Posted in

ในงานวันเกิดครบรอบ 60 ปีของลุงโรแบร์โตที่ศาลาประชาคม ลุงของฉันทำให้พ่ออับอายเพราะบอกว่าขนมเค้กมันสำปะหลังที่เรานำมาเป็นของฝากนั้น “ดูจนเกินไป” ลูกพี่ลูกน้องของฉันอวดงานด้านการเงินของเธอในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ และพวกเขายังเรียกฉันว่าไร้ค่า จนกระทั่งพ่อหยิบซองเอกสารหนาเตอะออกมาแล้วถามว่า

ในงานวันเกิดครบรอบ 60 ปีของลุงโรแบร์โตที่ศาลาประชาคม ลุงของฉันทำให้พ่ออับอายเพราะบอกว่าขนมเค้กมันสำปะหลังที่เรานำมาเป็นของฝากนั้น “ดูจนเกินไป” ลูกพี่ลูกน้องของฉันอวดงานด้านการเงินของเธอในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ และพวกเขายังเรียกฉันว่าไร้ค่า จนกระทั่งพ่อหยิบซองเอกสารหนาเตอะออกมาแล้วถามว่า

“ถ้าพวกคุณเก่งกันนัก งั้นช่วยใช้หนี้ 25 ล้านบาทที่ติดค้างพวกเราตอนนี้เลยสิ”

ตอนที่ 1: เค้กมันสำปะหลังที่ถูกวางไว้ตรงมุมห้อง

งานฉลองวันเกิดครบรอบ 60 ปีของลุงโรแบร์โตจัดขึ้นที่ศาลาประชาคมที่ใหญ่ที่สุดในเขต

ด้านนอกทางเข้าเต็มไปด้วยลูกโป่งสีทอง

กลางงานมีหมูหันตัวใหญ่หนังเงาวับตั้งเด่นอยู่

เสียงคาราโอเกะดังลั่นไปทั่ว จนแม้จะยังเดินอยู่บนถนนก็ได้ยินเสียงคนร้องเพลงเพี้ยน ๆ อย่างชัดเจน

ครอบครัวของลุงโรแบร์โตรู้สึกราวกับว่านี่คือวันที่พวกเขาจะได้แสดงให้ทุกคนเห็นว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว

ลุงสวมเสื้อโปโลสีขาว

มีสร้อยคอทองคำเส้นหนาห้อยอยู่ที่คอ

ในมือมีเบียร์เย็น ๆ ตลอดเวลา

และทุกครั้งที่มีแขกเดินเข้ามา เขาจะจงใจพูดเสียงดังว่าอาหารจัดเลี้ยงครั้งนี้เป็นระดับพิเศษ ไม่ใช่อาหารธรรมดาตามร้านข้างทาง

พ่อกับฉันมาถึงตั้งแต่เนิ่น ๆ

พ่อของฉัน ชื่อเออร์เนสโต

สวมเสื้อโปโลสีน้ำเงินเก่าที่คอเสื้อซีดจนเห็นได้ชัด

ในมือของพ่อมีกล่องเค้กมันสำปะหลังที่พ่อเป็นคนทำเอง

ด้านบนโรยมะพร้าวขูด และยังมีกลิ่นหอมอุ่น ๆ ของขนมที่เพิ่งอบเสร็จ

พ่ออุ้มกล่องนั้นอย่างทะนุถนอม ราวกับเป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในโลก

ฉันรู้ดีว่าเช้าวันนี้ตั้งแต่ตีสี่ พ่อก็ตื่นมาทำขนมแล้ว

พ่อไม่อยากมางานมือเปล่า

และพ่อก็รู้ว่าเราไม่มีเงินพอจะใส่ซองหนา ๆ เหมือนคนอื่น

ดังนั้นพ่อจึงเลือกนำสิ่งที่ทำด้วยความตั้งใจและจริงใจที่สุดมามอบให้

ทันทีที่เราเดินเข้าไปในศาลา

ป้าลูร์เดสก็เห็นกล่องขนมในมือพ่อ

เธอหัวเราะเบา ๆ

แต่ดังพอที่ญาติคนอื่น ๆ รอบตัวจะได้ยิน

“โอ๊ย พี่เออร์เนสโต สมัยนี้ยังมีใครเอาเค้กทำเองมางานวันเกิดอีกเหรอ? วันนี้มีแขกสำคัญเยอะนะ เอาไปวางตรงมุมก็พอ อย่าเอาไปวางบนโต๊ะหลักเลย”

