Posted in

หลังจากวันครบรอบวันตายปีที่สามของลูกชายฉัน ฉันก็ไล่คนขับรถเก่าแก่ที่ทำงานกับครอบครัวเรามานานกว่ายี่สิบปีออกไป

หลังจากวันครบรอบวันตายปีที่สามของลูกชายฉัน ฉันก็ไล่คนขับรถเก่าแก่ที่ทำงานกับครอบครัวเรามานานกว่ายี่สิบปีออกไป

ฉันคิดว่าเขาหมดประโยชน์แล้ว
แก่เกินไป
เชื่องช้าเกินไป

แต่หลังจากนั้นเพียงสองชั่วโมง ฉันกลับเห็นเขาเดินกำลังเดินออกไปพ้นประตูรั้วบ้าน โดยในมือจูงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งไว้
เด็กน้อยหันกลับมาและจ้องมองฉันแวบหนึ่ง

และวินาทีนั้น… หัวใจของฉันก็ราวกับหยุดเต้น
เพราะดวงตาคู่นั้น…
มันเหมือนกับดวงตาของ **”แดเนียล”** ลูกชายของฉันไม่มีผิด!

ฉันชื่อ **เวโรนิกา วิลลานูเอวา (Veronica Villanueva)**
อายุ 60 ปี

เป็นเจ้าของบีชรีสอร์ทชื่อดัง “อัซซูร์ โคฟ” (Azure Cove) ใน**ภูเก็ต**

เป็นเวลาสามปีแล้วที่ แดเนียล ลูกชายของฉันจากไปจากอุบัติเหตุเรือสปีดโบ๊ทใกล้กับ**เกาะเฮ**
พวกเขาพบร่างของเขาในอีกสองวันต่อมา
ข่าวการสูญเสียครั้งนั้นโด่งดังไปทั่วภูเก็ตอยู่เป็นสัปดาห์

นับตั้งแต่นั้นมา คฤหาสน์หลังใหญ่ที่หันหน้าออกสู่ทะเลของเราก็เงียบเหงาและอ้างว้างเหลือเกิน

**”ลุงโทนี่”** เป็นคนขับรถของครอบครัวเรามาตั้งแต่ตอนที่สามีของฉันยังพึ่งมีชีวิตอยู่
เขารับใช้เรามานานถึง 22 ปี
เขาเป็นคนไปรับไปส่งแดเนียลที่โรงเรียนตั้งแต่ยังเด็ก
เป็นคนสอนแดเนียลขับรถ
และตอนที่แดเนียลป่วยเป็นไข้เลือดออกขั้นรุนแรง ก็เป็นลุงโทนี่นี่แหละที่อุ้มลูกชายฉันวิ่งกระหืดกระหอบไปโรงพยาบาล ในขณะที่ฉันได้แต่ร้องไห้โฮด้วยความกลัว

แดเนียลเคยพูดเล่นๆ ตอนเด็กว่า:
— ถ้าวันไหนคุณแม่ไล่ลุงโทนี่ออก ผมจะตามลุงโทนี่ไปด้วยนะ

ตอนนั้นพวกเราทุกคนต่างพากันหัวเราะ
ไม่มีใครรู้เลยว่า คนที่กุมความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของลูกชายฉันไว้จนวินาทีสุดท้าย…
กลับกลายเป็นเขา

แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ฉันเริ่มสังเกตเห็นว่าลุงโทนี่ทำงานช้าลงมาก
หลงๆ ลืมๆบ่อยครั้ง
บางทีก็แอบงีบหลับในโรงรถ
ผู้จัดการบ้านย้ำกับฉันซ้ำๆ ว่าให้หาคนขับรถคนใหม่ที่หนุ่มกว่านี้ได้แล้ว
แม้กระทั่ง **”โซเฟีย”** ลูกสะใภ้ของฉัน ก็ยังพูดเตือนฉันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า:
— คุณแม่คะ… สมัยนี้ไว้ใจลูกจ้างแก่ๆ มันอันตรายนะคะ

ฉันได้ยินคำพูดกรอกหูพวกนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกระทั่งฉันเริ่มคล้อยตาม

