เป็นเวลาสามเดือนที่สามีของฉันให้ฉันดื่มเครื่องดื่มสีเข้ม “บำรุงร่างกาย” ทุกเช้า ฉันยิ่งสับสนและความจำแย่ลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่ค้าขายน้ำเต้าหู้หน้าคอนโดพูดบางอย่างที่ทำให้ขนลุกไปทั้งตัว
ตอนที่ 1: เครื่องดื่มร้อนทุกเช้าตีห้า
สามเดือนหลังจากที่ฉันลาออกจากงานคอลเซ็นเตอร์ในย่านอโศก สามีของฉัน คาร์โล ก็เริ่มมีกิจวัตรใหม่
ทุกวัน เขาจะตื่นตอนตีห้า
เขาไม่เคยเปิดไฟใหญ่ในครัว
มีเพียงไฟสีเหลืองดวงเล็ก ๆ เท่านั้นที่สว่างอยู่
ขณะที่ฉันนอนอยู่ในห้องนอน กึ่งหลับกึ่งตื่น ฉันได้ยินเสียงรองเท้าแตะของเขาลากไปบนพื้นเบา ๆ
ได้ยินเสียงเปิดฝาเทอร์มอส
จากนั้น กลิ่นช็อกโกแลตร้อนผสมกะทิก็ค่อย ๆ ลอยเข้ามาในห้อง
คาร์โลเรียกมันว่า “เครื่องดื่มบำรุงแบบภูมิปัญญาไทย”
เขาบอกว่ามีโกโก้แท้ กะทิ ใบมะรุมบด และสมุนไพรหลายชนิดที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายของผู้หญิง
“มาร่า เธอผอมเกินไปแล้วนะ”
เขาพูดแบบนี้เสมอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
น้ำเสียงที่ถ้าคนอื่นได้ยิน ก็คงคิดว่าฉันโชคดีเหลือเกินที่มีสามีแบบนี้
“ลาออกจากงานมาพักแล้วแท้ ๆ แต่เธอกลับดูซีดกว่าเดิมอีก ดื่มนี่เถอะ คนต่างจังหวัดเขาใช้กันมานานเพื่อบำรุงร่างกาย”
ฉันเชื่อเขา
เชื่อเพราะคาร์โลเคยเป็นผู้ชายที่ญาติ ๆ อิจฉา
เขาไม่สูบบุหรี่
ไม่ดื่มหนัก
พูดจาสุภาพ
ให้เกียรติแม่ของฉันเสมอ
ทุกเดือนเขายังขับรถพาฉันกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่นครราชสีมา
ตอนที่แม่เสียชีวิต บ้านหลังเล็กใกล้เขาใหญ่ถูกโอนมาเป็นชื่อของฉัน
วันนั้น คาร์โลกอดฉันไว้หน้าแท่นรูปของแม่
แล้วพูดว่า
“ต่อจากนี้ ผมจะดูแลคุณแทนคุณแม่เอง”
ฉันร้องไห้เหมือนเด็กคนหนึ่ง
ดังนั้น เมื่อเขาเริ่มตื่นเช้ามาชงเครื่องดื่มบำรุงให้ฉันทุกวัน
ฉันจึงไม่เคยสงสัย
ฉันดื่มมัน
วันแรก รสชาติค่อนข้างขม
คาร์โลยิ้ม แล้วใช้ผ้าเช็ดมุมปากให้ฉัน
“ยาขมเป็นยาดี ถ้ามันอร่อยเกินไป ก็คงมีแต่น้ำตาล”
วันที่สิบ ฉันเริ่มง่วงตลอดเวลา
วันที่ยี่สิบ ฉันมักลืมว่าล็อกประตูแล้วหรือยัง
วันที่สี่สิบ ฉันเวียนหัวในซูเปอร์มาร์เก็ตจนต้องเกาะชั้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเอาไว้
วันที่หกสิบ ฉันจ้องเบอร์โทรของน้องชายตัวเองในรายชื่อผู้ติดต่ออยู่หลายวินาที กว่าจะนึกออกว่าเขาเป็นใคร
ฉันเริ่มกลัว
แต่คาร์โลดูเหมือนจะกลัวยิ่งกว่าฉัน
