Posted in

ฉันถูกรับมาเลี้ยงไม่ใช่เพื่อเป็นลูก แต่เพื่อเป็นคนรับใช้และ “อะไหล่สำรอง” ของตระกูลมหาเศรษฐี จนกระทั่งวันที่พวกเขากำลังจะเอาไตของฉันไปช่วยลูกสาวแท้ ๆ ศัลยแพทย์มหาเศรษฐีคนหนึ่งกลับเห็นรอยแผลเป็นที่ทำให้อาณาจักรของพวกเขาพังทลายลงในชั่วข้ามคืน*

*ฉันถูกรับมาเลี้ยงไม่ใช่เพื่อเป็นลูก แต่เพื่อเป็นคนรับใช้และ “อะไหล่สำรอง” ของตระกูลมหาเศรษฐี จนกระทั่งวันที่พวกเขากำลังจะเอาไตของฉันไปช่วยลูกสาวแท้ ๆ ศัลยแพทย์มหาเศรษฐีคนหนึ่งกลับเห็นรอยแผลเป็นที่ทำให้อาณาจักรของพวกเขาพังทลายลงในชั่วข้ามคืน**

ฉันไม่ได้ถูกรับมาเลี้ยงเพื่อความรัก

ฉันไม่ได้ถูกพาเข้าคฤหาสน์หลังนั้นเพื่อเป็นลูกสาวของใคร

พวกเขาเลี้ยงฉันไว้ให้เป็นคนรับใช้ เป็นภาพลักษณ์ที่ดีของครอบครัว และเป็นอะไหล่สำรองของร่างกาย หากวันหนึ่งลูกสาวสุดที่รักของพวกเขาต้องการอวัยวะ

ฉันชื่อ **มีรา เดลา ครูซ** อายุยี่สิบปี

ฉันอายุเพียงห้าขวบ เมื่อครอบครัว **อารันเดีย** หนึ่งในตระกูลที่ร่ำรวยที่สุด ย่านหรูของกรุงเทพฯ พาฉันเข้ามาอยู่ในบ้าน

ตอนเด็ก ๆ ฉันคิดว่านั่นคือปาฏิหาริย์

ฉันคิดว่าในที่สุด…

ฉันก็มีบ้าน

มีเตียงนอน

มีอาหารกิน

และมีครอบครัวที่จะเรียกฉันว่า “ลูก”

แต่ภายในคฤหาสน์ของตระกูลอารันเดีย

คำว่า **“ลูก”**

มีไว้สำหรับ **เบียงกา อารันเดีย** เพียงคนเดียว

เบียงกาคือทายาทตัวจริง

สวย

ผิวขาว

สวมเสื้อผ้าแบรนด์เนม

ได้ของใหม่ก่อนใครเสมอ

และไม่ว่าเธอจะทำผิดอะไร ก็ได้รับการให้อภัยทุกครั้ง

ส่วนฉัน…

เป็นเด็กที่ต้องยืนอยู่มุมห้องเสมอ

เวลามีแขกมา

พวกเขาจะให้ฉันใส่เสื้อผ้าสวย ๆ

แล้วยิ้มให้กล้อง

“นี่มีรา ลูกบุญธรรมของเรา”

คุณหญิงเบียทริซ อารันเดีย พูดอย่างภาคภูมิใจต่อหน้าคนอื่น

แต่ทันทีที่ประตูปิด

ไม่มีใครมองเห็น

เธอจะเรียกฉันด้วยคำที่เจ็บปวดที่สุด

“เด็กเก็บมาเลี้ยง”

“อย่าลืมว่าเราเก็บแกมาจากไหน”

เธอมองฉันราวกับเป็นขยะ

“ถ้าไม่มีพวกเรา แกก็คงยังเร่ร่อนอยู่ข้างถนน”

ฉันเติบโตมากับการเช็ดบันได

ที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่มีสิทธิ์เดินขึ้นในวันที่มีงานเลี้ยง

ล้างจาน

ที่ไม่เคยได้ใช้กินอาหาร

ทำอาหาร

ที่ไม่เคยนั่งกินร่วมโต๊ะกับพวกเขา

ส่วนเบียงกา…

ก็สนุกกับการใช้อำนาจเหนือฉัน

บางครั้งเธอจงใจเทน้ำผลไม้ลงบนพื้น

ที่ฉันเพิ่งถูเสร็จ

“มีรา”

เธอเรียกพร้อมรอยยิ้มเยาะ

“สกปรกแล้ว”

ถ้าฉันมาไม่ทัน

เธอก็จะตะโกนทันที

“แม่! มีราขี้เกียจอีกแล้ว!”

