Posted in

 สามีไล่ฉันออกจากฮันนีมูนที่ควรเป็นของเราสองคน ปล่อยให้ฉันนอนที่ล็อบบี้ ขณะที่แม่กับน้องสาวของเขาพักอยู่ในวิลล่า แต่ทันทีที่ฉันซื้อตั๋วเที่ยวเดียวกลับบ้าน ครอบครัวที่เคยคิดว่าควบคุมฉันได้ทุกอย่างก็เริ่มพังทลาย

 สามีไล่ฉันออกจากฮันนีมูนที่ควรเป็นของเราสองคน ปล่อยให้ฉันนอนที่ล็อบบี้ ขณะที่แม่กับน้องสาวของเขาพักอยู่ในวิลล่า แต่ทันทีที่ฉันซื้อตั๋วเที่ยวเดียวกลับบ้าน ครอบครัวที่เคยคิดว่าควบคุมฉันได้ทุกอย่างก็เริ่มพังทลาย

## ตอนที่ 1: ฉันคิดว่าทริปไปโครอนคือฮันนีมูนของเราสองคน แต่พอไปถึงรีสอร์ต ฉันกลับกลายเป็นแขกที่ต้องยอมทุกอย่าง ทั้งเฝ้ากระเป๋า รับใช้ และห้ามปริปาก

เพียงสามวันหลังจากที่ฉันแต่งงานกับ **มิเกล เดลา ครูซ** ฉันก็ได้เรียนรู้ความจริงข้อหนึ่งว่า ผู้ชายบางคนไม่ได้มองหาภรรยา

พวกเขาแค่มองหาคนที่จะมาแทนแม่ของตัวเองในวันที่แม่เริ่มเหนื่อย

มองหากระเป๋าสตางค์ที่ยิ้มได้

มองหาผู้หญิงที่ยอมถูกดูหมิ่นอย่างเงียบ ๆ

ฮันนีมูนของเราจัดขึ้นที่ **โครอน**

ฉันใช้เวลาสามเดือนเฝ้ารอโปรโมชันตั๋วเครื่องบิน ยื่นลาพักร้อนล่วงหน้า จ่ายเงินจองวิลล่าริมทะเลขนาดเล็กที่มีกระจกสูงจรดพื้น และเลือกรีสอร์ตที่เงียบสงบ ห่างไกลจากความวุ่นวายของกรุงเทพฯ

ทริปนี้ควรมีแค่สองคน

ฉัน…กับผู้ชายที่เพิ่งสาบานต่อหน้าแท่นพิธีว่าจะดูแลฉันทั้งในวันที่สุขและวันที่ทุกข์

แต่คืนก่อนวันเดินทาง ขณะที่ฉันกำลังเก็บครีมกันแดดกับชุดเดรสฤดูร้อนลงกระเป๋า มิเกลก็เดินเข้ามาในห้องนอน สีหน้าเหมือนกำลังจะบอกเรื่องธรรมดา

“พรุ่งนี้แม่จะไปด้วย”

มือของฉันชะงักทันที

“ว่าไงนะ?”

เขานั่งลงที่ปลายเตียง ถือโทรศัพท์อยู่ในมือ โดยไม่แม้แต่จะสบตาฉัน

“แม่บอกว่าปวดหลัง เพื่อนของแม่แนะนำว่าอากาศที่โครอนดี น่าจะช่วยให้อาการดีขึ้น”

ฉันสูดหายใจลึก

“ฉันจองวิลล่าสำหรับสองคนนะ มิเกล”

“เราก็ปรับตัวกันได้”

ก่อนที่ฉันจะทันตอบ เขาก็พูดต่อ

“ทริชก็จะไปด้วย”

ทริช น้องสาวคนเล็กของเขา อายุยี่สิบหกปี ไม่มีงานทำ แต่แทบทุกวันกลับมีพัสดุมาส่งถึงบ้านไม่เคยขาด

“เธอเพิ่งเลิกกับแฟน” มิเกลอธิบาย “เลยอยากเปลี่ยนบรรยากาศ”

ฉันมองหน้าเขานิ่ง ๆ

“สรุปฮันนีมูนของเรากลายเป็นทริปครอบครัวแล้วใช่ไหม?”