พ่อชะงักไป

มองกล่องขนมในมือ

ก่อนจะหันมามองฉัน

แล้วฝืนยิ้ม

“มันสะอาดนะ ฉันทำเองทั้งหมด โรแบร์โตชอบกินตอนเรายังเด็ก”

ป้าลูร์เดสยกมือขึ้นปิดจมูก

ราวกับว่ากลิ่นขนมทำให้เธอรู้สึกรังเกียจ

“ตอนเด็กน่ะใช่ แต่ตอนนี้พวกเราไม่เหมือนเดิมแล้ว”

ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง

ป้าและลูกพี่ลูกน้องหลายคนก็หัวเราะตาม

ฉันอยากจะพูดอะไรสักอย่าง

แต่พ่อแตะแขนเสื้อฉันเบา ๆ

แล้วส่ายหน้า

พ่อไม่อยากให้ฉันสร้างปัญหาในงานวันเกิดของพี่ชายฝ่ายแม่

พวกเราถูกพาไปนั่งที่โต๊ะใกล้ประตูหลัง

ข้าง ๆ ถังน้ำแข็งใบใหญ่และกองเก้าอี้พลาสติกที่วางซ้อนกัน

จากตรงนั้น เรามองเห็นโต๊ะหลักได้ชัดเจน

ลุงโรแบร์โตนั่งอยู่ตรงกลาง ราวกับเป็นประธานบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง

ฉันนั่งเงียบอยู่ข้างพ่อ

พ่อเปิดกระเป๋าผ้าเก่า ๆ

แล้วหยิบขวดน้ำมะนาวที่พ่อผสมเองออกมา

พ่อเป็นเบาหวานระดับเริ่มต้น จึงดื่มน้ำอัดลมไม่ได้

แต่ตอนที่พ่อเปิดฝาขวด

จู่ ๆ เด็กคนหนึ่งก็วิ่งมาชนศอกของพ่อ

ขวดเอียงทันที

น้ำมะนาวกระเด็นใส่ผ้าปูโต๊ะสีขาว

และเปื้อนใกล้แขนเสื้อของลุงโรแบร์โต ซึ่งกำลังเดินผ่านมาพอดี

บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที

ลุงโรแบร์โตก้มมองคราบเล็ก ๆ นั้น

ราวกับเป็นความผิดร้ายแรงที่ให้อภัยไม่ได้

จากนั้นก็ขึ้นเสียงดังยิ่งกว่าเครื่องคาราโอเกะ

“เออร์เนสโต! นั่นมันเครื่องดื่มราคาถูกอะไรของนาย? ที่นี่ไม่มีน้ำให้ดื่มหรือไง ถึงต้องพกของทำเองมา?”

ทั้งโต๊ะเงียบกริบ

พ่อรีบลุกขึ้น

มือสั่นขณะหยิบกระดาษทิชชู

“โรแบร์โต ขอโทษนะ ฉันจะเช็ดให้เดี๋ยวนี้ มันไม่ได้โดนเสื้อนายใช่ไหม?”

ลุงโรแบร์โตถอยหลังครึ่งก้าว

“อย่ามาแตะตัวฉัน เสื้อโปโลตัวนี้ซื้อจากห้างหรู ไม่ใช่เสื้อมือสองจากตลาดนัด”

มือของพ่อค้างอยู่กลางอากาศ

ญาติทุกคนมองพ่อเหมือนกำลังสงสาร

แต่รอยยิ้มที่มุมปากของพวกเขาบอกชัดว่ากำลังสะใจ

ฉันดึงทิชชูจากมือพ่อ

แล้วค่อย ๆ เช็ดคราบบนโต๊ะ

ก่อนจะเงยหน้ามองลุงโรแบร์โต

“ถ้าน้ำมะนาวแค่ไม่กี่หยดทำลายศักดิ์ศรีของลุงได้ง่ายขนาดนั้น งั้นงานเลี้ยงทั้งหมดวันนี้ลุงคงเป็นคนออกเงินเองทั้งหมดสินะ?”

รอยยิ้มบนใบหน้าของลุงโรแบร์โตหายไปทันที

เขามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า

สายตาเต็มไปด้วยการดูถูก

“มาร่า ผู้ใหญ่กำลังคุยกันอยู่ เธอจะพูดแทรกทำไม?”

