Posted in

แม่ของฉันปล่อยให้ภรรยาฉันล้มหมดสติหลังคลอด เพราะคิดว่าเธอแกล้งเรียกร้องความสนใจ—แต่เมื่อฉันเปิดดูภาพจากกล้องวงจรปิด ฉันกลับเห็นบางอย่างที่ทำลายครอบครัวของเราไปตลอดกาล

**แม่ของฉันปล่อยให้ภรรยาฉันล้มหมดสติหลังคลอด เพราะคิดว่าเธอแกล้งเรียกร้องความสนใจ—แต่เมื่อฉันเปิดดูภาพจากกล้องวงจรปิด ฉันกลับเห็นบางอย่างที่ทำลายครอบครัวของเราไปตลอดกาล**

เมื่อฉันเห็นภรรยาของตัวเองนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหลังการผ่าคลอดได้เพียงสามสัปดาห์ ฉันถึงกับพูดไม่ออก

เพิ่งผ่านไปแค่สามสัปดาห์หลังจากที่เธอให้กำเนิดลูกชายของเราด้วยการผ่าคลอด

ใบหน้าของเธอซีดขาว

ไม่ขยับเขยื้อน

แขนข้างหนึ่งบิดอยู่ใต้ลำตัว

แต่แม่ของฉันล่ะ?

เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร กินไก่อาโดโบอย่างสงบ

ขณะที่เสียงร้องไห้ของลูกน้อยของเราแทบจะแหบหมดเสียงอยู่ตรงมุมห้องนั่งเล่น

และเมื่อฉันตะโกนถามว่าทำไมเธอถึงไม่ช่วยภรรยาของฉัน

เธอเพียงวางช้อนลงแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า

“ลูกเอ๊ย อย่าหลงเชื่อการแสดงของผู้หญิงคนนั้นเลย แม่แค่ให้เธอล้างกระทะใบเดียว เธอก็ทำตัวเหมือนจะตาย”

ฉันชื่อ มาร์โก บียานวยวา อายุ 33 ปี

ทำงานเป็นวิศวกรระบบในบริษัทแห่งหนึ่งที่โบนิฟาซิโอ โกลบอล ซิตี้

ฉันทำงานวันละสิบสองชั่วโมง

บางวันมากกว่านั้น หากมีปัญหาระบบต้องแก้ไข

สามสัปดาห์ก่อนเกิดเรื่องทั้งหมดนี้

ลิซ่า ภรรยาของฉัน เพิ่งให้กำเนิดลูกชายคนแรกของเรา โนอาห์

ฉันคิดว่านั่นควรจะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิต

แต่ตั้งแต่เธอกลับมาจากโรงพยาบาล

ฉันรู้สึกเหมือนกำลังมองคนละคน

เมื่อก่อนลิซ่าเป็นคนร่าเริง

เธอหัวเราะได้แม้เรื่องตลกของฉันจะฝืดแค่ไหน

ต่อให้เหนื่อย เธอก็ยังชงกาแฟและเล่าเรื่องรายการทีวีที่อยากดูให้ฉันฟัง

แต่หลังคลอด

เธอแทบไม่ได้นอนเลย

เธอตื่นเพราะเสียงร้องของโนอาห์ตลอดคืน

แผลผ่าตัดยังเจ็บ

ยืนนานไม่ได้

บางครั้งฉันเห็นเธอหลับคากำแพง ราวกับร่างกายกำลังพยายามต่อสู้กับความเหนื่อยล้า

ฉันอยากจ้างแม่บ้านสักคน

อย่างน้อยก็ชั่วคราว

แต่ก่อนที่ฉันจะได้หา

แม่ของฉัน อาหลิงเมอร์นา กลับเสนอว่าจะย้ายมาอยู่ด้วย

“ให้แม่ช่วยดูแลลิซ่าเอง” เธอบอก “น่าสงสาร เพิ่งคลอดลูก จะให้ทำทุกอย่างคนเดียวได้ยังไง”