คราวนี้เขาเงยหน้ามองฉัน

“ลีรา อย่าเห็นแก่ตัวสิ เพิ่งเข้ามาเป็นคนในครอบครัวเราได้แค่สามวัน ก็ทำตัวแบบนี้แล้วเหรอ?”

ฉันหัวเราะเบา ๆ อย่างไร้ความรู้สึก

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง

เพิ่งเป็นภรรยาได้แค่สามวัน แต่ต้องรู้จักเสียสละเหมือนเป็นคนรับใช้ของบ้านนี้มาสิบปี

เช้าวันรุ่งขึ้น ตั้งแต่สนามบิน ฉันก็สัมผัสได้ถึงความอึดอัด

แม่เดเลีย แม่สามีของฉัน สวมแว่นกันแดดอันใหญ่และมีหมอนรองคอติดตัว

ส่วนทริชลากกระเป๋าเดินทางสองใบที่ใหญ่เสียยิ่งกว่าตัวเอง

ฉันเป็นคนถือถุงผ้าที่อัดแน่นไปด้วยยา แครกเกอร์ ยาทาแก้ปวด และพาวเวอร์แบงก์ของพวกเขา

มิเกลเข็นกระเป๋าของแม่เขา

ส่วนฉันต้องลากกระเป๋าของตัวเอง

ระหว่างรอขึ้นเครื่อง ฉันได้ยินแม่เดเลียกระซิบกับทริช

“เมียที่ดีต้องรู้จักดูแลคนในบ้าน ถ้าทำไม่ได้ แต่งงานไปก็เปล่าประโยชน์”

ฉันไม่พูดอะไร

เพียงหันไปมองมิเกล

เขาได้ยินทุกคำ

แต่สิ่งเดียวที่เขาทำ คือช่วยจัดเสื้อแจ็กเก็ตให้แม่ของเขา

เมื่อมาถึงโครอน แสงแดด กลิ่นทะเล และสายลมที่พัดมากระทบใบหน้า ควรจะทำให้หัวใจของฉันเบาสบาย

แต่ก่อนถึงรีสอร์ต ทริชบ่นว่าอากาศร้อนถึงสามครั้ง

แม่เดเลียถามสองครั้งว่าทำไมไม่มีรถตู้ส่วนตัวมารับ

และมิเกลก็หันมาบอกฉันว่า

“ลีรา เธอช่วยคุยกับคนขับหน่อยนะ เธอเก่งเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว”

เมื่อถึงแผนกต้อนรับ พนักงานยิ้มให้เราอย่างสุภาพ

“สวัสดีค่ะ การจองในชื่อคุณลีรา ซานโตส ใช่ไหมคะ”

ฉันพยักหน้า

“ใช่ค่ะ วิลล่าสำหรับสองคน สามคืน”

พนักงานพิมพ์ข้อมูลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมีสีหน้าลังเล

“เอ่อ…คุณลูกค้าคะ ในระบบมีการเปลี่ยนจำนวนผู้เข้าพักเป็นสี่คนเมื่อเช้านี้ค่ะ”

ฉันหันไปมองมิเกล

เขาหลบสายตา

“เปลี่ยนเมื่อไหร่?” ฉันถาม

แต่คนที่ตอบกลับเป็นแม่เดเลีย

“แม่เป็นคนบอกให้มิเกลเปลี่ยนเอง จะปล่อยให้พวกแม่ไม่ได้มาด้วยได้ยังไง ตอนนี้เราก็ครอบครัวเดียวกันแล้ว”

ฉันพยายามควบคุมน้ำเสียง

“แต่วิลล่ามีแค่ห้องเดียวนะคะ”

มิเกลยิ้มแห้ง ๆ

“ก็มีโซฟาไม่ใช่เหรอ”