จากนั้นเขาหันไปหาพ่อ

“เออร์เนสโต ฉันไม่ได้โทษนายที่จนหรอกนะ แต่ถ้าลูกสาวนายโตมาแบบไม่มีมารยาท ไม่รู้จักกาลเทศะ นั่นต่างหากที่น่าอาย”

ฉันไม่ตอบ

พ่อก้มหน้าลง

ไหล่ของพ่อยิ่งห่อเล็กลงกว่าเดิม

เมื่อเห็นเช่นนั้น ลุงโรแบร์โตก็ยิ่งได้ใจ

“ได้ข่าวว่าลูกสาวนายยังไม่มีงานดี ๆ ทำเลยจริงไหม? ทำอะไรออนไลน์แปลก ๆ นั่นน่ะ ได้เงินถึงเดือนละสองหมื่นบาทหรือเปล่า? หรือว่ายังต้องให้พ่อหาเงินเลี้ยงอยู่?”

พ่อรีบพูดขึ้น

“มาร่ามีงานนะ เธอดูแลตัวเองได้”

ลุงโรแบร์โตหัวเราะเสียงดัง

“งานเหรอ? นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันเรียกว่างานด้วยหรือ? ดูคลาริสซ่าลูกสาวฉันสิ ทำงานสายการเงินในย่านธุรกิจกลางกรุงเทพฯ เงินเดือนเกินสองแสนบาทต่อเดือนด้วยซ้ำ เดี๋ยวหัวหน้าของเธอก็จะมาร่วมอวยพรฉันแล้ว”

ทันทีที่ได้ยินชื่อคลาริสซ่า

สีหน้าของญาติทุกคนก็สว่างขึ้น

คลาริสซ่าคือลูกสาวที่ทั้งตระกูลภูมิใจ

ตั้งแต่เด็ก เธอถูกเรียกว่า “ความหวังของตระกูลเรเยส”

ทุกครั้งที่กลับบ้าน

เธอจะถือกระเป๋าแบรนด์เนม

ฉีดน้ำหอมราคาแพง

และพูดภาษาอังกฤษสลับไทยตลอดเวลา

ราวกับว่าการพูดภาษาไทยล้วน ๆ จะทำให้สถานะของเธอลดลง

พอดีกับที่ประตูศาลาเปิดออก

คลาริสซ่าเดินเข้ามา

เธอสวมชุดเดรสผ้าไหมสีแชมเปญ

รองเท้าส้นสูงเรียวบาง

นาฬิกาบนข้อมือส่องประกายระยิบระยับ

ข้างกายเธอมีชายในชุดสูทสีเทา

ด้านหลังมีเพื่อนอีกสองคนถือกล่องของขวัญขนาดใหญ่

ลุงโรแบร์โตลุกขึ้นทันที

แทบซ่อนความภาคภูมิใจไว้ไม่อยู่

“คลาริสซ่าของฉันมาแล้ว!”

ทั้งงานปรบมือเสียงดัง

มีเพียงพ่อของฉันเท่านั้น

ที่ยังคงก้มหน้าเงียบ ๆ

ค่อย ๆ เก็บฝาขวดน้ำมะนาวที่กลิ้งหล่นอยู่ใต้โต๊ะ

ตอนที่ 2: หน้ากากที่หลุดร่วง และความจริงหลังซองเอกสาร

คลาริสซ่าเดินนวยนาดเข้ามากลางงานเลี้ยง ราวกับนางพญาที่กำลังเดินอยู่บนแคตวอล์ก เธอปรายตามาทางโต๊ะใกล้ถังน้ำแข็งที่เรานั่งอยู่ แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง ก่อนที่เธอจะสะบัดหน้าหันไปสวมกอดลุงโรแบร์โตอย่างเอาใจ

“สุขสันต์วันเกิดค่ะคุณพ่อ” คลาริสซ่าพูดเสียงดังฟังชัด “ปีนี้หนูเตรียมของขวัญสุดพิเศษมาให้ ยอดเงินในบัญชีกองทุนที่หนูบริหารให้คุณพ่อ พุ่งสูงขึ้นจนคุณพ่อสามารถเกษียณได้อย่างเศรษฐีแน่นอนค่ะ ไม่ต้องทนกินเค้กมันสำปะหลังกระจอก ๆ หรือน้ำมะนาวข้างทางให้เสียสุขภาพ”

