Posted in

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ทุกคืนที่ฉันนอนอยู่ข้างสามี ฉันได้กลิ่นเหม็นประหลาดลอยออกมาจากเตียง…**

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ทุกคืนที่ฉันนอนอยู่ข้างสามี ฉันได้กลิ่นเหม็นประหลาดลอยออกมาจากเตียง…**

และทุกครั้งที่ฉันพยายามทำความสะอาดเตียง เขากลับโกรธอย่างรุนแรง

กระทั่งวันที่เขาเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด ฉันตัดสินใจผ่าที่นอนออกเพื่อหาคำตอบ

และสิ่งที่ฉันพบอยู่ข้างใน…

ทำให้หัวใจของฉันแทบหยุดเต้น

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ฉันนอนข้างสามี ฉันจะได้กลิ่นแปลก ๆ ลอยออกมา

มันเป็นกลิ่นเหม็นเน่าที่ทนแทบไม่ได้

รุนแรงจนบางคืนฉันแทบนอนไม่หลับ

ฉันเปลี่ยนผ้าปูที่นอนมาแล้วเจ็ดครั้ง

ซักผ้าห่มและปลอกหมอนจนจำไม่ได้กี่รอบ

ฉีดน้ำหอมและใช้น้ำมันหอมระเหยทั่วทั้งห้อง

แต่กลิ่นนั้นก็ไม่เคยหายไป

ตรงกันข้าม

มันยิ่งแรงขึ้นทุกคืน

ความรู้สึกไม่ดีค่อย ๆ ก่อตัวหนักอึ้งอยู่ในอก

ในที่สุด เมื่อสามีของฉันต้องเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด

ฉันก็ตัดสินใจเปิดที่นอนออกเพื่อตามหาความจริง

และในวินาทีนั้นเอง…

ขาของฉันอ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้น

เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในที่นอนไม่ได้แค่น่าสยดสยอง

แต่มันยังเปิดเผยความจริงอันเจ็บปวดที่ฉันกลัวจะเผชิญมาตลอด

ฉันกับมิเกลแต่งงานกันมาแปดปีแล้ว

เราอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ในเมืองเกซอนซิตี ชานกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

มิเกลเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทจัดจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

เขาจึงต้องเดินทางไปทำงานตามเมืองต่าง ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเซบู ดาเวา หรือมาคาติ

ชีวิตแต่งงานของเราอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ

แต่ก็สงบสุขดี

อย่างน้อย…

ฉันก็เคยคิดเช่นนั้น

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา

ทุกคืนฉันได้กลิ่นประหลาด

มันไม่ใช่กลิ่นตัวธรรมดา

แต่เป็นกลิ่นอับชื้นปนกับกลิ่นฉุนที่น่าคลื่นไส้

กลิ่นนั้นติดอยู่กับผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน

และโดยเฉพาะบริเวณที่มิเกลนอน

ฉันเปลี่ยนผ้าปูอยู่ตลอด

ซักผ้าห่มด้วยน้ำร้อน

ครั้งหนึ่งถึงกับยกที่นอนไปตากแดดกลางระเบียงภายใต้แสงแดดร้อนแรงของกรุงมะนิลา

แต่เรื่องแปลกก็คือ

ทุกคืนที่มิเกลกลับมานอน

กลิ่นนั้นก็กลับมาอีกครั้ง

เมื่อฉันถามเขา

เขาเพียงขมวดคิ้ว

“คุณคิดมากเกินไป อานา ไม่มีอะไรทั้งนั้น”

แต่ฉันรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเอง

ทุกอย่างเริ่มแปลกขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อฉันสังเกตว่า

ทุกครั้งที่ฉันพยายามทำความสะอาดฝั่งที่เขานอน

เขาจะหงุดหงิดทันที

คืนหนึ่งเขาถึงกับตะโกนใส่ฉัน

“อย่ายุ่งกับของของผม! ปล่อยเตียงไว้แบบนั้น!”