หรืออย่างน้อย นั่นคือสิ่งที่เขาแสดงออก
เขาพาฉันไปคลินิกเอกชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
หมอถามไม่กี่คำ
แล้วสรุปว่าฉันแค่เครียดสะสมและพักผ่อนไม่พอ
คาร์โลจับมือฉันแล้วถอนหายใจ
“ผมบอกแล้วว่าร่างกายคุณอ่อนแอ ต้องบำรุงเพิ่ม”
ตั้งแต่นั้นมา เครื่องดื่มช็อกโกแลตร้อนจึงถูกใส่ไว้ในเทอร์มอสสีน้ำเงิน
เขาบอกว่าจะได้ดื่มได้ตลอดทั้งวัน
“อย่าทิ้งนะ ส่วนผสมพวกนี้แพงมาก”
เช้าวันเสาร์วันหนึ่ง ฉันลงไปซื้อขนมปังที่ร้านหน้าคอนโด
ตรงประตูทางเข้า ฉันเจอกับลุงเบญ คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่อยู่แถวนี้มานาน
เกือบสิบปีแล้วที่เขารับส่งคนในละแวกนี้
เขารู้ว่าใครเข้าใครออก
ใครมีแขกแปลกหน้า
และใครมีเรื่องผิดปกติ
เขามองเทอร์มอสสีน้ำเงินในมือฉันอยู่พักใหญ่
ก่อนจะถามขึ้นว่า
“คุณมาร่า ยังดื่มนั่นอยู่เหรอครับ?”
ฉันชะงัก
“ลุงรู้จักมันด้วยเหรอคะ?”
ลุงเบญไม่ตอบทันที
เขาหันมองรอบตัวเหมือนกลัวว่าจะมีใครได้ยิน
ฉันยิ้ม
“สามีฉันเป็นคนชงให้ค่ะ เขาบอกว่าซื้อใบมะรุมสดจากตลาดทุกเช้า”
มือของลุงเบญที่กำลังเช็ดกระจกมอเตอร์ไซค์หยุดลง
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน
“ซื้อเหรอ?”
“ใช่ค่ะ เขาบอกว่าแวะตลาดทุกเช้าก่อนไปทำงาน”
ลุงเบญมองฉันด้วยสายตาแปลกประหลาด
ไม่ใช่สายตาของคนชอบสอดรู้
ไม่ใช่สายตาของคนยุ่งเรื่องชาวบ้าน
แต่มันเป็นสายตาของคนที่เห็นรถกำลังพุ่งเข้าหาใครบางคน และไม่รู้ว่าจะตะโกนเตือนอย่างไร
“คุณมาร่า อย่าโกรธผมนะครับ”
แผ่นหลังของฉันเย็นวาบ
“มีอะไรหรือคะ?”
“ผมอยู่ตรงประตูนี้ตั้งแต่ตีสี่ครึ่งทุกวัน สามีคุณไม่ได้ไปตลาด”
ฉันหัวเราะเบา ๆ อย่างฝืน ๆ
“บางทีเขาอาจออกทางอื่นหรือเปล่าคะ?”
ลุงเบญส่ายหน้า
“ไม่ครับ ทุกวันผมเห็นเขาลงไปที่ลานจอดรถใต้ดิน แต่ไม่เคยขับออกไปไหน และไม่เคยถือถุงผักหรือของสดกลับมาเลย”
หัวใจของฉันเริ่มเต้นแรง
“แล้วเขาทำอะไรคะ?”
ลุงเบญลดเสียงลง
“ทุกเช้า จะมีผู้หญิงคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์สีแดงเข้ามาในลานจอดรถ เธอสวมแจ็กเก็ตเหมือนพยาบาล แล้วส่งเทอร์มอสใบหนึ่งให้สามีคุณ”
ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ในลำคอ
ลุงเบญมองเทอร์มอสในมือฉัน
“หลังจากนั้น สามีคุณก็เอามันขึ้นไปบนห้อง”
แม้อากาศในกรุงเทพฯ เช้าวันนั้นจะร้อน
แต่สองมือของฉันกลับเย็นเฉียบ
แทบทำเทอร์มอสหลุดจากมือ
“ลุงแน่ใจเหรอคะ?”