ญาติ ๆ พากันหัวเราะครืนและเอ่ยปากชมคลาริสซ่าไม่ขาดสาย ส่วนชายชุดสูทสีเทาที่เดินตามเธอมา ซึ่งถูกแนะนำว่าเป็น “คุณกิตติศักดิ์” หัวหน้าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทการเงินที่เธอทำงานอยู่ ก็ยิ้มน้อย ๆ พลางก้าวเข้ามาอวยพรลุงโรแบร์โตตามมารยาท

ทว่า… ทันทีที่คุณกิตติศักดิ์หันมาเห็นพ่อของฉันที่กำลังนั่งเงียบ ๆ อยู่มุมห้อง รอยยิ้มมั่นใจของเขาก็กระตุกวูบ ใบหน้าถอดสีจนกลายเป็นขาวซีดในพริบตา

“คุณ… คุณเออร์เนสโต?” คุณกิตติศักดิ์อุทานเสียงหลง ขาของเขาก้าวเข้ามาหาพ่อของฉันโดยอัตโนมัติ

“สวัสดี กิตติศักดิ์ ไม่เจอกันนานนะ” พ่อเอ่ยเรียบ ๆ พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดมือที่เปื้อนน้ำมะนาว

“คะ… คุณกิตติศักดิ์ รู้จักลุงบ้านนอกคนนี้ด้วยเหรอคะ?” คลาริสซ่าถามด้วยน้ำเสียงติดขัด เริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี

คุณกิตติศักดิ์ไม่ได้สนใจเสียงของคลาริสซ่าเลย เขาโค้งคำนับพ่อของฉันอย่างนอบน้อมจนแทบจะเก้าสิบองศา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของลุงโรแบร์โต ป้าลูร์เดส และญาติทั้งงาน

“ทำไมผมจะไม่รู้จักล่ะคลาริสซ่า… นี่คือคุณเออร์เนสโต ประธานใหญ่และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มทุนเรเยส พาร์ทเนอร์ส บริษัทแม่ที่อนุมัติเงินทุนให้บริษัทเราทั้งหมด! และคุณมาร่า…” เขาหันมาทางฉันด้วยความเคารพ “เธอก็คือที่ปรึกษาระบบการเงินออนไลน์ระดับโลก ที่บริษัทเราต้องจ่ายค่าตัวชั่วโมงละนับแสนบาทเพื่อขอคำปรึกษา!”

บรรยากาศในศาลาประชาคมเงียบกริบราวกับป่าช้า เสียงเพลงคาราโอเกะที่เคยดังลั่นถูกกดปิดลงโดยไม่มีใครสั่ง ลุงโรแบร์โตอ้าปากค้างจนเบียร์ในมือแทบจะร่วงหล่น ส่วนคลาริสซ่าหน้าซีดเผือดราวกับคนจะหน้ามืด

พ่อยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าผ้าใบเก่าที่วางอยู่บนเก้าอี้พลาสติก แทนที่จะเป็นขวดน้ำมะนาว คราวนี้พ่อหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะปึกใหญ่ออกมาวางลงบนโต๊ะเสียงดัง ตึ่ก!

พ่อเลื่อนซองเอกสารนั้นไปตรงหน้าลุงโรแบร์โตและคลาริสซ่า แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง

“ถ้าพวกคุณเก่งกันนัก… งั้นช่วยใช้หนี้ 25 ล้านบาทที่ติดค้างพวกเราตอนนี้เลยสิ”

ตอนที่ 3: บทเรียนราคา 25 ล้าน

ลุงโรแบร์โตมือสั่นเทาขณะเปิดซองเอกสารนั้นออกดู ด้านในคือสัญญากู้ยืมเงิน สเตตเมนต์ธนาคาร และเอกสารการฟ้องร้องทางกฎหมายที่ระบุชัดเจนว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เงินที่ลุงโรแบร์โตนำมาซื้อบ้านหรู ซื้อรถ จัดงานวันเกิดอวดร่ำอวดรวย และส่งคลาริสซ่าเรียนนอก จนกระทั่งได้ฝากฝังเข้าทำงานในบริษัทของคุณกิตติศักดิ์ ทั้งหมดคือน้ำพักน้ำแรงและเงินทุนที่หยิบยืมไปจากพ่อของฉันทั้งสิ้น!

