แม่สามียกล็อบสเตอร์ทั้งหมดไปให้น้องสาวสามีอย่างหน้าตาเฉย… ฉันเงียบ ๆ ถอดผ้ากันเปื้อน หยิบกุญแจรถคันใหม่ขึ้นมา—พวกเขาไม่รู้เลยว่าคนที่กำลังจะจากไปตลอดกาลคือฉัน**
“แม่… แม่กำลังทำอะไรครับ?”
**มาร์โก เรเยส** วัยสามสิบสี่ปี วางช้อนลงพร้อมขมวดคิ้ว
ฉันนั่งเงียบอยู่ที่โต๊ะอาหาร มองดู **ลูร์เดส ซานโตส** แม่สามีวัยห้าสิบแปดปี กำลังรีบนำล็อบสเตอร์ที่เพิ่งปรุงเสร็จใส่ลงในกระเป๋าเก็บความเย็น
ท่าทางของเธอคล่องแคล่วราวกับเคยทำแบบนี้มาแล้วนับร้อยครั้ง
หนึ่ง…
สอง…
สาม…
สี่…
ล็อบสเตอร์ตัวใหญ่สี่ตัวถูกเก็บลงกระเป๋าจนครบ
บนจานของฉันเหลือเพียงตัวเดียว
มันยังร้อนอยู่ ไอร้อนยังคงลอยขึ้นมา
แต่เธอไม่แม้แต่จะหันมามองฉัน
ขณะรูดซิปปิดกระเป๋า เธอพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“เมื่อกี้ **แองเจลา** โทรมา”
“เขาบอกว่าอยากกินล็อบสเตอร์”
“โชคดีที่บ้านพวกลูกมีพอดี”
“เดี๋ยวแม่เอาไปให้เอง”
“ก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเธอกำลังท้อง”
“คนท้องต้องกินอาหารดี ๆ มีประโยชน์”
น้ำเสียงของเธอเบาราวกับว่า…
เธอเป็นคนซื้อเอง
เธอเป็นคนทำอาหารเอง
และทุกอย่างบนโต๊ะนี้เป็นของเธอ
ฉันไม่พูดอะไร
เพียงตักซุปขึ้นมากินเงียบ ๆ
ฉันแต่งงานกับมาร์โกมาได้สามปีแล้ว
และฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มากี่ครั้ง
ถ้ามีของอร่อย…
ถ้ามีของใหม่…
ถ้ามีของขวัญ…
คนแรกที่ลูร์เดสนึกถึง ไม่ใช่ลูกชายของตัวเอง
แต่เป็นลูกสาวคนเล็กของเธอ… แองเจลา
ในวันแต่งงานของเรา
ของขวัญต้อนรับสะใภ้ที่เธอให้ฉันมีมูลค่าเพียงสองพันเปโซฟิลิปปินส์
แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น…
เธอกลับซื้อกำไลทองราคาแพงให้แองเจลา มูลค่ากว่า **150,000 บาท**
ฉันไม่ได้รู้จากปากเธอ
แต่เห็นจากโซเชียลมีเดียของแองเจลาที่โพสต์อวดของขวัญอย่างภูมิใจ
มาร์โกหันมามองฉัน
เขารับรู้ได้ว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารกำลังอึดอัด
“แม่ครับ…”
“ล็อบสเตอร์พวกนี้เมียผมซื้อมาให้พ่อกับแม่ได้ลองชิม”
“ถ้าเอาไปเกือบหมดแบบนี้… มันคงไม่ค่อยเหมาะนะครับ”
ลูร์เดสสวนกลับทันที
“อะไรคือเกือบหมด?”
“แม่ก็เหลือไว้ให้ตั้งหนึ่งตัว”
“อีกอย่าง พวกเธอยังหนุ่มยังสาว”
“ไม่จำเป็นต้องกินของแพงหรอก”
“แต่น้องสาวเธอต่างหากที่ต้องการ”
“ถ้าหลานของแม่ได้รับสารอาหารไม่พอล่ะ?”
“ถ้าเด็กเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ?”