ฉันนิ่งอึ้ง

มิเกลเป็นคนใจเย็นมาตลอด

ตลอดแปดปีที่อยู่ด้วยกัน

ฉันไม่เคยเห็นเขาโกรธเรื่องการทำความสะอาดมากขนาดนี้

ตั้งแต่นั้นมา

ความหวาดกลัวแปลก ๆ ก็เริ่มเติบโตอยู่ในใจ

จนกระทั่งคืนหนึ่ง

กลิ่นนั้นรุนแรงจนฉันแทบนอนไม่ได้

ทุกครั้งที่ล้มตัวลงนอน

ฉันรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังเน่าเปื่อยอยู่ใต้เตียง

ความกังวลถาโถมเข้ามาอย่างหนัก

ไม่ยอมปล่อยฉันเลย

คืนต่อมา

มิเกลบอกว่าเขาต้องไปเซบูเพื่อทำงานสามวัน

เขาลากกระเป๋าเดินทางไปที่ประตู

แล้วจูบหน้าผากฉันเบา ๆ

“อย่าลืมล็อกประตูนะ”

ฉันพยักหน้า

แต่ในอกกลับรู้สึกแปลกประหลาด

เมื่อประตูปิดลง

และเสียงฝีเท้าของเขาค่อย ๆ หายไปตามทางเดิน

ทั้งบ้านก็เงียบสนิท

ฉันจ้องประตูอยู่นาน

ก่อนจะหันไปมองเตียงในห้องนอน

หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว

และตอนนั้นเอง

ฉันรู้ว่าตัวเองไม่อาจเมินเฉยมันได้อีกต่อไป

“ต้องมีอะไรผิดปกติแน่… ฉันต้องรู้ความจริง”

ฉันลากที่นอนออกมาตรงกลางห้อง

มือสั่นขณะจับคัตเตอร์

ฉันสูดหายใจลึก

แล้วกรีดลงไปเป็นครั้งแรก

ทันทีที่ผ้าหุ้มที่นอนแยกออก

กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงก็พุ่งกระแทกใบหน้าฉัน

ฉันรีบปิดจมูก

ไออย่างหนัก

หายใจแทบไม่ออก

เป็นไปไม่ได้…

ทำไมข้างในที่นอนถึงมีกลิ่นแบบนี้?

ฉันกรีดให้กว้างขึ้น

ช้า ๆ

ฟองน้ำด้านในเริ่มเผยออกมา

และหลังจากนั้น…

โลกทั้งใบก็เหมือนหยุดหมุน

เพราะสิ่งที่อยู่ข้างใน

ไม่ใช่ซากหนู

ไม่ใช่อาหารบูดเสีย

แต่เป็นถุงพลาสติกขนาดใหญ่

ที่ถูกมัดปากแน่นหนา

และด้านนอกเริ่มมีเชื้อราขึ้นเป็นหย่อม ๆ

ด้วยมือที่สั่นเทา

ฉันค่อย ๆ เปิดมันออก…

นี่คือบทสรุปและฉากจบของเรื่องราวระทึกขวัญซ่อนปมเรื่องนี้ครับ…

ความลับในถุงพลาสติก

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปนกับกลิ่นเน่าอับพุ่งออกมาจากปากถุงพลาสติกหนาจนฉันต้องสำรอกออกมา นัยน์ตาของฉันพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความกลัว แต่ฉันก็บังคับตัวเองให้มองสิ่งที่อยู่ข้างใน

พลาสติกชั้นแรกถูกคลี่ออก… ตามด้วยชั้นที่สอง และสาม

มันไม่ใช่เศษเนื้ออย่างที่ฉันจินตนาการไว้ในแวบแรกที่รู้ว่าเน่าเสีย แต่มันคือ เสื้อผ้า ชุดราตรีหรูหราที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรังจนกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม รองเท้าส้นสูงคู่สวยที่หักพัง พาสปอร์ตเล่มหนึ่ง และ… เส้นผมมนุษย์ยาวสลวยที่ติดอยู่กับเศษหนังศีรษะ