พนักงานพาเราไปยังวิลล่า

มันสวยมาก

สวยเกินกว่าที่ฉันจินตนาการไว้

หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับวิวทะเล เตียงคิงไซซ์ ห้องนั่งเล่นเล็ก ๆ และห้องน้ำที่มีอ่างอาบน้ำ

แต่มี

เตียงหนึ่งเตียง

โซฟาหนึ่งตัว

และพวกเราสี่คน

ก่อนที่ฉันจะพูดอะไร แม่เดเลียก็นั่งลงบนเตียงทันที

“โอ๊ย…แม่จะนอนตรงนี้ หลังแม่ยังปวดจากการเดินทางอยู่เลย”

ทริชรีบกระโดดขึ้นไปนั่งข้าง ๆ

“หนูนอนกับแม่นะ หนูนอนไม่หลับถ้าต้องอยู่ที่แปลก ๆ คนเดียว”

ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงประตู มือยังจับด้ามกระเป๋าเดินทางแน่น

ฉันมองไปที่มิเกล

ในใจหวังเพียงว่า…

อย่างน้อยครั้งนี้ เขาจะปกป้องฉัน

บอกทุกคนว่า…

ตอนที่ 2: “เธอเป็นแค่คนนอก” คำพูดสุดท้ายก่อนความอดทนจะสิ้นสุด

ในใจฉันหวังเพียงว่า อย่างน้อยครั้งนี้ มิเกลจะปกป้องฉัน บอกทุกคนว่านี่คือทริปฮันนีมูนที่ฉันเป็นคนหาเงินจ่าย และขอให้ย้ายแม่กับน้องสาวไปเปิดห้องใหม่

แต่มิเกลกลับหันมามองฉันด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะพูดประโยคที่ทำลายความรู้สึกของฉันจนไม่เหลือชิ้นดี

“ลีรา คืนนี้เธอนอนที่โซฟานะ ส่วนฉันจะนอนฟูกข้างเตียงแม่เอง”

ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่แววตาไม่ได้ขำด้วย “มิเกล คอนโดที่กรุงเทพฯ ฉันก็ให้อาสะใภ้เธอมาอยู่ฟรี ๆ ค่าแต่งงานฉันก็ช่วยออกครึ่งหนึ่ง แม้แต่ทริปโครอนนี้ เงินทุกบาทก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของฉัน แล้วทำไมฉันที่สละทุกอย่าง ต้องมานอนเบียดบนโซฟาแคบ ๆ ในทริปฮันนีมูนของตัวเอง?”

พอฉันพูดจบ บรรยากาศในห้องก็เงียบกริบทันที

แม่เดเลียลุกขึ้นยืน แว่นตากันแดดขยับลงมาที่ปลายจมูก ชี้หน้าฉันด้วยความโกรธ “ลีรา! หล่อนกล้าทวงบุญคุณกับแม่สามีเหรอ? แต่งเข้าบ้านเดลา ครูซ มาแล้ว เงินของหล่อนก็คือเงินของลูกชายฉัน ถ้าไม่มีลูกชายฉันคอยให้ท้าย หล่อนจะมีหน้ามีตาในสังคมได้ยังไง! มิเกล! จัดการเมียแกซิ!”

มิเกลหน้าถอดสี เขารีบเข้ามาดึงแขนฉันให้ออกไปนอกวิลล่าอย่างแรงจนข้อมือฉันขึ้นรอยแดง เขาลากฉันมาจนถึงหน้าล็อบบี้ของรีสอร์ต พลางตะคอกใส่ด้วยความรำคาญ

“ลีรา! เธอจะทำตัวน่ารำคาญไปถึงไหน? แค่เสียสละให้แม่กับน้องฉันแค่นี้ไม่ได้หรือไง? ถ้าเธอไม่เต็มใจจะอยู่ที่นี่ร่วมกับครอบครัวฉัน… งั้นคืนนี้เธอก็นอนที่ล็อบบี้นี่แหละ ไปสงบสติอารมณ์ซะ ถ้าคิดได้เมื่อไหร่ค่อยกลับเข้าไป!”

