสะบัดมือออกอย่างรังเกียจ เธอยิ้มเหยียดที่มุมปาก ใบหน้าที่มีรอยแผลทำให้น่ากลัวราวกับมัจจุราช

“พวกแกคิดว่าฉันโง่ขนาดที่สร้างอาณาจักรร้านขายยามูลค่าพันล้านขึ้นมาได้ด้วยความฟลุ๊คอย่างนั้นเหรอ? ฉันรู้เรื่องชู้สาวของพวกแกมานานแล้ว มาริเซล… เธอคิดว่าเอกสารในตู้นิรภัยนั่นเป็นของจริงงั้นเหรอ?”
มาริเซลเบิกตากว้างรีบหยิบพินัยกรรมขึ้นมาดูอีกครั้ง
“พินัยกรรมฉบับที่แกถืออยู่… เป็นของปลอมที่ฉันทำขึ้นเพื่อดักควายพวกแกโดยเฉพาะ! พินัยกรรมของจริงถูกเก็บไว้ที่ทนายความส่วนตัวของฉันตั้งแต่วันที่ฉันรู้ว่าพวกแกแอบคบกัน และในพินัยกรรมฉบับจริงระบุไว้ชัดเจนว่า… หากฉันเสียชีวิต หรือไร้ความสามารถ ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนเป็นกองทุนการกุศลเพื่อผู้ป่วยยากไร้ ทรอยและตระกูลของเขาจะไม่ได้แม้แต่เซนต์เดียว และหากมีการหย่าร้าง ทรอยจะต้องออกจากบ้านหลังนี้ตัวเปล่า!“
จุดจบของคนทรยศ
ทันใดนั้น เสียงไซเรนของรถตำรวจหลายคันก็ดังสนั่นขึ้นที่หน้าคฤหาสน์ พร้อมกับการปรากฏตัวของทีมทนายความและเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดใหญ่ที่เอเลนาได้ประสานงานไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนอยู่โรงพยาบาล
ทนายความส่วนตัวของเอเลนาก้าวเข้ามาพร้อมเอกสารหลักฐานชิ้นสำคัญ:
“นายทรอย และนางสาวมาริเซล พวกคุณถูกจับกุมในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ ลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำลายสิ่งกีดกั้น (ตู้นิรภัย) และข้อหาฉ้อโกง นอกจากนี้… ทางเรามีหลักฐานการโอนเงินอย่างผิดกฎหมายจากบัญชีบริษัทที่คุณมาริเซลแอบทำในช่วงที่ความวุ่นวายของเครื่องบินตกเกิดขึ้น”
ตำรวจเข้าควบคุมตัวทรอยและมาริเซลทันที ทั้งสองคนร้องไห้โฮ คุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาจากเอเลนา แต่นักธุรกิจหญิงผู้แข็งแกร่งกลับหันหลังให้อย่างไม่ใยดี
คุณซาลิงและพี่น้องของทรอยที่เคยหวังจะเสวยสุขบนกองเงินกองทองของเอเลนา ถูกไล่ออกจากคฤหาสน์ทันทีในคืนนั้น พวกเขาต้องกลับไปสู่ความยากจนและแบกรับหนี้สินที่ทรอยเคยไปก่อไว้ โดยไม่มีเอเลนาคอยตามล้างตามเช็ดให้อีกต่อไป
เอเลนามองดูคนพวกนั้นถูกลากตัวออกไปจากบ้านของเธอ แม้ร่างกายจะระบมและบอบช้ำจากอุบัติตุ แต่หัวใจของเธอกลับเบากระจ่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โศกนาฏกรรมกลางเวหาไม่ได้พรากชีวิตเธอไป แต่มันได้มอบชีวิตใหม่… ชีวิตที่ปราศจากคนลวงโลก และจากนี้ไป เธอจะกลับมาผงาดในฐานะราชินีแห่งวงการธุรกิจอย่างสง่างามยิ่งกว่าเดิม