ลุงเบญตอบช้า ๆ
“ผมขับรถรับจ้างมาสามสิบกว่าปี อาจจำหน้าลูกค้าผิดได้บ้าง แต่ผมไม่พลาดเรื่องที่เห็นซ้ำ ๆ ทุกวันตลอดสามเดือนแน่นอน”
ฉันก้มมองเทอร์มอสสีน้ำเงิน
มันยังอุ่นอยู่
กลิ่นโกโก้กับกะทิยังลอยขึ้นมาจากฝา
เมื่อก่อน กลิ่นนี้ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองถูกรัก
แต่ตอนนี้ มันเหมือนมือเย็นเฉียบที่กำลังบีบคอฉันอยู่
ฉันไม่ได้กลับห้องทันที
ฉันเดินอ้อมไปทางลานจอดรถใต้ดิน
ตรงมุมกำแพงมีกล้องวงจรปิดตัวเล็กติดอยู่
ข้าง ๆ กันคือร้านซักรีดของป้าคอร่า
ฉันเดินเข้าไป แล้วพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ
“ป้าคอร่าคะ ขอฉันดูภาพจากกล้องหน้าร้านได้ไหม?”
เธอเงยหน้าขึ้น
“ได้สิ แต่ต้องขออนุญาตนิติบุคคลก่อนนะ ทำไมเหรอ มีอะไรหายหรือเปล่า?”
ฉันฝืนยิ้ม
“เปล่าค่ะ เหมือนจะทำกระเป๋าสตางค์หล่น”
สายตาของป้าคอร่าหยุดอยู่ที่เทอร์มอสในมือฉัน
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“มาร่า… เธอยังดื่มของที่สามีให้ทุกวันอยู่เหรอ?”
ฉันหยุดหายใจไปชั่วขณะ
นี่เป็นคนที่สองในเช้าวันเดียวกันที่ถามคำถามนี้
ฉันมองเธอตรง ๆ
“ทำไมทุกคนถึงถามฉันแบบนี้คะ?”
ป้าคอร่าวางผ้าที่กำลังพับอยู่ลง
เดินไปปิดประตูกระจกของร้าน
แล้วพูดประโยคที่ทำให้ร่างกายของฉันเย็นวาบไปทั้งตัว
“เพราะผู้หญิงที่เอาเทอร์มอสมาให้สามีเธอ เคยเอาเสื้อมาใช้บริการที่ร้านนี้”
“แล้วมีกระดาษแผ่นหนึ่งหล่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเธอ”
ฉันยังได้ยินเสียงรถเมล์บนถนน
ได้ยินเสียงเด็กหัวเราะ
ได้ยินเสียงโทรศัพท์ของใครบางคนดังขึ้น
แต่ทุกอย่างเหมือนห่างออกไปไกล
สิ่งเดียวที่ฉันได้ยินชัดเจน
คือเสียงของป้าคอร่า
“ชื่อของเธออยู่บนกระดาษใบนั้น”
ฉันกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
แล้วถามว่า
“มันคืออะไรคะ?”

ป้าคอร่ามองหน้าฉัน
ก่อนตอบช้า ๆ
“มันไม่ใช่ใบสั่งยาบำรุงร่างกาย”
“แต่มันเป็นใบนัดประเมินอาการทางจิตเวช”
นี่คือบทสรุปและจุดจบของเรื่องราวทั้งหมด:
ตอนจบ: แผนการในเงามืดและความจริงใต้ก้นแก้ว
คำพูดของป้าคอร่าเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงบนศีรษะของฉัน สมองที่เคยพร่าเลือนกลับตื่นตัวด้วยความกลัวขั้นสุด ใบนัดประเมินอาการทางจิตเวช… แถมยังมีชื่อของฉันอยู่บนนั้น?
