ฉันซื้อปูอลาสก้าคิงแครบมาหนึ่งกล่องให้ทั้งครอบครัว แต่พอฉันกินไปแค่คำเดียว สามีกลับคว่ำโต๊ะอาหารทั้งโต๊ะ เขาไม่รู้เลยว่าบ้านหลังนี้เป็นของฉัน
เสียงจานชามกระแทกกันดังสนั่นไปทั่วห้องอาหาร
จานปูอลาสก้าคิงแครบขนาดใหญ่ตกลงบนพื้น
ซอสราดกระเด็นไปทุกทิศทาง
ฉันชะงักนิ่ง
ในมือยังคงถือขาปูที่แกะเปลือกไปได้ครึ่งหนึ่ง
“ใครอนุญาตให้เธอกินนั่น?”
สามีตะโกนด้วยความโกรธ
เขาทุบโต๊ะเสียงดัง
“คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้าแตะอาหารที่เตรียมไว้ให้แม่ฉัน?”
ทั้งห้องเงียบกริบทันที
แม่สามีค่อย ๆ จิบน้ำอย่างใจเย็น
รอยยิ้มเย็นชาปรากฏอยู่บนริมฝีปากของเธอ
“เธอนี่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริง ๆ”
“ลูกชายฉันเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนเธอก็แค่อาศัยเขาอยู่”
ฉันมองสองแม่ลูกคู่นั้น
เพียงสิบวันก่อนหน้านี้
พวกเขายังจับมือฉันแน่น พร้อมบอกว่าจะปฏิบัติกับฉันเหมือนคนในครอบครัว
แต่ตอนนี้?
แค่ฉันกินปูคำเดียว ทั้งที่เป็นปูที่ฉันซื้อด้วยเงินของตัวเอง
สำหรับพวกเขา มันกลับกลายเป็นความผิดร้ายแรง
ฉันวางขาปูลงช้า ๆ
เช็ดมือให้สะอาด
ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ตกลงแล้ว… ใครกันแน่ที่เลี้ยงดูใคร?”
สามีแค่นหัวเราะ
“ถ้าไม่ใช่ฉัน แล้วจะเป็นใคร?”
“ฉันเป็นผู้จัดการโครงการของบริษัทใหญ่”
“เงินเดือนของฉันมากกว่าที่เธอจะหาได้ทั้งชีวิตเสียอีก”
แม่สามีรีบเสริมทันที
“ลูกชายฉันคือความภาคภูมิใจของตระกูล”
“ถ้าไม่มีเขา เธอคิดว่าจะได้อยู่บ้านสวย ๆ แบบนี้เหรอ?”
ฉันหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะสั้น ๆ
แต่เพียงพอที่จะทำให้ทั้งคู่หงุดหงิด
ตั้งแต่แต่งงานกันมา
ฉันอดทนมามากเกินพอแล้ว
อดทนให้แม่สามีค้นห้องส่วนตัวของฉัน
อดทนให้เธอพาญาติมาพักในบ้านโดยไม่เคยขออนุญาต
อดทนให้สามีบังคับเอาเงินเก็บทั้งหมดของฉันไป โดยอ้างว่าจะช่วยดูแลให้
อดทนต่อคำดูถูกเหยียดหยามทุกวัน
ทั้งหมดนั้น เพราะฉันอยากให้โอกาสกับชีวิตคู่
ฉันเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน
ต้องดิ้นรนหาเงินเรียนด้วยตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย
หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย
ฉันก่อตั้งธุรกิจของตัวเอง
มันค่อย ๆ เติบโตจากพนักงานเพียงสามคน
จนกลายเป็นบริษัทที่มีพนักงานหลายร้อยคน
ทรัพย์สินที่ฉันมีในวันนี้
มากพอที่จะใช้ชีวิตอย่างหรูหราไปได้อีกหลายปี
แต่ฉันไม่เคยโอ้อวดเรื่องนั้น
ตอนที่รู้จักกับสามี
ฉันเพียงบอกว่าเปิดกิจการเล็ก ๆ
ฉันอยากเจอผู้ชายที่รักฉันในฐานะตัวฉัน
ไม่ใช่รักเงิน
แต่ดูเหมือนว่า…
ฉันจะมองคนผิด
“หัวเราะอะไร?”