และเช่นเคย

คนที่ถูกดุก็คือฉัน

พวกเขาไม่เคยจัดงานวันเกิดให้ฉัน

ไม่เคยพาฉันไปเที่ยวกับครอบครัว

ที่โรงเรียน

ฉันใช้นามสกุลอารันเดีย

แต่เมื่อกลับถึงบ้าน

ฉันกลับต้องถือถาดกาแฟคอยรับใช้ทุกคน

จนกระทั่งวันหนึ่ง

เบียงกาล้มป่วย

ตอนแรกทุกคนคิดว่าเธอแค่เหนื่อยล้า

เธอเวียนหัว

เบื่ออาหาร

ใบหน้าซีดลงทุกวัน

หลายครั้งต้องถูกส่งเข้าโรงพยาบาลอย่างกะทันหัน

หลังจากตรวจอย่างละเอียด

ข่าวร้ายก็ทำให้ทั้งคฤหาสน์ตกอยู่ในความเงียบ

ไตทั้งสองข้างของเบียงกาทำงานล้มเหลว

เธอต้องได้รับการปลูกถ่ายไตโดยด่วน

คุณหญิงเบียทริซตื่นตระหนก

ส่วนคุณอาร์ตูโร อารันเดีย ติดต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ

พวกเขาใช้เงินมหาศาล

ตรวจญาติทุกคน

ลูกพี่ลูกน้อง

ลุง

ป้า

อา

แต่ไม่มีใครเข้ากันได้

แล้ว…

พวกเขาก็นึกถึงฉัน

เช้าวันหนึ่ง

พวกเขาพาฉันไปยังห้องแล็บส่วนตัว

“แค่ตรวจเลือด”

คุณหญิงเบียทริซพูด

โดยไม่อธิบายเหตุผล

เลือดของฉันถูกเจาะ

ฉันถูกให้เซ็นเอกสารหลายชุด

เต็มไปด้วยคำถามที่ฉันไม่เข้าใจ

แต่ทุกครั้งที่ฉันเงยหน้ามอง

สายตาของเธอเย็นชาจนฉันไม่กล้าปฏิเสธ

สามวันต่อมา

เธอเดินเข้ามาในห้องเล็ก ๆ หลังครัวที่ฉันพักอยู่

ในมือถือแฟ้มเอกสาร

พร้อมรอยยิ้ม

ไม่ใช่รอยยิ้มที่อบอุ่น

แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่เพิ่งได้สิ่งที่ต้องการ

“ผลตรวจตรงกัน”

เธอพูด

ฉันขมวดคิ้ว

“ตรงกันเรื่องอะไรคะ?”

เธอเดินเข้ามา

บีบคางฉัน

บังคับให้สบตา

“แกจะบริจาคไตหนึ่งข้างให้ลูกสาวของฉัน”

โลกทั้งใบของฉันหยุดหมุน

“หนู…ไม่เอา…”

ฉันกระซิบ

“หนูกลัว”

เพียะ!

ฝ่ามือของเธอฟาดลงบนใบหน้าฉันอย่างแรง

“แกไม่มีสิทธิ์กลัว”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ชีวิตลูกสาวฉันกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย แกเป็นหนี้ทุกอย่างที่เราทำให้”

ตรงประตู

คุณอาร์ตูโรยืนอยู่

นิ่งเฉย

ไร้ความเมตตา

“เซ็นซะ”

เขาพูด

“ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เบียงกามีอนาคต”

“ส่วนแก… มีรา… ไม่มีใครเลย”

มือของฉันสั่น

ขณะพวกเขายื่นเอกสารยินยอมมาให้

ฉันไม่เข้าใจเนื้อหาทั้งหมด

ไม่รู้ว่ามันถูกกฎหมายหรือไม่

ไม่รู้ว่าฉันมีสิทธิ์ปฏิเสธหรือเปล่า

สิ่งเดียวที่ฉันจำได้

คือคำพูดของคุณหญิงเบียทริซในคืนนั้น

“ถ้าแกไม่ยอม… แกก็จะหายไปจากโลกนี้”

“ไม่มีใครออกตามหาคนรับใช้ที่เป็นลูกบุญธรรมอย่างแกหรอก”