เธอถือกระเป๋าเดินตรงไปที่ประตู
ระหว่างสวมรองเท้า เธอยังหันกลับมาพูดอีก
“อ้อ จริงสิ”
“พรุ่งนี้แองเจลาจะมาที่นี่”
“บอกให้มีอาทำอะโดโบกับแกงกะเร่ที่เธอชอบไว้ด้วย”
“อย่าทำตัวขี้เหนียวนักล่ะ”
พูดจบ เธอก็เดินออกจากบ้านไป
ทั้งบ้านตกอยู่ในความเงียบ
**โรเบร์โต ซานโตส** พ่อสามีวัยหกสิบปี แกล้งทำเป็นนั่งดูโทรทัศน์
เขากดรีโมตซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ช่องไม่เคยเปลี่ยนเลย
เขารู้ว่าภรรยาของตัวเองทำผิด
แต่ก็ไม่กล้าพอจะคัดค้าน
เพราะการทำเป็นมองไม่เห็น… ง่ายกว่ามาก
ฉันลุกขึ้นเก็บจานไปล้าง
มาร์โกเดินตามเข้ามาในครัว
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดว่า
“มีอา…”
“อย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ”
“แม่ก็เป็นแบบนี้แหละ”
“แม่ไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก”
ฉันเพียงยิ้มบาง ๆ
“อือ”
ฉันเปิดก๊อกน้ำ
“พรุ่งนี้ผมจะซื้อมาให้ใหม่”
“อยากกินกี่ตัวก็ได้”
เขาพูดเสียงเบา
เหมือนกำลังพยายามปลอบใจฉัน
“ไม่เป็นไร”
ไม่ใช่เพราะฉันอยากเสียสละ
แต่เพราะฉันรู้ดีว่า…
เขาเข้าใจทุกอย่าง
เขาแค่เลือกที่จะไม่ยุ่ง
สำหรับเขา…
ปัญหาระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้เป็นเรื่องธรรมดา
ตราบใดที่ยังไม่มีใครตะโกนใส่กัน
ก็ถือว่าไม่มีปัญหา
แต่บาดแผลบางอย่าง…
ไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว
มันค่อย ๆ สะสม
ทีละนิด
จนวันหนึ่ง…
ก็เกินกว่าจะทนไหว
ล็อบสเตอร์สี่ตัวในคืนนี้…
สิ่งที่เจ็บปวด ไม่ใช่ราคาของมัน
แต่คือการถูกตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่า
ในบ้านหลังนี้…
ฉันคือคนที่ถูกเลือกเป็นคนสุดท้ายเสมอ
ฉันค่อย ๆ ถอดผ้ากันเปื้อนออกอย่างเงียบ ๆ
หยิบกุญแจรถคันใหม่ที่เพิ่งมาส่งเมื่อเช้าขึ้นมา
ไม่มีใครในครอบครัวรู้เรื่องนี้
แม้แต่มาร์โก
หรือแม่สามีของฉัน
เพราะรถคันนั้น…
เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความลับที่ฉันวางแผนมานาน
และพวกเขาไม่รู้เลยว่า…
พรุ่งนี้ ในวันที่แองเจลามาถึงบ้าน
จะมีแขกอีกคนเดินเข้ามาพร้อมกัน
เขาคือทนายความ
ในมือมีซองเอกสารหนึ่งซอง
และทันทีที่ซองนั้นถูกเปิดออก…
สิ่งที่จะหายไปจากโต๊ะอาหาร
ไม่ใช่แค่อาหาร
แต่คือความจริงที่พวกเขาปิดบังมานานถึงสามปี
ทว่าสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ…

ในซองนั้นไม่ได้มีเพียงความลับเดียว
ยังมีไพ่ตายอีกใบ…
ที่แม้แต่สามีของฉันเอง
ก็ไม่เคยได้เห็นมาก่อน…
นี่คือบทสรุปและจุดจบของเรื่องราว (ตอนจบ) ที่สะใจและพลิกผันอย่างคาดไม่ถึงค่ะ
ตอนจบ: แขกไม่ได้รับเชิญและซองเอกสารสีน้ำตาล