เขาสะบัดแขนฉันออก เดินหันหลังกลับเข้าวิลล่าหรูริมทะเล ทิ้งให้ฉันยืนอยู่ท่ามกลางสายตาเวทนาของพนักงานต้อนรับที่ล็อบบี้

ความมืดของค่ำคืนในโครอนเริ่มคืบคลานเข้ามา… แต่หัวใจของฉันกลับสว่างวาบด้วยความจริงข้อหนึ่ง

สิ่งที่ฉันเพิ่งตระหนักได้: ผู้ชายคนนี้และครอบครัวของเขาไม่ได้เห็นฉันเป็นภรรยาหรือคนในครอบครัว แต่เห็นฉันเป็นเพียง “ตู้เอทีเอ็มที่มีชีวิต” และเป็นทาสรับใช้ที่พวกเขาจะโขกสับอย่างไรก็ได้

ฉันนั่งลงบนโซฟาของล็อบบี้ เปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทันที ไม่มีความร้องไห้ ไม่มีฟูมฟาย มีเพียงความนิ่งสนิทที่เยือกเย็น ฉันกดเข้าแอปพลิเคชันสายการบิน แล้วใช้นิ้วกดซื้อ “ตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวกลับกรุงเทพฯ” เที่ยวบินที่เร็วที่สุดในเช้าวันรุ่งขึ้น

ตอนที่ 3: เมื่อตู้เอทีเอ็มปิดบริการ ถอนทุนคืนทุกบาททุกสตางค์!

เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ 08:00 น. มิเกลเดินลงมาที่ล็อบบี้ในชุดเตรียมไปดำน้ำ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความทะนงตน เขาคิดว่าคงจะเห็นฉันนั่งร้องไห้ฟูมฟายและยอมศิโรราบเพื่อขอขมา

“คิดได้หรือยัง ลีรา? ถ้าคิดได้แล้วก็ไปถือกระเป๋า เตรียมตัวไปลงเรือ…”

ฉันลุกขึ้นยืน สวมแว่นกันแดดบานใหญ่ หิ้วกระเป๋าเดินทางของตัวเองพลาดยิ้มให้เขาอย่างเยือกเย็น “คิดได้แล้วค่ะมิเกล… คิดได้ว่าฉันไม่ควรเสียเวลากับขยะอย่างพวกคุณแม้แต่วินาทีเดียว”

ไม่รอให้เขาอ้าปากค้าง ฉันเดินไปหาพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ทันที

“สวัสดีค่ะ ฉันลีรา ซานโตส ผู้จองและจ่ายเงินค่าวิตัวนี้ทั้งหมด ฉันขอแจ้ง ยกเลิกการจองและเช็คเอาต์ทันทีค่ะ

พนักงานพยักหน้าอย่างเข้าใจ “รับทราบค่ะคุณลีรา เนื่องจากคุณจ่ายเงินเต็มจำนวนไว้แล้ว ทางเราจะคืนเงินส่วนที่เหลือผ่านบัตรเครดิตของคุณภายใน 3 วันทำการค่ะ ส่วนผู้เข้าพักอีก 3 ท่านที่เหลือ…”

“ให้พวกเขาหาเงินจ่ายเองค่ะ ถ้าไม่มีเงินจ่าย ก็เชิญพวกเขาออกจากรีสอร์ตได้เลย” ฉันพูดเสียงดังฟังชัด

มิเกลตาโตเท่าไข่ห่าน เขาถลาเข้ามาจับแขนฉัน “ลีรา! เธอทำแบบนี้ได้ยังไง?! แล้วแม่กับทริชจะพักที่ไหน? พวกเราไม่มีเงินสำรองติดตัวมาเลยนะ!”