เช้าวันนั้น ฉันกำลังเตรียมตัวเดินทางเข้า**กรุงเทพฯ** เพื่อไปเซ็นสัญญาธุรกิจ
พอเดินลงมาที่โรงรถ ฉันเห็นลุงโทนี่นั่งเฉยๆ อยู่บนเก้าอี้พลาสติกตัวเก่า
รถก็ไม่ได้เช็ดทำความสะอาด งานการก็ไม่ทำ
เอาแต่นั่งจ้องโทรศัพท์มือถือเงียบๆ

ความหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาทันที
— ลุงโทนี่

เขาตกใจและรีบลุกขึ้นยืน
— คุณผู้หญิงครับ…

— ฉันจ้างลุงมาทำงานนะคะ ไม่ใช่นั่งเซ่ออยู่ตรงนี้ทั้งเช้า

เขาก้มหน้าลง
— ขอโทษครับคุณผู้หญิง… ช่วงนี้ผมรู้สึกเพลียๆ น่ะครับ

— ใครๆ ก็เหนื่อยทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ถ้าลุงทำงานให้ฉันไม่ไหวแล้ว ลุงก็ไม่ควรจะอยู่ที่นี่อีกต่อไปนะ

เขานิ่งเงียบไป
และความเงียบของเขายิ่งทำให้ฉันหงุดหงิดมากขึ้น
ฉันกระแทกกระเป๋าลงบนโต๊ะเสียงดัง
— ไปเก็บของซะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ลุงไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีกแล้ว

ชายชราหน้าถอดสี
— คุณผู้หญิงครับ… ผมอยู่ที่นี่มาตลอดยี่สิบกว่าปีเลยนะครับ…

— และตอนนี้ลุงก็ไม่เหมาะกับงานนี้แล้วค่ะ

เขายืนนิ่งอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้า
— ผมเข้าใจแล้วครับ

เขาไม่ได้โต้เถียง
ไม่ได้อ้อนวอนขอความเห็นใจ
เขาเพียงเดินกลับไปยังห้องพักเล็กๆ หลังโรงรถอย่างเงียบๆ

ตอนนั้น มีความรู้สึกวูบหนึ่งที่แปรบขึ้นมาในอกของฉัน
แต่ฉันเลือกที่จะปัดมันทิ้งไป

สองชั่วโมงต่อมา ในขณะที่ฉันกำลังทบทวนเอกสารอยู่ในห้องนั่งเล่น ฉันได้ยินเสียงเปิดประตูรั้วบ้าน
พอหันไปมองข้างนอก ฉันเห็นลุงโทนี่กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบเก่าออกมา
แต่เขาไม่ได้อยู่คนเดียว

มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจับมือเขาไว้แน่น
แกน่าจะอายุประมาณ 4 ขวบได้
รูปร่างผอมบาง เงียบขรึม
สวมชุดเดรสสีเหลืองซีดๆ กับรองเท้าแตะเก่าๆ
ผมถูกมัดไว้ลวกๆ อย่างยุ่งเหยิง

— คุณตาคะ… พวกเราต้องไปกันแล้วจริงๆ เหรอคะ? — เด็กน้อยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

ฉันชะงักไป
คุณตา?
ฉันไม่เคยเห็นเด็กคนนี้ในบ้านหลังนี้เลย
ไม่เคยเลยสักครั้ง
ไม่ว่าจะในโรงรถ ในห้องพักคนงาน ตอนคริสต์มาส หรือแม้แต่ในงานเลี้ยงของครอบครัว

— ลุงโทนี่

เขาหยุดเดิน และกระชับมือน้อยๆ ของเด็กหญิงให้แน่นขึ้น
ฉันค่อยๆ เดินเข้าไปหา
— เด็กคนนี้ใครกันคะ?

สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที… เต็มไปด้วยความกลัวและกังวล
— หลานสาวของผมเองครับ… คุณผู้หญิง

ฉันขมวดคิ้ว
มีบางอย่างผิดปกติ คำตอบของเขาดูระมัดระวังเกินไป ดูฝืนธรรมชาติ
ฉันก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีก เด็กน้อยรีบหลบไปซ่อนข้างหลังเขาทันที

— หลานลุงเหรอ? ลุงมีหลานตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย?