เช้าวันรุ่งขึ้น บ้านซานโตสคึกคักเป็นพิเศษ ลูร์เดสเดินเข้าเดินออกในครัวเพื่อตรวจดูอาหารที่เธอสั่งให้ฉันทำ แองเจลา ลูกสาวคนโปรดนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟา ลูบหน้าท้องอย่างทะนุถนอมพลางบ่นอุบอิบว่าล็อบสเตอร์เมื่อคืนเนื้อแน่นไม่พอ ขณะที่มาร์โกและพ่อสามีนั่งหัวเราะเอาใจเธออยู่ข้าง ๆ
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ฉันไม่ได้สวมผ้ากันเปื้อน และกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของฉันถูกย้ายไปไว้ในกระโปรงหลังของรถคันใหม่เรียบร้อยแล้ว
เวลา 11:00 น. เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น
“มีอา! ไปเปิดประตูซิ น่าจะเป็นเซบาสเตียน สามีของแองเจลามาถึงแล้ว” ลูร์เดสตะโกนสั่งจากในครัว
ฉันเดินไปเปิดประตู แต่คนทีเก้าวเข้ามาไม่ใช่เซบาสเตียน ทว่าเป็นชายวัยกลางคนในชุดสูทภูมิฐาน ถือกระเป๋าเอกสารหนังสีดำ เขาก้าวเข้ามาในบ้านด้วยท่าทีนิ่งขรึม
“สวัสดีครับผม ทนายอาเธอร์ เป็นตัวแทนทางกฎหมายของคุณมีอา”
เสียงของทนายความทำให้ทุกคนในห้องนั่งเล่นหันมามองเป็นตาเดียว มาร์โกขมวดคิ้ว ลุกขึ้นยืนทันที “มีอา… นี่มันเรื่องอะไรกัน? คุณจ้างทนายมาทำไม?”
ฉันไม่ตอบ แต่เดินไปนั่งที่เก้าอี้เดี่ยวฝั่งตรงข้ามกับทุกคน ทนายอาเธอร์วางซองเอกสารสีน้ำตาลหนาปึกลงบนโต๊ะกระจก
ความลับข้อที่หนึ่ง: บ้านหลังนี้เป็นของใคร?
“ก่อนอื่น” ฉันเอ่ยเสียงเรียบ สายตามองตรงไปที่ลูร์เดสและมาร์โก “พวกคุณจำได้ไหมว่า คฤหาสน์หลังนี้ที่พวกคุณอาศัยอยู่ฟรี ๆ มาสามปี มาร์โกบอกว่ามันเป็นบ้านที่ได้มาจากสวัสดิการของบริษัทที่เขาทำงานอยู่?”
มาร์โกหน้าถอดสี ท่าทางลนลานอย่างเห็นได้ชัด
“ใช่จ้ะ มาร์โกของแม่เก่ง เป็นถึงผู้บริหารระดับสูง บริษัทเลยจัดหาบ้านหรูแบบนี้ให้” ลูร์เดสยังคงเชิดหน้าตอบอย่างภูมิใจ
“ผิดแล้วค่ะ” ฉันแค่นยิ้ม “มาร์โกเป็นแค่ผู้จัดการแผนกธรรมดา ไม่มีสวัสดิการบ้านหรูอะไรทั้งนั้น… บ้านหลังนี้เป็นทรัพย์สินของ ‘เรเยส โฮลดิ้งส์’ บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของฟิลิปปินส์ และฉัน… มีอา เรเยส คือทายาทเพียงคนเดียวของบริษัทนั้น ฉันซื้อบ้านหลังนี้ด้วยเงินสดส่วนตัวก่อนแต่งงาน แต่ยอมให้มาร์โกโกหกพวกคุณ เพราะฉันอยากใช้ชีวิตเรียบง่ายและดูเนื้อแท้ของพวกคุณ”
ลูร์เดสและแองเจลาตาค้าง อ้าปากค้างจนพูดไม่ออก พ่อสามีที่นั่งเงียบถึงกับทำรีโมตตกพื้น
“และนี่คือ ‘หมายไล่ที่’ ครับ” ทนายอาเธอร์เสริม พร้อมยื่นเอกสารฉบับแรกให้ “เนื่องจากคุณมีอาได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ขายบ้านหลังนี้ให้บุคคลอื่นเรียบร้อยแล้วเมื่อเช้านี้ พวกคุณทั้งหมดมีเวลา 24 ชั่วโมงในการย้ายออก”
