เด็กสองพี่น้องขายน้ำเลมอนแก้วละ 2 บาท ท่ามกลางแดดร้อนจัด เพื่อหาเงินซื้ออุปกรณ์การเรียน แต่กลับร้องไห้เมื่อมหาเศรษฐีจ่ายเงินก้อนใหญ่พอให้พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัยได้จนจบ**
ช่วงเที่ยงวัน
แสงแดดแผดเผาริมถนนอย่างรุนแรง
เด็กพี่น้องสองคน บูบอย อายุ 10 ปี และเนเน่ อายุ 7 ปี กำลังยืนอยู่หลังโต๊ะเก่า ๆ ที่ทำจากไม้เหลือใช้ต่อกันอย่างลวก ๆ
บนโต๊ะมีเหยือกน้ำเลมอนเย็น ๆ ที่น้ำแข็งเริ่มละลายไปเกือบหมดแล้ว
ด้านหน้ามีกระดาษแข็งเขียนด้วยลายมือเด็ก ๆ ว่า
**“น้ำเลมอนเย็น ๆ แก้วละ 2 บาท”**
“พี่จ๋า… ยังไม่มีใครซื้อเลย”
เนเน่พูดอย่างเศร้า พลางเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก
“น้ำแข็งก็ละลายหมดแล้ว หนูกลัวว่าเราจะไม่มีเงินซื้อสมุดเรียน”
บูบอยยิ้มปลอบน้อง
แม้ตัวเขาเองจะเวียนหัวเพราะความร้อน
“อดทนนะเนเน่”
“เราต้องขายต่อไป”
“พ่อทำงานไม่ได้เพราะป่วย”
“โรงเรียนใกล้เปิดแล้ว เรายังไม่มีทั้งกระเป๋า ดินสอ และสมุดเลย”
รถหลายคันขับผ่านไป
แต่ไม่มีใครหยุด
บางคนถึงกับบีบแตรไล่ให้พวกเขาหลบทาง
บางคนมองด้วยสายตาดูถูก เพราะเสื้อผ้าของเด็กทั้งสองเก่าและขาด
ไม่นานนัก
รถโรลส์-รอยซ์สีดำเงางามคันหนึ่งค่อย ๆ จอดตรงหน้าร้านเล็ก ๆ ของพวกเขา
ดวงตาของบูบอยเบิกกว้าง
“เนเน่! ลูกค้ามาแล้ว!”
“ยืนตัวตรงเร็ว!”
กระจกรถค่อย ๆ เลื่อนลง
ชายคนหนึ่งสวมสูทหรูและแว่นกันแดดนั่งอยู่ภายใน
สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม
เขาคือคุณเฮนรี่
นักธุรกิจมหาเศรษฐีผู้มีชื่อเสียงด้านความเข้มงวดและเด็ดขาด
“พวกเธอขายอะไรอยู่?”
เขาถามด้วยเสียงทุ้มหนัก
“น-น้ำเลมอนครับคุณลุง”
บูบอยตอบด้วยความประหม่า
“แก้วละ 2 บาทเองครับ”
“อร่อยมากนะครับ คุณแม่เป็นคนทำ”
ชายคนนั้นมองเด็กทั้งสองอย่างเงียบ ๆ
มองป้ายกระดาษแข็ง
มองเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยปะและรูขาด
ก่อนจะพูดว่า
“เอามาแก้วหนึ่ง”
“ฉันกำลังหิวน้ำ”
เนเน่รีบเทน้ำเลมอนลงแก้วพลาสติก
มือเล็ก ๆ ของเธอสั่นด้วยความตื่นเต้น
จากนั้นยื่นให้มหาเศรษฐี
เขาดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว
ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
“อร่อย”
เขาพูดพลางเช็ดมุมปาก
“ทำไมพวกเธอถึงมายืนตากแดดอยู่ตรงนี้?”
“พ่อแม่อยู่ไหน?”