เขาไม่ตอบ
นั่นยิ่งทำให้ฉันโมโหมากขึ้น
— ฉันถามก็ตอบสิคะ

เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองฉัน พร้อมๆ กับเด็กหญิงคนนั้น
และในวินาทีนั้น… โลกทั้งใบของฉันก็หยุดหมุน

ดวงตาคู่นั้นของแก
คุณพระช่วย…
มันเหมือนกับแดเนียลไม่มีผิดเพี้ยน!
ไม่ใช่แค่คล้าย แต่มันคือพิมพ์เดียวกันเลย
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่มีวงแหวนสีอ่อนๆ อยู่รอบนัยน์ตา
รูปทรงของดวงตา… แม้กระทั่งท่าทางขมวดคิ้วเล็กๆ นั่น มันคือแดเนียลชัดๆ!

ปากกาในมือของฉันร่วงลงสู่พื้น
เด็กหญิงสะดุ้ง ลุงโทนี่รีบดึงตัวแกเข้ามาประชิดตัวมากขึ้น
ความรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นค่อยๆ บีบหัวใจของฉันจนแหลกลาญในขณะที่จ้องมองเด็กคนนั้น

— แกชื่ออะไร?

ลุงโทนี่ก้มหน้าลงต่ำ
— ชื่อ “อิสลา” (Isla) ครับ

เด็กหญิงจ้องมองฉันตาแป๋ว
— คุณตาบอกว่า ห้ามหนูพูดกับคนรวยค่ะ

น้ำเสียงของแกแผ่วเบา ไร้เดียงสา
แต่มันกลับเหมือนมีดโกนอาบยาพิษที่ค่อยๆ กรีดลึกเข้าไปในอกของฉัน
ฉันค่อยๆ ย่อตัวคุกเข่าลง

— แล้วคุณแม่ของหนูล่ะจ๊ะ?

แกหันไปมองลุงโทนี่ก่อนจะหันกลับมามองฉัน
— คุณแม่ไปนอนกับพระเจ้าแล้วค่ะ

คอของฉันแห้งผากทันที
— แม่ของหนูชื่ออะไร?

ลุงโทนี่หลับตาลง ราวกับว่าเขาเฝ้ารอคำถามนี้มานานแสนนาน
เมื่อเขาลืมตาขึ้น น้ำเสียงของเขาก็แหบพร่า:
— เธอชื่อ **”แองเจล่า รามิเรซ” (Angela Ramirez)** ครับ

เหมือนท้องฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า
แองเจล่า…
ผู้หญิงที่แดเนียลอยากแต่งงานด้วยเมื่อห้าปีก่อน
ผู้หญิงที่สามีของฉันไล่ตะเพิดเธอออกไปในตอนนั้นเพราะหาว่า “ไม่คู่ควรกับตระกูลเรา”
ผู้หญิงที่ใครๆ ต่างบอกว่าเธอหนีไปสิงคโปร์เพื่อไปหาผัวรวย
ผู้หญิงที่เป็นต้นเหตุทำให้แดเนียลหัวใจสลาย

และสามปีหลังจากนั้น… ลูกชายของฉันก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

ฉันก้าวถอยหลัง ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะพยุงตัวไม่ไหว
— เธอเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อไหร่?

— เมื่อปีที่แล้วครับ

— แล้วเด็กคนนี้…

ลุงโทนี่กำหูหิ้วกระเป๋าเดินทางแน่ เขาไม่กล้าสบตาฉันเลย
— แกเป็นลูกสาวของ **คุณชายแดเนียล** ครับ

เสียงรอบข้างของฉันดับวูบลงทันที
เสียงคลื่น เสียงลม เสียงนก… ทุกอย่างเงียบกริบ
โลกทั้งใบหยุดนิ่ง
ฉันหันกลับไปมองเด็กหญิงอีกครั้ง และแกก็จ้องมองฉันกลับด้วยดวงตาคู่เดียวกับคนที่ฉันรักที่สุดในชีวิต

— ทำไม… ทำไมไม่มีใครบอกฉันเลย?