เพราะอย่างนั้น…

ฉันจึงเซ็นชื่อ

พวกเขาพาฉันเข้าโรงพยาบาลเอกชนหรู

ที่มีชื่อเสียงในการรักษานักธุรกิจ นักการเมือง และมหาเศรษฐี

ที่นั่นมีศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะที่เก่งที่สุดของประเทศ

**ดร.ราฟาเอล วิลลาฟูเอร์เต**

อายุเพียงสามสิบสองปี

แต่ชื่อเสียงของเขากลายเป็นตำนาน

สุขุม

เงียบขรึม

อัจฉริยะ

และยังเป็นทายาทของโรงพยาบาลแห่งนี้

พยาบาลทุกคนพูดเหมือนกันว่า

ไม่ว่าเคสจะยากแค่ไหน

เขาไม่เคยแสดงอาการประหม่า

เมื่อฉันถูกพาขึ้นเตียงผ่าตัด

น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกจากหางตา

อีกห้องหนึ่ง

เบียงกากำลังรอรับการปลูกถ่าย

ด้านนอก

ฉันได้ยินเสียงคุณหญิงเบียทริซ

“หลังจากทุกอย่างเสร็จแล้ว… อย่าให้เด็กคนนี้สร้างปัญหาอีก”

ยาสลบค่อย ๆ ไหลเข้าสู่เส้นเลือด

ร่างกายของฉันหนักอึ้ง

แสงไฟเริ่มพร่ามัว

แล้วประตูห้องผ่าตัดก็เปิดออก

ดร.ราฟาเอลเดินเข้ามา

“เตรียมผู้บริจาค”

เขาสั่ง

พยาบาลเปิดผ้าคลุมบริเวณหัวไหล่ขวาของฉัน

เพื่อทำความสะอาดผิวหนังก่อนผ่าตัด

และในวินาทีนั้น…

ทุกอย่างหยุดลง

ดร.ราฟาเอลจ้องหัวไหล่ขวาของฉันโดยไม่กะพริบตา

ตรงนั้น…

มีรอยแผลเป็นเก่าเป็นรูปโค้ง

อยู่ข้างปานรูปพระจันทร์เสี้ยว

ที่มีจุดเล็ก ๆ คล้ายดาว

เครื่องมือผ่าตัดในมือของเขาหล่นลงพื้น

**เคร้ง!**

“คุณหมอ?”

พยาบาลถามอย่างงุนงง

เขาเดินเข้ามาใกล้

มือสั่น

“เธอ…ชื่ออะไร?”

เขากระซิบ

“มีรา…”

ฉันตอบอย่างอ่อนแรง

“มีรา เดลา ครูซ…”

ดวงตาของเขาแดงก่ำ

“ไม่…”

เขาหันไปหาทีมแพทย์ทั้งหมด

“หยุดการผ่าตัดเดี๋ยวนี้”

ทั้งห้องแตกตื่น

“แต่คุณหมอครับ ผู้รับกำลังรออยู่—”

“ผมบอกให้หยุด!”

เขาตะโกน

จากนั้นหันกลับมามองฉัน

ราวกับตามหาฉันมาตลอดหลายปี

“เรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย”

“ปิดห้องผ่าตัดนี้”

“ติดต่อทนายของครอบครัวผม เดี๋ยวนี้”

หัวหน้าพยาบาลถามด้วยเสียงสั่น

“คุณหมอ… เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

ดร.ราฟาเอลสูดหายใจลึก

ก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของฉันหยุดหมุน

“เธอไม่ใช่ผู้บริจาค”

“เธอคือ… น้องสาวที่หายตัวไปของผม”

ตอนจบ

คำประกาศของดร.ราฟาเอลเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดกลางห้องผ่าตัด ยาสลบที่กำลังออกฤทธิ์ทำให้เปลือกตาของฉันหนักอึ้ง แต่หัวใจกลับเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่สติของฉันจะดับวูบไป สิ่งสุดท้ายที่ฉันเห็นคือดร.ราฟาเอลที่กุมมือฉันไว้แน่นด้วยมือที่สั่นเทา น้ำตาของลูกผู้ชายหยดลงบนหลังมือของฉัน “พี่มารับเธอกลับบ้านแล้ว… อลิสา”

ฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้งในห้องพักฟื้นระดับวีไอพีที่หรูหราที่สุด สายน้ำเกลือยังคงต่อเข้าที่ข้อมือ แต่ไม่มีความเจ็บปวดจากการผ่าตัด ฉันขยับตัวเล็กน้อย ทันใดนั้น ชายหนุ่มในชุดกาวน์ที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงก็ลุกขึ้นทันที ดวงตาของเขาอิดโรยแต่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย

“อลิสา… รู้สึกยังไงบ้าง? เจ็บตรงไหนไหม?” น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและสั่นเครือ

“หนู… มีราค่ะ” ฉันกระซิบด้วยความสับสน

ดร.ราฟาเอลยิ้มทั้งน้ำตา เขาหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเปิดภาพถ่ายใบหนึ่งให้ฉันดู มันคือภาพของเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่มีรอยยิ้มสดใส กำลังขี่คอเด็กชายคนหนึ่ง และที่หัวไหล่ขวาของเด็กหญิงในภาพ… มีรอยแผลเป็นรูปโค้งคู่กับปานรูปพระจันทร์เสี้ยวเหมือนของฉันไม่มีผิดเพี้ยน

“เธอคือ อลิสา วิลลาฟูเอร์เต น้องสาวแท้ ๆ ของพี่ที่ถูกลักพาตัวไปจากสวนสนุกเมื่อสิบห้าปีก่อน” ราฟาเอลกุมมือฉันไว้ “รอยแผลเป็นนั่นเกิดจากตอนที่เธอช่วยพี่จากสุนัขจรจัด ปานนั่นคือสิ่งที่มีเพียงคนในตระกูลเราเท่านั้นที่มี พี่ออกตามหาเธอมาตลอดสิบห้าปี ไม่เคยคิดเลยว่า… พวกสารเลวตระกูลอารันเดียจะชุบมือเปิบรับเธอไปเลี้ยง เพื่อใช้เธอเป็น ‘ธนาคารอวัยวะ’ ของลูกสาวมัน!”

ในตอนนั้นเอง ประตูห้องพักฟื้นถูกผลักออกอย่างแรง คุณหญิงเบียทริซและคุณอาร์ตูโร อารันเดีย เดินเข้ามาด้วยสีหน้าโกรธจัด โดยมีบอดี้การ์ดของโรงพยาบาลและทนายความชุดดำยืนขวางไว้

“ดร.ราฟาเอล! นี่มันหมายความว่ายังไง?!” คุณหญิงเบียทริซแผดเสียง “คุณระงับการผ่าตัดกะทันหัน ตอนนี้เบียงกาอาการทรุดหนัก! เด็กนั่นเซ็นยินยอมแล้ว คุณไม่มีสิทธิ์มาขวาง!”

ดร.ราฟาเอลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบจนน่ากลัว เขาก้าวไปเผชิญหน้ากับมาเฟียในคราบผู้ดีทั้งสอง

“สิทธิ์งั้นหรือ?” ราฟาเอลแค่นยิ้มเหี้ยมเกรียม “พวกคุณบังคับขู่เข็ญผู้เยาว์และบุคคลในปกครองให้ยินยอมมอบอวัยวะอย่างผิดกฎหมาย และที่สำคัญที่สุด… พวกคุณรับซื้อเด็กที่ถูกลักพาตัวมาเป็นคนรับใช้ในบ้าน!”

“แกพูดเรื่องบ้าอะไร!” อาร์ตูโรหน้าซีดลงเล็กน้อย แต่ยังคงทำใจดีสู้เสือ “เรามีเอกสารรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมถูกต้องตามกฎหมาย!”

“เอกสารปลอมที่พวกคุณติดสินบนเจ้าหน้าที่เมื่อสิบห้าปีก่อนต่างหาก” ทนายความประจำตระกูลวิลลาฟูเอร์เตก้าวออกมาพร้อมแฟ้มเอกสารหนาปึก “เราตรวจสอบเส้นทางการเงินและการสืบพยานจากแม่สื่อที่จัดหาเด็กให้พวกคุณในอดีตเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างสาวมาถึงตระกูลอารันเดียอย่างดิ้นไม่หลุด”

ราฟาเอลจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มตื่นตระหนกของเบียทริซ “ตระกูลวิลลาฟูเอร์เตเป็นเจ้าของโรงพยาบาลแห่งนี้ และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสถาบันการเงินที่ตระกูลอารันเดียกู้ยืมเงินมาลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์… ผมขอแจ้งให้ทราบว่า นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เครือวิลลาฟูเอร์เตจะทำการ ‘เรียกคืนเงินกู้ทั้งหมด’ และสั่งระงับการรักษาของ เบียงกา อารันเดีย ในโรงพยาบาลทุกแห่งในเครือของเรา!”