สามีตะโกนอย่างเดือดดาล
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างใจเย็น
แล้วโทรหาใครคนหนึ่ง
เขารับสายทันที
“มาที่นี่หน่อย”
“ฉันต้องการคุณ”
ปลายสายเงียบไปไม่กี่วินาที ก่อนตอบกลับ
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ”
หลังจากวางสาย
แม่สามีเยาะเย้ยทันที
“จะเรียกใครมาขู่พวกเรางั้นเหรอ?”
“คิดว่าพวกเราจะกลัวหรือไง?”
ฉันไม่ตอบ
เพียงมองนาฬิกา
สิบ นาทีผ่านไป
กริ่งหน้าบ้านดังขึ้น
ดิง… ดอง…
สองแม่ลูกมองหน้ากัน
ทั้งคู่คิดว่าเป็นเพื่อนของฉันสักคน
แต่เมื่อประตูเปิดออก
ชายสามคนในชุดสูทสีดำเดินเข้ามา
ตามมาด้วยชายวัยกลางคนสวมแว่นตา
ทันทีที่เห็นฉัน
เขาก็ก้มศีรษะอย่างนอบน้อม
“สวัสดีครับ ท่านประธาน”
ราวกับเวลาหยุดเดิน
แก้วน้ำในมือแม่สามีหล่นแตกบนพื้น
ส่วนสามีก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้
ใบหน้าซีดเผือดในทันที
เพราะคนที่เรียกฉันว่า “ท่านประธาน” …
คือผู้อำนวยการประจำภูมิภาคของบริษัทที่เขาทำงานอยู่
และในวินาทีนั้นเอง…
ชายคนนั้นหยิบแฟ้มเอกสารหนา ๆ ออกมาจากกระเป๋า
ก่อนวางลงบนโต๊ะอย่างแรง
แล้วหันไปมองสามีของฉันตรง ๆ
“ผมคิดว่าคุณควรดูสิ่งนี้ก่อน”
มือของสามีเริ่มสั่น
เพราะบนหน้าแรกของแฟ้ม…
มีชื่อของเขาอยู่
พร้อมเอกสารฉบับหนึ่งที่หากถูกลงนาม…

ทุกสิ่งที่เขาภูมิใจมาตลอดทั้งคืนจะพังทลายลงในทันที
และที่น่ากลัวยิ่งกว่า…
เขายังไม่รู้เลยว่าผู้หญิงที่เขาดูหมิ่นในบ้านของตัวเอง…
แท้จริงแล้วเป็นใคร
นี่คือบทสรุปความสะใจแบบจัดเต็มและบทลงเอยของสองแม่ลูกหน้าไหว้หลังหลอกคู่นี้ค่ะ
“นี่มัน… เอกสารไล่ออกและการฟ้องร้องดำเนินคดี…” สามีของฉันครางออกมาเสียงสั่นเครือ ใบหน้าของเขาที่เคยถมึงทึงบัดนี้ซีดเซียวราวกับคนใกล้ตาย
ผู้อำนวยการภูมิภาคหันมามองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม “ใช่ คุณถูกไล่ออกจากบริษัทในเครือ ‘รุ่งเรืองกรุ๊ป’ ทันทีโดยไม่มีการชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น และเราจะดำเนินคดีข้อหายักยอกทรัพย์และรับสินบนจากซัพพลายเออร์ที่ตรวจสอบพบย้อนหลังทั้งหมด!”
“ไม่จริง! ผมเป็นผู้จัดการโครงการดีเด่นนะ! คุณเอาอำนาจอะไรมาไล่ผมออก!” สามีของฉันยังคงดิ้นรนตะโกนอย่างคนบ้า
ผู้อำนวยการหัวเราะเยาะในลำคอ ก่อนจะผายมือมาทางฉันด้วยความเคารพสูงสุด “อำนาจจากใครน่ะเหรอ? ก็จากเจ้าของและประธานกรรมการบริหารสูงสุดของบริษัทที่คุณทำงานอยู่… ซึ่งก็นั่งอยู่ตรงหน้าคุณนี่ไง!”