ฉันเชื่อเธอ

ฉันจะสงสัยแม่ตัวเองได้อย่างไร

ฉันเติบโตมากับภาพของแม่ที่เข้มแข็งและขยัน

พ่อเสียไปนานแล้ว

แม่เลี้ยงฉันมาคนเดียว

เวลาฉันมีปัญหา

แม่เป็นคนแรกที่ยื่นมือช่วยเสมอ

ดังนั้นตอนที่เธอหอบอาหารเต็มมือเข้ามาในบ้าน

ทั้งซินิกัง ฟักทองกะทิ และอาโดโบ

ฉันจึงโล่งใจ

ฉันคิดว่าลิซ่ามีคนช่วยแล้ว

แต่ฉันไม่รู้เลยว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของนรก

สัปดาห์แรกผ่านไป

ฉันสังเกตว่าลิซ่าผอมลงเรื่อย ๆ

ทุกเช้าก่อนออกไปทำงาน

ฉันเห็นเธอถูพื้น

ซักผ้าอ้อม

ล้างจาน

ในขณะที่แม่นั่งดูละครโทรทัศน์อยู่บนโซฟา

“แม่ครับ” ฉันเคยถาม “ทำไมลิซ่าต้องทำความสะอาดตลอด? เธอควรพักผ่อนไม่ใช่เหรอ?”

แม่ยิ้มเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ

“เธอต้องขยับตัวบ้างสิลูก ถ้านอนอย่างเดียวก็ยิ่งอ่อนแอ ตอนแม่คลอดลูกได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ แม่ยังหาบน้ำเองเลย”

ฉันหันไปมองลิซ่า

เธอเพียงเงียบ

“หนูไม่เป็นไรค่ะ” เธอพูดเบา ๆ “หนูยังไหว”

แต่ฉันไม่เชื่อ

มีบางอย่างแปลกไป

เธอหลบสายตาฉันเสมอ

เหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง

แต่ไม่กล้าพูด

คืนหนึ่ง

ฉันจับมือเธอไว้

“แม่ทำอะไรไม่ดีกับเธอหรือเปล่า?”

นิ้วของเธอเกร็งขึ้นทันที

เธอหันไปมองประตูห้องนอนก่อนกระซิบ

“ฉันแค่เหนื่อยมาก มาร์โก”

แค่นั้น

และเพราะฉันอยากเชื่อว่าทุกอย่างยังปกติดี

ฉันจึงเลือกที่จะเชื่อคำพูดนั้น

นั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต

วันอังคารวันหนึ่ง เวลาประมาณบ่ายสองโมง

ขณะที่ฉันกำลังประชุม

จู่ ๆ ก็รู้สึกกระสับกระส่ายอย่างประหลาด

เหมือนมีบางอย่างหนักอึ้งกดทับอยู่ในอก

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู

ไม่มีข้อความจากลิซ่า

ไม่มีสายที่ไม่ได้รับ

ไม่มีข้อความจากแม่

ฉันลองโทรหาลิซ่า

หนึ่งครั้ง

สองครั้ง

สามครั้ง

ไม่มีคนรับ

ฉันโทรหาแม่

ก็ไม่มีคนรับเช่นกัน

ฉันลุกออกจากห้องประชุมทันที

คว้ากุญแจรถแล้วขับกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

แทบไม่สนใจการจราจรติดขัดบนถนน EDSA และออร์ติกัส

ทันทีที่ลงจากรถ

ฉันได้ยินเสียงร้องของโนอาห์ดังมาจากนอกประตูบ้าน

ไม่ใช่เสียงร้องธรรมดา

เสียงแหบพร่า

ขาดเป็นช่วง ๆ

เหมือนร้องขอความช่วยเหลือมานานแล้ว

ฉันเริ่มตื่นตระหนก

รีบเปิดประตูเข้าไป

สิ่งแรกที่ได้กลิ่นคือข้าวสุกใหม่กับอาโดโบร้อน ๆ

แม่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร

ตัวตรง

มีจานอาหารใบใหญ่และแก้วน้ำแข็งอยู่ตรงหน้า

เธอกินเหมือนทุกอย่างเป็นปกติ

แต่บนพื้นห้องนั่งเล่น ห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว

ลิซ่านอนแน่นิ่งอยู่

“ลิซ่า!”

ฉันวิ่งเข้าไปคุกเข่าข้างตัวเธอ

ผิวของเธอเย็นเฉียบ

หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อ

ริมฝีปากซีด

เธอไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้นเมื่อฉันเขย่าตัวเบา ๆ

ข้างโซฟา โนอาห์ร้องไห้อยู่ในเปล

ใบหน้าแดงก่ำ

เสื้อผ้าเปียกเหงื่อ

“แม่!” ฉันตะโกน “ทำไมแม่ไม่ช่วยพวกเขา?!”