บูบอยก้มหน้าเล็กน้อย
“พ่อป่วยครับ”
“พวกเรากำลังเก็บเงินซื้ออุปกรณ์การเรียน”
“โตขึ้นผมอยากเป็นวิศวกร”
“ส่วนน้องอยากเป็นหมอ”
“จะได้รักษาพ่อครับ”
มหาเศรษฐีพยักหน้าช้า ๆ
แต่ยังไม่ยิ้ม
สีหน้าของเขายังคงนิ่งเฉย

ราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
เด็กทั้งสองไม่รู้เลยว่า
คำตอบของพวกเขา
กำลังสั่นสะเทือนหัวใจที่เคยเย็นชาของมหาเศรษฐีผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนคนนี้
คุณเฮนรี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าเงินหนังแท้ใบหรูใบเดิมที่เขาใช้เป็นประจำ เขาไม่ได้หยิบเหรียญ 2 บาท หรือธนบัตรใบละร้อยอย่างที่เด็ก ๆ แอบหวัง แต่กลับหยิบสมุดเช็คส่วนตัวออกมา ปากกาสลักชื่อหรูหราตวัดเขียนตัวเลขลงไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
เขายื่นเช็คใบนั้นส่งให้บูบอย
เด็กชายรับมาด้วยความงุนงง ดวงตากลมโตคู่นั้นพยายามเพ่งมองตัวเลขที่มีศูนย์ตามท้ายอยู่หลายตัว จนกระทั่งสมองอันน้อยเดียงสาเริ่มปะติดปะต่อจำนวนเงินมหาศาลนั้นได้ บูบอยถึงกับมือสั่นจนเกือบทำกระดาษแผ่นนั้นหลุดมือ
จำนวนเงินในเช็คใบนั้น… ไม่ใช่แค่เพียงพอสำหรับซื้อกระเป๋า ดินสอ หรือสมุดเรียน แต่มันมากพอที่จะรักษาพ่อของพวกเขา และส่งเสียให้ทั้งสองคนเรียนจบปริญญาตรีในคณะที่ฝันไว้ได้อย่างสบาย ๆ
“คุณลุงครับ…” บูบอยเสียงสั่นเครือ “ม-มันมากเกินไปครับ น้ำเลมอนแค่ 2 บาทเองครับ”
คุณเฮนรี่ถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นแววตาที่อ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยมีใครในโลกธุรกิจได้เห็นมาก่อน เขายิ้มบาง ๆ แล้วพูดขึ้นว่า
“ฉันไม่ได้จ่ายค่าค่าน้ำเลมอน… แต่ฉันกำลังลงทุนกับอนาคตของ ‘คุณหมอ’ และ ‘วิศวกร’ อยู่ต่างหากล่ะ” มหาเศรษฐีกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “เด็กที่มีความกตัญญูและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาแบบพวกเธอ คู่ควรที่จะได้รับโอกาสนี้ เอาไปให้แม่ซะ แล้วตั้งใจเรียนล่ะ”
พูดจบ กระจกรถโรลส์-รอยซ์ก็เลื่อนขึ้น พร้อมกับรถที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวจากไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นจาง ๆ และความเงียบงัน
ท่ามกลางแดดที่ยังคงร้อนจัดริมถนน
น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มของเด็กทั้งสองคนทันที เนเน่โผเข้ากอดพี่ชายแล้วร้องไห้โฮออกมาด้วยความดีใจและตื้นตันใจอย่างที่สุด ความอัดอั้น ความเหนื่อยล้า และความกลัวว่าจะไม่ได้เรียนหนังสือที่สะสมมาตลอดทั้งวัน ละลายหายไปพร้อมกับหยาดน้ำตา
บูบอยกอดน้องสาวไว้แน่น เขาร้องไห้จนตัวโยน แต่ในหัวใจกลับเต็มไปด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่ที่ถูกจุดประกายขึ้นท่ามกลางไอร้อนของแดดเที่ยงวัน
จากนี้ไป… พวกเขาไม่ต้องกลัวสายตาดูถูกของใครอีกแล้ว และฝันที่จะรักษาพ่อให้หายก็ไม่ได้เป็นแค่ฝันอีกต่อไป