และที่แย่ไปกว่านั้น เอกสารฉบับล่าสุดระบุว่า คลาริสซ่าได้ปลอมแปลงเอกสารภายในบริษัทเพื่อค้ำประกันหนี้ส่วนตัวของครอบครัว ซึ่งมีโทษทางอาญาร้ายแรง

“พะ… พี่เออร์เนสโต… นี่มันอะไรกัน?” ป้าลูร์เดสเสียงสั่น เครือข่ายความภาคภูมิใจพังทลายลงในพริบตา

“ที่ฉันแต่งตัวปานกลาง และใช้ชีวิตเรียบง่าย เพราะฉันเห็นว่าเงินทองเป็นของนอกกาย” พ่อลุกขึ้นยืน ตัวของพ่อดูสง่างามและน่าเกรงขามจนไม่มีใครกล้าสบตา “ฉันอุตส่าห์ตื่นแต่ตีสี่ ทำเค้กมันสำปะหลังที่โรแบร์โตชอบกินตอนเด็ก ๆ มาให้ เพราะคิดว่าต่อให้รวยหรือจน ความเป็นพี่น้องและความจริงใจมันสำคัญที่สุด… แต่พวกคุณกลับมองเห็นแค่เปลือก แล้วเหยียบย่ำความหวังดีของพวกเรา”

ฉันลุกขึ้นยืนเคียงข้างพ่อ พลางหันไปมองคลาริสซ่าที่ตอนนี้ตัวสั่นจนแทบยืนไม่อยู่

“ที่ฉันทำงานออนไลน์หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน เพราะฉันต้องดูแลพอร์ตการลงทุนระดับพันล้าน” ฉันพูดพลางยิ้มเย็น “และสายการเงินในกรุงเทพฯ ที่เธอภาคภูมิใจนักหนา… แค่ฉันเซ็นชื่อยกเลิกสัญญาพาร์ทเนอร์ในเอกสารฉบับนี้ บริษัทของเธอจะล้มละลายภายในวันพรุ่งนี้ทันที รวมถึงตำแหน่งงานเดือนละสองแสนของเธอด้วย คลาริสซ่า”

คุณกิตติศักดิ์รีบหันไปหาคลาริสซ่าทันที “คลาริสซ่า! เธอไปทำเรื่องบ้าอะไรไว้! รีบกราบขอโทษคุณเออร์เนสโตกับคุณมาร่าเดี๋ยวนี้! ไม่งั้นเธอถูกไล่ออกและโดนดำเนินคดีแน่!”

ลุงโรแบร์โตผู้เคยทรนงตน ทรุดเข่าลงกับพื้นศาลาประชาคมต่อหน้าแขกเหรื่อนับร้อย สร้อยคอทองคำเส้นหนาบนคอดูหมองหม่นลงไปถนัดตา เขาพยายามจะคว้าขากางเกงของพ่อ “เออร์เนสโต… ฉันผิดไปแล้ว ฉันมันตาบอดเอง อย่าทำลายครอบครัวฉันเลยนะ…”

พ่อมองดูพี่ชายด้วยสายตาสมเพชและผิดหวัง พ่อไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่หันมาหาฉันแล้วส่งยิ้มที่อบอุ่นที่สุดให้

“มาร่า… กลับบ้านกันเถอะ ลูกเค้กมันสำปะหลังที่เหลือที่บ้าน พ่อว่าเราเอาไปแบ่งให้เพื่อนบ้านที่เขาเห็นคุณค่าของมันทานดีกว่า”

“ค่ะพ่อ” ฉันตอบ พลางเดินไปหยิบกล่องเค้กมันสำปะหลังที่ถูกวางทิ้งไว้ตรงมุมห้องขึ้นมาอุ้มไว้อย่างทะนุถนอม

เราสองคนพ่อลูกเดินหันหลังออกจากศาลาประชาคม ทิ้งให้เสียงร้องไห้วิงวอนและเสียงทะเลาะเบาะแว้งของครอบครัวเรเยสดังไล่หลังมา หน้ากากความร่ำรวยที่พวกเขาเพียรสร้าง ถูกทำลายลงด้วยความจริงภายในซองเอกสารหนาปึกนั้น… และต่อจากนี้ไป พวกเขาคงได้เรียนรู้ว่า คุณค่าของคนไม่ได้วัดกันที่เปลือกนอก หรือมูลค่าของเสื้อผ้าที่สวมใส่เลยแม้แต่น้อย