คำเฉลยนั้นราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางหัวของสองแม่ลูก แม่สามีที่เคยเย่อหยิ่งถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้นข้าง ๆ เศษจานปูอลาสก้าที่ลูกชายตัวเองเป็นคนคว่ำ
“วิ… เธอ… เธอเป็นประธานบริษัทเหรอ?” สามีของฉันถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นระริก สายตาจับจ้องมาที่ฉันราวกับเห็นผี
ฉันลุกขึ้นยืนช้า ๆ ก้าวข้ามผ่านเศษซากอาหารบนพื้นอย่างสง่างาม สายตาที่เคยมองเขาด้วยความรัก บัดนี้เหลือเพียงความสมเพช “ใช่… ฉันเลือกที่จะไม่บอกโปรไฟล์จริงเพราะอยากหาผู้ชายที่รักฉันในฐานะผู้หญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่สิ่งที่ฉันได้กลับมา คือผู้ชายเกาะชายกระโปรงผู้หญิงกิน ที่พอมีตำแหน่งหน้าที่การงานหน่อยก็ลืมตัว ลืมหัวนอนปลายเท้า”
“วิ… ผมขอโทษ! ผมผิดไปแล้ว!” สามีของฉันถลาเข้ามาจะคุกเข่ากอดขาฉัน แต่บอดี้การ์ดร่างยักษ์ในชุดสูทสองคนก้าวมาขวางไว้ทันที
“อ้อ… แล้วอีกเรื่องหนึ่งนะ” ฉันหยิบโฉนดที่ดินและเอกสารการเป็นเจ้าของบ้านที่หยิบติดมือมาจากห้องทำงานโยนลงบนโต๊ะที่เบี้ยวเอียง “บ้านหลังนี้… ชื่อของฉันเป็นคนซื้อ เงินทุกบาททุกสตางค์เป็นของฉัน พวกเธอสองคนแม่ลูกที่มาชุบมือเปิบ อาศัยบ้านฉันอยู่ฟรี ๆ กินของแพง ๆ ที่ฉันซื้อ แล้วยังมีหน้ามาคว่ำโต๊ะอาหารของฉันงั้นเหรอ?”
แม่สามีที่หน้าซีดเผือด รีบคลานเข้ามาหาฉันพยายามจะจับชายกางเกง “หนูวิ… แม่ผิดไปแล้ว แม่ไม่ได้ตั้งใจ ลูกชายแม่มันแค่โมโหหน้ามืดไป อย่าไล่พวกเราออกไปเลยนะ… พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะลูก…”
“ครอบครัว?” ฉันแค่นยิ้มเย็นชา “สิบวันก่อนพูดอย่าง วันนี้พูดอย่าง วันที่คิดว่าฉันไม่มีอะไร พวกเธอเหยียบย่ำฉันเหมือนสิ่งของ แต่วันที่รู้ว่าฉันรวย กลับมาคลานเข่าขอความเมตตา… คนหน้าไหว้หลังหลอกแบบพวกเธอ ไม่คู่ควรแม้แต่จะยืนในเขตบ้านของฉันด้วยซ้ำ”
ฉันหันไปหาทนายความและผู้อำนวยการ “จัดการส่งฟ้องเรื่องยักยอกเงินเก็บของฉัน และฟ้องหย่าโดยให้เขาชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด ส่วนคืนนี้… เรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านมาลากตัวสองคนนี้ออกไปจากบ้านของฉันภายในห้านาที”
“วิ! เธอจะใจดำแบบนี้ไม่ได้นะ! ฝนตกหนักขนาดนี้จะให้แม่กับผมไปอยู่ที่ไหน!” สามีของฉันกรีดร้องอย่างหมดท่า
“ตอนที่พวกเธอคว่ำโต๊ะอาหารใส่ฉัน พวกเธอเคยคิดถึงใจฉันไหม?” ฉันถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะหันหลังเดินขึ้นชั้นสองโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย
เสียงกรีดร้องโวยวายของสามี และเสียงร่ำไห้แทบขาดใจของแม่สามีดังสะท้อนอยู่เบื้องหลัง ก่อนจะถูกบอดี้การ์ดและรปภ. ลากตัวออกไปพ้นเขตคฤหาสน์หรู ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างกระหน่ำ
ฉันยืนมองจากหน้าต่างกระจกชั้นบน เห็นสองแม่ลูกในสภาพเปียกปอน ไร้ที่ไป และกำลังจะสูญเสียทั้งเงิน หน้าตาในสังคม และอนาคตการทำงานไปจนหมดสิ้น
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดสั่งซื้อปูอลาสก้าคิงแครบกล่องใหม่ที่ดีที่สุด…
คราวนี้ ฉันจะกินมันอย่างมีความสุขและสงบใจ ในบ้านที่เป็นของฉันอย่างแท้จริง โดยไม่มีสิ่งขยะรกสายตาอีกต่อไป