ฉันไม่ได้เป็นบ้า ฉันแค่อ่อนเพลียและหลงลืมเพราะเครื่องดื่มนั่น!
“ป้าเก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้ไหมคะ?” ฉันถามด้วยเสียงสั่นเครือ
ป้าคอร่าพยักหน้าเงียบ ๆ ก่อนจะเดินไปหยิบลิ้นชักหลังเคาน์เตอร์ ยื่นกระดาษแผ่นเล็กที่เริ่มยับยู่ยี่มาให้ฉัน มันคือใบนัดของโรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่ง ระบุชื่อ “นางมาร่า” โดยมีชื่อผู้ติดต่อญาติคือ “คาร์โล” และที่น่าขนลุกที่สุดคือตราปั๊มตัวยาประทับท้ายกระดาษ: Haloperidol (ยารักษาอาการทางจิตที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึม เวียนศีรษะ และสูญเสียความทรงจำระยะสั้นหากใช้เกินขนาด)
ผู้หญิงที่เอาเทอร์มอสมาส่งให้คาร์โลทุกเช้า ไม่ใช่พยาบาลทั่วไป แต่เป็นคนไข้หรือเจ้าหน้าที่ในสถาบันจิตเวชที่คาร์โลแอบจ้างวานให้นำยาอันตรายเหล่านี้มาให้ โดยผสมในโกโก้เข้มข้นเพื่อกลบกลิ่นและรสชาติขื่นคอ
แผนการของเขาเยือกเย็นและแยบยล คาร์โลไม่ได้อยากให้ฉันตาย… แต่อยากให้ฉันกลายเป็นคนเสียสติ เพื่อที่เขาจะได้เป็นผู้ดูแลตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์แบบ และฮุบบ้านพร้อมที่ดินผืนงามใกล้เขาใหญ่ที่แม่ทิ้งไว้ให้ฉัน!
เกมซ่อนหา
ฉันเดินกลับขึ้นห้องด้วยหัวใจที่เต้นรัวระเบิด พยายามประคองเทอร์มอสสีน้ำเงินในมือไม่ให้สั่นจนพิรุธ เมื่อเปิดประตูเข้าไป คาร์โลนั่งอยู่ที่โซฟา แสงไฟสลัวในห้องทำให้ใบหน้าลูกครึ่งที่เคยหล่อเหลาของเขาดูน่ากลัวเหมือนปีศาจ
“กลับมานานจังเลยมาร่า ดื่มช็อกโกแลตร้อนหรือยัง? มันจะเย็นหมดแล้วนะ” เขายิ้มละมุน น้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มันทำให้ฉันคลื่นไส้
“ยังเลยค่ะ พอดีคุยกับคนข้างล่างเพลินไปหน่อย” ฉันฝืนยิ้ม ตอบด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด “เดี๋ยวฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ แสบท้องนิดหน่อย”
ฉันเดินเข้าห้องน้ำ ล็อกประตู แล้วเทน้ำสีเข้มในเทอร์มอสทิ้งลงชักโครกเกือบทั้งหมด เหลือไว้เพียงก้นแก้วเล็กน้อยเพื่อเก็บเป็นหลักฐาน จากนั้นฉันแอบโทรหา “ทิน” น้องชายของฉันที่ฉันเกือบจะลืมชื่อเขาไปเมื่อวันก่อน
“ทิน… ฟังพี่นะ” ฉันกระซิบ “มาหาพี่ที่คอนโดตอนนี้เลย พาตำรวจมาด้วย พี่กำลังถูกวางยา”
เผชิญหน้ากระชากหน้ากาก
เมื่อฉันเดินออกมาจากห้องน้ำ คาร์โลยืนรออยู่หน้าประตู สายตาของเขาไม่ได้อ่อนโยนอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความจับผิด เขาเหลียวมองเทอร์มอสที่ว่างเปล่าในมือฉัน
“ดื่มหมดแล้วเหรอ?” เขาถาม เสียงต่ำลง
“หมดแล้วค่ะ” ฉันตอบ พยายามไม่หลบสายตา
“โกหก…” คาร์โลเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ “เธอไม่ได้ดื่ม ฉันแอบดูเธอจากช่องหน้าต่างห้องน้ำ เธอเทมันทิ้งใช่ไหมมาร่า?”