แม่ไม่แม้แต่จะลุกขึ้น

ยังคงเคี้ยวอาหารช้า ๆ

“มาร์โก จะโวยวายทำไม?” เธอพูด “ผู้หญิงคนนั้นแค่ทำเกินเรื่อง แม่แค่ให้ล้างกระทะใบเดียว”

“แม่ไม่เห็นหรือว่าเมียผมหมดสติอยู่?!”

“ลูกต่างหากที่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่” แม่ตอบ “ผู้หญิงคนนั้นเป็นแบบนี้แหละ เหนื่อยนิดเดียวก็อยากให้คนสงสาร”

ฉันไม่พูดอะไรอีก

ฉันอุ้มลิซ่าขึ้น

อุ้มโนอาห์

แล้วพาพวกเขาไปโรงพยาบาลทันที

ในห้องฉุกเฉิน

แพทย์บอกว่าลิซ่าขาดน้ำ

ขาดสารอาหาร

อดนอนอย่างหนัก

และมีสัญญาณของการติดเชื้อที่แผลผ่าตัด

“เธอไม่ควรทำงานหนัก” แพทย์พูดอย่างจริงจัง “เธอต้องพักผ่อน ไม่อย่างนั้นอาการอาจรุนแรงขึ้น”

ฉันไม่รู้จะมองหน้าใคร

ฉันอับอาย

โกรธ

และที่เลวร้ายที่สุด

ฉันไม่อาจให้อภัยตัวเองได้

หลังจากลิซ่าหลับเพราะฤทธิ์ยา

ฉันกลับบ้านเพื่อเอาเสื้อผ้าและของใช้ของโนอาห์

แม่ไม่ได้อยู่ในห้องนั่งเล่น

ฉันได้ยินเสียงปิดประตูห้องรับแขกดังปัง

แต่ฉันไม่สนใจ

ฉันเดินตรงไปยังห้องทำงานเล็ก ๆ

เปิดแล็ปท็อป

หลายเดือนก่อนลิซ่าคลอด

เราติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ในห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องอาหาร

ฉันแทบไม่เคยเปิดดู

แต่วันนั้น

ฉันต้องรู้ความจริง

ฉันเปิดภาพย้อนหลังตลอดสามสัปดาห์

และเพียงคลิปแรก

มือของฉันก็เริ่มสั่น

ฉันเห็นลิซ่าอุ้มโนอาห์อย่างยากลำบาก

ตรงหน้าเธอ

แม่ถือไม้กวาดและกะละมังผ้าเต็มใบ

เสียงของแม่เย็นเยียบ

“ถ้าจะอยู่บ้านลูกชายฉัน ก็ต้องทำตัวให้มีประโยชน์ อย่าทำตัวเป็นเจ้าหญิงแค่เพราะเพิ่งคลอดลูก”

ลิซ่าไม่ตอบ

แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุด

ฉันเลื่อนไปดูคลิปก่อนที่ฉันจะกลับถึงบ้านในวันนั้น

ลิซ่านั่งพิงกำแพงร้องไห้

โนอาห์ร้องไห้เสียงดัง

ใบหน้าของเธอซีดและสั่นเทา

“แม่คะ” เธอพูดอย่างอ่อนแรง “หนูเวียนหัว ช่วยอุ้มโนอาห์ให้หนูสักครู่ได้ไหม หนูอยากนอนพักแป๊บเดียว”

แม่นั่งตักข้าวใส่จาน

ไม่แม้แต่จะหันมามอง

“จัดการครัวให้เสร็จก่อน”

“แม่คะ หนูจะเป็นลมแล้ว…”

แม่ตอบอย่างเย็นชา

“ถ้าอยากเป็นลมก็เป็นไปสิ จะได้รู้ว่าละครของเธอจะไปได้ไกลแค่ไหน”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

ลิซ่าล้มลงกับพื้น

ฉันแทบหยุดหายใจ

แต่สิ่งที่แม่ทำหลังจากนั้น

ทำให้หัวใจฉันแตกสลายอย่างแท้จริง

เธอเดินเข้าไปหาลิซ่า

ฉันคิดว่าเธอจะช่วย

คิดว่าเธอจะอุ้มโนอาห์

คิดว่าเธอจะโทรเรียกรถพยาบาล

แต่เธอกลับก้มลง

หยิบโทรศัพท์ของลิซ่าที่ตกอยู่บนพื้น

แล้วปิดเครื่อง

จากนั้นเธอหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา

โทรหาใครบางคน

และฉันได้ยินชัดทุกคำ

“ที่รัก ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานมาร์โกก็จะเบื่อผู้หญิงคนนั้น ถ้าเขาทิ้งลิซ่า ลูกชายของฉันก็จะกลับมาเป็นของพวกเราอีกครั้ง”

ฉันผงะถอยหลัง

ไม่รู้เลยว่ามีใครยืนอยู่ด้านหลัง

เมื่อหันกลับไป

แม่ยืนอยู่ที่ประตูห้องทำงาน

ใบหน้าซีดเผือด

แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นคือ

ในมือของเธอมีแจกันเซรามิกใบใหญ่

และก่อนที่ฉันจะได้พูดอะไร

เธอก็ปิดประตูห้องทำงานลง…

และลงกลอนจากด้านนอกทันที!