ฉันเอื้อมมืออันสั่นเทาไปหยิบพาสปอร์ตเล่มนั้นขึ้นมาเปิดดู ใบหน้าของหญิงสาวลูกครึ่งฟิลิปปินส์-อเมริกันส่งยิ้มให้กล้อง ชื่อของเธอคือ คาร์ลี ดาเวนพอร์ต ทันใดนั้น ภาพข่าวในทีวีเมื่อสามเดือนก่อนที่ฉันเคยดูผ่านๆ ก็วาบเข้ามาในหัว: “นักท่องเที่ยวสาวชาวต่างชาติหายตัวไปอย่างลึกลับ หลังเช็กเอาต์ออกจากโรงแรมหรูในย่านมาคาติ…”

ย่านมาคาติ… เมืองที่มิเกลบอกว่าเขาต้องไปคุยงานกับลูกค้าบ่อยๆ ในช่วงนั้น

สมองของฉันชาหนึบ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของฉันแตกสลายที่สุดไม่ใช่แค่การรู้ว่าสามีของตัวเองเป็นฆาตกรต่อเนื่อง แต่มันคือรูปถ่ายใบเล็กๆ อีกใบที่ร่วงลงมาจากในเล่มพาสปอร์ต มันเป็นรูปถ่ายคู่ระหว่างมิเกลกับคาร์ลี ทั้งคู่โอบกอดกันด้วยความสนิทสนม สายตาที่มิเกลมองเธอ… มันคือสายตาแบบเดียวกับที่เขาเคยใช้มองฉันเมื่อแปดปีที่แล้ว

มิเกลไม่ได้แค่นอกใจฉัน แต่เขาลงมือฆ่าชู้รักของตัวเองเมื่อเธออาจจะเรียกร้องในสิ่งที่เขาให้ไม่ได้ แล้วนำเสื้อผ้าและของดูต่างหน้าเปื้อนเลือดของเธอมาซ่อนไว้ในที่นอนฝั่งที่เขานอน เพื่อซ่อนมันจากตำรวจ และเพื่อตอบสนองความใคร่ทางจิตส่วนตัวที่ได้นอนทับอยู่บนผลงานอันวิปริตของตัวเองในทุกๆ คืน!

แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

“คุณไม่ควรเปิดมันดูเลย อานา…”

เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง ประตูห้องนอนที่ฉันคิดว่าล็อกไว้ดีแล้วเปิดกว้างออก

ฉันสะดุ้งสุดตัว คัตเตอร์ในมือร่วงหล่นลงพื้น มิเกลยืนอยู่ตรงนั้น ในชุดทำงานชุดเดิมที่เขาเพิ่งลากกระเป๋าออกไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บนใบหน้าของเขาไม่มีรอยยิ้มอบอุ่นของผู้ชายคนเดิมที่ฉันรู้จักอีกต่อไป มีเพียงความเย็นชาและแววตาที่ว่างเปล่าราวกับคนแปลกหน้า

“มิเกล… คุณ… คุณยังไม่ได้ไปเซบู?” เสียงของฉันหลงด้วยความกลัว ฉันพยายามถอยหนีจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้อง

“เที่ยวบินดีเลย์น่ะ ผมเลยวนรถกลับมาเพราะเพิ่งนึกได้ว่าลืมของสำคัญไว้” มิเกลเหล่สายตามองที่นอนที่ถูกกรีดจนฟองน้ำทะลัก และถุงพลาสติกที่เปิดออก “แต่ดูเหมือนว่า… ผมจะกลับมาเจอเรื่องที่สำคัญกว่า”

เขาก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ ปิดประตูห้องนอนลงกลอนอย่างแน่นหนา

“ผมรักคุณนะอานา ผมถึงยอมเหนื่อยซ่อนเรื่องนี้ ยอมทนฟังคุณบ่นเรื่องกลิ่นเหม็นทุกวัน” เขาส่ายหัวพลางถอนหายใจยาว “คาร์ลีเธอโลภเกินไป เธอจะมาหาคุณที่บ้าน เธอจะทำลายชีวิตคู่ของเรา ผมเลยต้องจัดการเธอ… แต่ทำไมคุณถึงไม่เชื่อฟังผม? ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ายุ่งกับฝั่งที่ผมนอน!”