เขาก้าวเข้ามาประชิดตัว บีบข้อมือฉันอย่างแรงจนเทอร์มอสร่วงหลุดจากมือ “ทำไมไม่ดื่ม! รู้ไหมว่าฉันต้องพยายามแค่ไหนกว่าจะได้ยาพวกนั้นมา เพื่อให้เธอเซ็นเอกสารมอบอำนาจบ้านหลังนั้นให้ฉันง่าย ๆ โดยที่ไม่มีใครสงสัย!”
ในที่สุดธาตุแท้ของเขาก็เปิดเผย คาร์โลตวาดลั่น บีบคอฉันจนหายใจไม่ออก สมองที่เคยเบลอจากฤทธิ์ยาสะสมทำให้ฉันแรงน้อยกว่าปกติ ฉันพยายามทุบตีและคว้าทุกอย่างที่ใกล้มือ จนกระทั่งมือของฉันปัดไปโดนแจกันเซรามิกบนชั้นวาง
เพล้ง!
ฉันใช้เศษแจกันกรีดเข้าที่แขนของเขา คาร์โลร้องลั่นและปล่อยมือ ฉันรีบวิ่งไปที่ประตูห้อง ทุบประตูและกรีดร้องให้คนช่วย “ช่วยด้วย! ช่วยฉันด้วย!”
บทสรุปแห่งกรรม
ประตูห้องถูกพังเข้ามาทันที ไม่ใช่แค่เพราะเสียงร้องของฉัน แต่เป็นเพราะทินและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาถึงคอนโดได้ทันเวลาพอดี คาร์โลถูกรวบตัวกดลงกับพื้นห้อง เขายังคงตะโกนใส่ร้ายฉันเหมือนคนบ้า “เมียผมเป็นบ้า! เธอหลอนไปเอง! ผมแค่เอายาให้เธอทาน!”
แต่หลักฐานในมือของฉัน ทั้งใบนัดประเมินอาการทางจิตที่มีชื่อของฉัน (ซึ่งฉันไม่เคยไปตรวจ) และคราบของเหลวที่ก้นเทอร์มอสสีน้ำเงินที่ตำรวจนำไปตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ ล้วนยืนยันชัดเจนว่ามีสาร Haloperidol ในปริมาณที่สูงเกินกว่าปกติรวมอยู่ด้วย
หนึ่งเดือนต่อมา…
คาร์โลถูกดำเนินคดีข้อหาพยายามฆ่าและกักขังหน่วงเหนี่ยว รวมถึงพยาบาลสาวคนนั้นที่ถูกจับกุมในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดในการลักลอบนำยาควบคุมพิเศษออกมาใช้
ฉันย้ายออกจากคอนโดแห่งนั้นชั่วคราว เพื่อกลับมาพักผ่อนที่บ้านสวนใกล้เขาใหญ่—บ้านที่เป็นมรดกชิ้นสุดท้ายของแม่ อาการหลงลืมและเวียนศีรษะของฉันค่อย ๆ หายไป ร่างกายและจิตใจเริ่มฟื้นฟูกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
เช้าวันนี้ ฉันตื่นขึ้นมาตอนตีห้า แสงอาทิตย์สีทองยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องอย่างอบอุ่น ฉันชงชาร้อนด้วยตัวเอง นั่งมองวิวภูเขาที่เขียวขจี
ไม่มีอีกแล้วเสียงรองเท้าแตะลากไปบนพื้น ไม่มีอีกแล้วกลิ่นช็อกโกแลตผสมกะทิที่ซ่อนยาพิษไว้ข้างใน ต่อจากนี้… ฉันจะเป็นคนดูแลตัวเอง และชีวิตของฉันจะไม่มีวันยอมให้ใครมาบงการในเงามืดอีกต่อไป