“แกจะไม่มีวันทำลายชีวิตที่ฉันสร้างมา มาร์โก!” เสียงของแม่ตวาดกร้าวผ่านบานประตู น้ำเสียงที่เคยอบอุ่นในวัยเด็กบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงของคนวิปลาส

ฉันพุ่งตัวไปที่ประตู พยายามบิดลูกบิดอย่างบ้าคลั่ง แต่มันถูกล็อกแน่นหนา ความจริงอันบิดเบี้ยวถาโถมเข้าใส่สมองของฉันจนแทบรับไม่ไหว คำพูดสุดท้ายของแม่ในวิดีโอ… “กลับมาเป็นของพวกเรา” คำว่า พวกเรา หมายถึงใคร?

ไม่ทันที่ฉันจะได้คิดหาคำตอบ เสียงฝีเท้าของแม่ก็ก้าวลึกลงไปในบ้าน พร้อมกับเสียงเหล็กขูดขีดไปตามพื้นกระเบื้อง… แม่กำลังเดินไปที่ห้องครัว

หัวใจฉันตกลงไปที่ตาตุ่ม ฉันรีบหันกลับมาที่หน้าจอแล็ปท็อปซึ่งยังคงแสดงภาพจากกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์ ภาพในจอทำให้เลือดในกายของฉันเย็นเฉียบ แม่เดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่น ในมือไม่ได้ถือแจกันอีกต่อไป แต่เป็น ถังน้ำมันสำรอง ที่ฉันมักจะเก็บไว้ในโรงรถ!

เธอกำลังจะเผาบ้าน… เธอต้องการทำลายหลักฐานทั้งหมด ทำลายกล้องวงจรปิด และทำลายฉัน!

“แม่! หยุดนะแม่! ทำแบบนี้ทำไม!” ฉันตะโกนสุดเสียงพลางใช้ไหล่กระแทกประตูห้องทำงานอย่างบ้าคลั่ง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่เทียบไม่ได้เลยกับความตื่นตระหนกในใจ

แม่หยุดนิ่ง นัยน์ตาที่จ้องมองมายังกล้องวงจรปิดนั้นว่างเปล่าและมืดมนราวกับคนละคน เธอบ่งบอกความจริงผ่านรอยยิ้มหยันที่มุมปาก

“แกเป็นของฉัน มาร์โก… พ่อของแกทิ้งฉันไป ผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาในชีวิตแกมันก็แค่พวกกาฝาก ลิซ่ามันพยายามจะแย่งแกไปจากฉัน เหมือนที่นังผู้หญิงคนก่อน ๆ ทำ แต่ครั้งนี้ฉันไม่ยอมให้มันสำเร็จหรอก! ถ้าฉันไม่ได้ครอบครองแก… ก็ต้องไม่มีใครได้แกไป!”

วินาทีนั้น ความจริงทั้งหมดสว่างวาบในหัวสมองของฉันด้วยความสยดสยอง แฟนเก่าของฉันทุกคนที่จู่ ๆ ก็บอกเลิกและหายไปจากชีวิตอย่างไร้ร่องรอย… ไม่ใช่เพราะพวกเธอเข้ากับฉันไม่ได้ แต่มันเป็นเพราะ แม่ แผนการทั้งหมดนี้ถูกวางไว้ตั้งแต่แรก แม่ไม่ได้มาเพื่อช่วยดูแลลิซ่า แต่มาเพื่อทรมาน บีบคั้น และทำลายจิตใจของลิซ่าทีละน้อย เพื่อให้เธอทนไม่ไหวและทิ้งฉันไปเอง และเมื่อลิซ่าล้มลงไปในวันนี้ แม่จึงเห็นเป็นโอกาสทองที่จะตัดขาดทุกอย่าง