มิเกลล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต หยิบถุงมือยางออกมาสวมอย่างใจเย็น สายตาของเขาจับจ้องมาที่คัตเตอร์บนพื้น

ทางรอดสุดท้าย

สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสั่งให้สมองของฉันทำงานอย่างรวดเร็ว ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว ฉันรู้ดีว่าถ้าฉันร้องไห้อ้อนวอน ฉันจะกลายเป็นศพต่อไปที่ถูกยัดไว้ในที่นอนหลังนี้

“ฉันไม่ได้จะส่งคุณให้ตำรวจ มิเกล” ฉันพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น ควบคุมลมหายใจให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้

มิเกลชะงักมือที่กำลังจะก้มเก็บคัตเตอร์ “คุณพูดว่าอะไรนะ?”

“ฉันบอกว่า ฉันเข้าใจคุณแล้ว” ฉันแสร้งทำเป็นมองถุงพลาสติกใบนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะเงยหน้าสบตาเขา “สามเดือนที่ผ่านมา ฉันก็คิดว่าคุณมีคนอื่น ฉันเจ็บปวดแทบตาย… แต่พอได้เห็นสิ่งนี้ ฉันถึงรู้ว่าคุณเลือกฉัน คุณกำจัดเธอเพื่อรักษาครอบครัวของเราไว้”

ฉันก้าวเดินเข้าไปหาเขาช้าๆ แม้ขาทั้งสองข้างจะสั่นจนแทบก้าวไม่ออก ฉันเอื้อมมือไปกุมมือที่สวมถุงมือยางของเขาไว้

“ที่นอนหลังนี้มันเหม็นเกินไปแล้ว มิเกล… เราช่วยกันขนมันไปเผาทำลายในป่าหลังบ้านคืนนี้เดี๋ยวนี้เลยเถอะ แล้วพรุ่งนี้เราไปซื้อหลังใหม่กัน” ฉันส่งยิ้มอ่อนหวานที่แฝงความเยือกเย็นไปให้เขา “เราจะเริ่มชีวิตใหม่ด้วยกัน… แบบที่ไม่มีใครมาแทรกกลางได้อีก”

มิเกลจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของฉัน เขาดูลังเลและสับสน ความรักและความผูกพันตลอดแปดปีที่ผ่านมาทำให้เขาอยากจะเชื่อคำลวงของฉัน ใบหน้าวิปริตของเขาเริ่มอ่อนแสงลง “คุณพูดจริงเหรอ อานา? คุณจะไม่ทิ้งผมใช่ไหม?”

“จริงสิคะ… เดี๋ยวฉันไปหยิบเชือกกับผ้าใบในห้องเก็บของมาช่วยคุณห่อนะ”

ฉันบีบมือเขาเบาๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกจากห้องนอนมา ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องและมิเกลหันหลังกลับไปจัดการกับถุงพลาสติก ฉันก็ออกวิ่งสุดชีวิตตรงไปยังประตูหน้าบ้าน

ฉันไม่ได้วิ่งไปห้องเก็บของ

และฉันไม่ได้จะช่วยเขาทำลายหลักฐาน

มือของฉันคว้าลูกบิดประตู กระชากมันเปิดออกกว้าง พุ่งตัวออกไปสู่แสงไฟริมถนนของกรุงมะนิลาอันวุ่นวาย พร้อมกับโทรศัพท์ในมือที่กำลังต่อสายด่วนถึงสถานีตำรวจด้วยเสียงสั่นเครือ

เสียงฝีเท้าของมิเกลตะโกนไล่หลังมาด้วยความโกรธแค้นที่รู้ตัวว่าถูกหลอก แต่สายเกินไปแล้ว… ฉันหลุดพ้นจากฝันร้ายใต้เตียงนอนตลอดสามเดือน และมันจะไม่มีวันมีคืนที่สี่สำหรับเขาอีกต่อไป