ความลับข้อที่สอง: ไพ่ตายใบสุดท้ายที่ไม่มีใครคาดคิด
“มีอา! คุณทำแบบนี้กับผมได้ยังไง? เราเป็นสามีภรรยากันนะ!” มาร์โกตะโกนลั่น พยายามจะเข้ามาจับมือฉัน แต่บอดี้การ์ดสองคนที่รออยู่ด้านนอกเดินเข้ามาขวางไว้
“สามีภรรยางั้นเหรอ?” ฉันหยิบเอกสารใบที่สองจากซองออกมายื่นให้มาร์โก “ถ้างั้นก็นี่… ใบหย่า และ หลักฐานการฟ้องร้อง ทั้งหมด”
มาร์โกรับกระดาษไปดู ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความช็อกลนลาน ยิ่งกว่าเรื่องบ้าน
“นี่มัน… ภาพแอบถ่าย? เงินโอน?” มาร์โกเสียงสั่น
“ตลอดสามปีที่ผ่านมา มาร์โกแอบยักยอกเงินกงสีของบริษัทฉัน ผ่านบัญชีที่เขาดูแล ไปให้ลูร์เดส และลูร์เดสก็เอาเงินนั้นไปซื้อกำไลทองราคา 150,000 บาทให้แองเจลา รวมถึงส่งเสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดของแองเจลา… ไม่ใช่แค่นั้นนะมาร์โก” ฉันเว้นจังหวะ มองเขาด้วยสายตาสมเพช
“ไพ่ตายที่เธอคิดว่าฉันไม่รู้ คือเรื่องที่เธอแอบซุกซ่อนชู้รักไว้ที่คอนโดแถบชานเมือง และผู้หญิงคนนั้นก็กำลังท้องได้สามเดือน… อายุน้อยกว่าแองเจลาด้วยซ้ำมั้ง?”
คำพูดของฉันเหมือนระเบิดนิวเคลียร์ที่ลงกลางบ้านซานโตส ลูร์เดสหัวใจแทบวายหันไปตบตีกระชากเสื้อลูกชายตัวเอง “มาร์โก! นี่แกนอกใจมีอา แล้วแกยังโกงเงินเขาจนเราจะโดนจับงั้นเหรอ?! แกทำลายชีวิตพวกเรา!” แองเจลาร้องไห้โฮเพราะรู้ว่าความสุขสบายและเงินทองที่เคยได้กำลังจะหายไปในพริบตา
บทสรุป: การจากไปตลอดกาล
ฉันลุกขึ้นยืนช้า ๆ ถอดแหวนแต่งงานราคาถูกที่มาร์โกเคยซื้อให้ ทิ้งมันลงในแก้วน้ำซุปอะโดโบที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ
“เงินทุกเปโซที่พวกคุณโกงไป ทนายของฉันจะดำเนินการฟ้องยึดทรัพย์คืนทุกรายการ รวมถึงกำไลทองของแองเจลา และรถยนต์ทุกคันในบ้านนี้ ส่วนมาร์โก… เตรียมตัวไปนอนในคุกข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกงได้เลย”
ฉันหันหลังเดินออกจากบ้านอย่างสง่างาม เสียงกรีดร้อง โวยวาย และการโทษกันไปมาของคนครอบครัวซานโตสดังไล่หลังมา แต่มันไม่ได้เข้าหูฉันอีกต่อไป
ฉันก้าวขึ้นรถสปอร์ตคันใหม่เอี่ยมที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ กดกระจกลงสวมแว่นกันแดด
“อ้อ… ลูร์เดส” ฉันจอดรถเทียบหน้าประตูบ้านสบตาหญิงแก่มักได้ที่วิ่งตามมาเกาะขอบรั้วร่ำไห้ “ล็อบสเตอร์ที่เหลืออีกตัวในตู้เย็น… กินให้อร่อยนะ เพราะนั่นจะเป็นของแพงชิ้นสุดท้ายที่เธอจะได้กินในชีวิตนี้”
ฉันเหยียบคันเร่ง ทะยานรถออกไปสู่ชีวิตใหม่ ทิ้งอดีตอันเน่าแฟะและคนเห็นแก่ตัวไว้เบื้องหลัง… ตลอดกาล