แกร๊ก… เสียงไฟแช็กดังขึ้นผ่านลำโพงของกล้องวงจรปิด

“ไม่!!!” ฉันระเบิดเสียงร้อง ถอยหลังกลับมาแล้วกระโดดถีบประตูห้องทำงานสุดแรงเกิด หนึ่งครั้ง… สองครั้ง… เสียงไม้ลั่นเปรี้ยะ พร้อมกับที่เปลวไฟสีส้มเริ่มลุกโชนขึ้นบนพื้นห้องนั่งเล่น ควันไฟสีดำทึบเริ่มลอยม้วนตัวลอดเข้ามาใต้ช่องประตู

แรงเฮือกสุดท้ายของคนเป็นพ่อและสามีทำให้ฉันกระแทกประตูจนโครงไม้หักสะบั้น ฉันพุ่งตัวฝ่ากลุ่มควันหนาทึบออกไป ภาพเบื้องหน้าคือไฟที่กำลังลุกลามไหม้โซเปียและผ้าม่านอย่างรวดเร็ว แม่ยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง หัวเราะอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ

ฉันไม่สนใจอะไรอีกต่อไป ฉันคว้าโทรศัพท์และแล็ปท็อปที่บันทึกหลักฐานทุกอย่างไว้ แล้ววิ่งฝ่าเปลวไฟพุ่งตรงออกไปทางประตูหน้าบ้าน แม่พยายามจะเข้ามาคว้าตัวฉันไว้ แต่ความเร็วและสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำให้ฉันสลัดเธอหลุดและเปิดประตูหนีตายออกมาบนสนามหญ้าหน้าบ้านได้สำเร็จ

ฉันล้มลงไอโขลกอัดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด ชาวบ้านในระแวกนั้นเริ่มวิ่งกูเข้ามาช่วยพร้อมกับเสียงไซเรนของรถดับเพลิงที่ดังแว่วมาในระยะไกล

เมื่อฉันหันกลับไปมอง บ้านที่ฉันสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงกำลังถูกกลืนกินด้วยไฟใต้เงาของความมืดมิด… พร้อมกับแม่ของฉันที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยรวบตัวไว้ได้ที่หน้าต่างชั้นล่าง ใบหน้าของเธอยังคงเปื้อนยิ้มวิปลาส

บทสรุปแห่งการเริ่มต้นใหม่

หกเดือนผ่านไป…

เถ้าถ่านของบ้านหลังเก่าถูกเคลียร์ออกไปหมดแล้ว เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวของฉันที่แหลกสลายไปตลอดกาล

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ฉันเซฟไว้ได้กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการดำเนินคดี ศาลพิพากษาให้แม่มีความผิดข้อหาพยายามฆ่า, วางเพลิง และทารุณกรรม ผลการตรวจทางจิตเวชระบุว่าแม่มีภาวะป่วยจิตขั้นรุนแรงเกี่ยวกับความหลงผิดและการครอบครอง (Delusional Possession) เธอถูกส่งตัวเข้าบำบัดในโรงพยาบาลจิตเวชแดนควบคุมพิเศษอย่างไม่มีกำหนด

ทุกวันนี้ ฉันลาออกจากงานที่โบนิฟาซิโอเพื่อมาทำงานรีโมทที่บ้านสวนในต่างจังหวัดของครอบครัวลิซ่า บาดแผลทางใจของลิซ่าลึกหนาเกินกว่าจะหายดีในเร็ววัน เธอยังคงสะดุ้งตื่นกลางดึกและมีอาการหวาดระแวง แต่ทุกครั้งที่เธอตื่น ฉันจะเป็นคนที่คอยกอดเธอไว้และกระซิบอบู่ข้างหูเสมอว่า “เธอปลอดภัยแล้ว”

โนอาห์ตัวน้อยเติบโตขึ้นทุกวัน รอยยิ้มของเขาคือสิ่งเยียวยาจิตใจของเราสองคน

ฉันสูญเสียแม่ สูญเสียบ้าน และสูญเสียอดีตทั้งหมดไปในกองเพลิงวันนั้น แต่เมื่อฉันมองดูลิซ่าที่กำลังป้อนนมลูกด้วยรอยยิ้มที่เริ่มกลับมาทีละน้อย ฉันรู้ดีว่า… แม้ครอบครัวเดิมของฉันจะถูกทำลายไปจนไม่เหลือซาก แต่ฉันจะใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ ปกป้องและสร้างครอบครัวใหม่นี้ขึ้นมาด้วยมือของฉันเอง ครอบครัวที่มีเพียงความรัก ความปลอดภัย และไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาทำลายมันได้อีกต่อไป