“ไม่นะ! คุณจะทำแบบนี้กับเบียงกาไม่ได้! ลูกฉันกำลังจะตาย!” เบียทริซกรีดร้องและทรุดตัวลงคุกเข่าพยายามจะไขว่คว้าชายเสื้อของราฟาเอล แต่ถูกบอดี้การ์ดกันตัวออกไป

“ตอนที่พวกคุณทรมานน้องสาวผม บังคับให้เธอเป็นคนรับใช้ และจะกรีดเอาไตของเธอไป… พวกคุณเคยคิดไหมว่าเธอจะเจ็บปวดแค่ไหน?” เสียงของราฟาเอลดังกร้าว “ไสหัวออกไปให้พ้นจากน้องสาวของผม ก่อนที่ผมจะสั่งให้ตำรวจลากคอพวกคุณเข้าคุกในข้อหาค้ามนุษย์ตอนนี้เลย!”

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รออยู่ด้านนอกเข้าควบคุมตัวอาร์ตูโรและเบียทริซทันทีเพื่อไปสอบสวน คดีนี้กลายเป็นข่าวอื้อฉาวที่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งประเทศในชั่วข้ามคืน

ความจริงอันน่ารังเกียจของตระกูลอารันเดียถูกขุดคุ้ยจนหมดเปลือก หุ้นของบริษัทดิ่งลงเหวจนล้มละลายภายในเวลาไม่กี่วัน เบียงกาถูกย้ายไปยังโรงพยาบาลรัฐบาลที่แออัด และเนื่องจากไม่มีเงินและไม่มีผู้บริจาคไตที่เข้ากันได้ ร่างกายของเธอจึงค่อย ๆ ทรุดหนักลงตามยถากรรมที่ครอบครัวของเธอเคยทำไว้กับคนอื่น

หนึ่งเดือนต่อมา…

ฉันนั่งอยู่บนระเบียงคฤหาสน์ตระกูลวิลลาฟูเอร์เต มองดูสวนดอกไม้ที่สวยงามและกว้างใหญ่ วันนี้ฉันสวมชุดเดรสแบรนด์เนมที่พี่ราฟาเอลเลือกให้ ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านจากการทำงานหนักเริ่มกลับมาเนียนนุ่มและมีน้ำมีนวล ดวงตาของฉันไม่มีแววแห่งความหวาดกลัวอีกต่อไป

พี่ราฟาเอลเดินเข้ามาพร้อมถาดนมอุ่น ๆ เขาไม่ได้ให้ฉันยกถาดอีกแล้ว… แต่เป็นคนยกมาให้ฉันเอง

“คิดอะไรอยู่เหรอ อลิสา?” เขาถามพลางลูบผมฉันเบา ๆ ด้วยความทะนุถนอม

ฉันยิ้มบาง ๆ พลางมองรอยแผลเป็นที่หัวไหล่ขวา “หนูกำลังคิดว่า… ปาฏิหาริย์มีจริง ๆ ค่ะพี่ราฟาเอล วันนั้นถ้าหนูไม่ตัดสินใจเซ็นชื่อเพื่อเข้าห้องผ่าตัด หนูคงไม่มีวันได้เจอพี่”

ราฟาเอลกุมมือฉันไว้แน่น “พวกมันเคยบอกว่าเธอไม่มีใคร… แต่จากนี้ไปจำไว้นะอลิสา เธอมีพี่ มีคุณพ่อคุณแม่ และมีตระกูลวิลลาฟูเอร์เตทั้งหมดที่พร้อมจะปกป้องเธอไปตลอดชีวิต”

ฉันซบหน้าลงกับไหล่ของพี่ชาย น้ำตาแห่งความสุขไหลริน ฝันร้ายยี่สิบปีในคฤหาสน์อารันเดียได้จบลงแล้ว และตอนนี้… มีราคนรับใช้ผู้ต่ำต้อยได้ตายไปแล้ว เหลือเพียง “อลิสา วิลลาฟูเอร์เต” ทายาทมหาเศรษฐีตัวจริง ที่ได้กลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัวที่รักเธอที่สุดอย่างแท้จริง