“นั่นไม่ใช่ปัญหาของฉันค่ะ มิเกล เดลา ครูซ” ฉันสะบัดมือเขาออกอย่างแรง “อ้อ… แล้วกลับไปถึงกรุงเทพฯ เตรียมรับหมายศาลและใบหย่าด้วยนะ เพราะฉันจะยึดทุกอย่างที่เป็นของฉันคืน!”

ฉันเดินขึ้นรถตู้ของสนามบินที่ฉันโทรเรียกไว้ มุ่งหน้าสู่สนามบินโครอน ทิ้งให้นิโกและครอบครัวยืนหน้าถอดสีอยู่กลางรีสอร์ต

บทสรุป: จุดจบของครอบครัวกาฝาก

ทันทีที่ฉันแลนดิ้งถึงกรุงเทพฯ แผนการล้างบางครอบครัวเดลา ครูซ ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบ ฉันไม่ยอมให้คนพวกนี้ตักตวงจากฉันได้อีกต่อไป:

  • มาตรการที่ 1: ฉันโทรสั่งยกเลิกบัตรเครดิตเสริมทุกใบที่เคยให้มิเกลและทริชใช้ สายในวันนั้นโทรศัพท์ของฉันแทบระเบิดจากข้อความแจ้งเตือน “การชำระเงินถูกปฏิเสธ” จากร้านแบรนด์เนมที่ทริชกำลังจะรูดซื้อกระเป๋า
  • มาตรการที่ 2: ฉันส่งทนายความพร้อมตำรวจไปที่คอนโดส่วนตัวของฉันในกรุงเทพฯ เพื่อเชิญให้อาสะใภ้ของมิเกลย้ายออกภายใน 24 ชั่วโมง ข้อหาบุกรุก
  • มาตรการที่ 3: ฉันยื่นฟ้องหย่าโดยระบุเหตุผลชู้สาวและการทรมานจิตใจ พร้อมหลักฐานการเงินที่พิสูจน์ว่ามิเกลไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูฉันเลย

สามวันต่อมา มิเกล แม่เดเลีย และทริช ซมซานกลับมาถึงกรุงเทพฯ ในสภาพสะบักสะบอม เพราะต้องกู้เงินนอกระบบเพื่อจ่ายค่าห้องพักและตั๋วเครื่องบินขากลับ พวกเขามาคุกเข่าอ้อนวอนร้องไห้อยู่หน้าบ้านของพ่อแม่ฉัน

“ลีรา… แม่ขอโทษ แม่แค่อยากทดสอบหล่อนเฉย ๆ กลับมาอยู่ด้วยกันเถอะนะ มิเกลเขารักหล่อนมาก” แม่เดเลียร้องไห้โฮจนหมดคราบคุณนายผู้ดี

ฉันเปิดประตูบ้านออกมา มองพวกเขาสามคนด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

“ในวันที่พวกคุณปล่อยให้ฉันนอนที่ล็อบบี้ พวกคุณคิดว่าฉันเป็นแค่คนนอกที่ควบคุมได้… แต่พวกคุณลืมไปอย่างหนึ่ง” ฉันดึงใบหย่าที่เซ็นชื่อฉันเรียบร้อยแล้วโยนลงบนพื้นตรงหน้ามิเกล

“คนนอกคนนี้แหละ… ที่เป็นคนจ่ายเงินซื้อข้าวจานที่พวกคุณกิน และคอนโดที่พวกคุณซุกหัวนอน เมื่อคนนอกคนนี้เดินจากไป ครอบครัวที่ไม่มีอะไรเลยอย่างพวกคุณ… ก็เป็นได้แค่ขอทาน”

ฉันปิดประตูใส่หน้าพวกเขาทันที

เสียงร้องไห้คร่ำครวญภายนอกไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอะไรอีกต่อไป ทริปโครอนครั้งนั้นอาจจะเป็นฮันนีมูนที่ห่วยที่สุด… แต่มันคือนิทรรศการที่ปลดปล่อยฉันให้เป็นอิสระ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่มั่งคั่งและมีความสุขกว่าเดิม โดยไม่มีปลิงตัวไหนมาเกาะแกะอีกตลอดกาล