น้ำเสียงของลุงโทนี่สั่นเครือด้วยความกลัว:
— เพราะมีคนที่ไม่อยากให้คุณผู้หญิงรู้ครับ

— ใครกัน?!

ฉันตวาดลั่นด้วยเสียงที่สั่นเครือ
อยู่ๆ เด็กน้อยก็ปล่อยมือจากลุงโทนี่ แล้วค่อยๆ เดินเข้ามาหาฉัน
แกเงยหน้าขึ้นสบตา และพูดด้วยเสียงกระซิบที่แผ่วเบาว่า:

— คุณคือคุณย่าของหนูใช่ไหมคะ?

ฉันจุกจนพูดอะไรไม่ออก
แกเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะพูดต่อเบาๆ:
— คุณแม่บอกว่า… คุณย่าโกรธคุณแม่มาก… คุณย่าก็เลยอาจจะโกรธหนูด้วย

ฉันมองลงไปที่รองเท้าแตะสึกๆ ของแก
แขนเล็กๆ ที่ผอมแห้ง
เส้นผมที่ถูกตัดสั้นแหว่งๆ ไม่เป็นทรง
และในวินาทีนั้นเอง…
ฉันก็เข้าใจได้ทันทีว่า มีใครบางคนใจร้ายจงใจกีดกันฉันจากหลานสาวแท้ๆ ของตัวเองมาตลอดสามปี!

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันโกรธจนตัวสั่นไปหมดทั้งร่าง…
คือเมื่อฉันเงยหน้าขึ้นมองไปยังชั้นสองของบ้าน

ฉันเห็น **โซเฟีย** ลูกสะใภ้ม่ายของฉัน
เธอกำลังยืนอยู่ตรงระเบียง ใบหน้าของเธอซีดเผือดราวกับคนเห็นผี
ความอ่อนหวานที่เคยมีบนใบหน้าบัดนี้เลือนหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความหวาดกลัวขั้นสุด

เธอจ้องมองมาที่เด็กหญิงคนนั้น แล้วสบตาฉัน
ก่อนที่เธอจะเอ่ยประโยคที่ยังคงหลอกหลอนฉันมาจนถึงทุกวันนี้:

**“คุณแม่คะ… โซเฟียอธิบายเรื่องนี้ได้ค่ะ… แต่เด็กคนนั้น จะอยู่ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาดนะคะ!”**

05

คำประกาศกร้าวของโซเฟียที่ดังลงมาจากระเบียงชั้นสอง เปรียบเสมือนกรรไกรที่ตัดขาดความอดทนชิ้นสุดท้ายของฉันจนสะบั้น สายตาของหลานสาวตัวน้อย—สายตาของแดเนียล—ที่กำลังสั่นระริกด้วยความกลัวเสียงตวาดนั้น ทำให้สัญชาตญาณความเป็นแม่และคนเป็นย่าตื่นขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม

ฉันไม่ได้สนใจคำสั่งของลูกสะใภ้แม้แต่น้อย ฉันคว้าตัวอิสลาเข้ามาสวมกอดไว้แน่น กลิ่นแป้งเด็กจาง ๆ ผสมกับกลิ่นอายที่ละม้ายคล้ายลูกชายผู้ล่วงลับทำให้น้ำตาของฉันไหลพรากอย่างกลั้นไม่อยู่

“ลุงโทนี่… พาน้องอิสลาเข้าไปรอในบ้าน” ฉันสั่งเสียงเฉียบขาด ยืนหยัดขึ้นเต็มความสูง ความอ่อนแอเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงแววตาของนางสิงห์แห่ง ‘อัซซูร์ โคฟ’ ที่ใครก็ไม่กล้าต่อกร

“แต่คุณผู้หญิงครับ… คุณโซเฟียเธอ…” ลุงโทนี่อึกอักด้วยความกลัว

“ฉันบอกให้เข้าก็เข้า! นี่บ้านของฉัน ไม่ใช่บ้านของโซเฟีย!”

ฉันตวาดกร้าว บอดี้การ์ดและคนใช้ที่แอบดูเหตุการณ์อยู่รอบ ๆ รีบเข้ามาช่วยลุงโทนี่ลากกระเป๋ากลับเข้าบ้านทันที อิสลาหันมามองฉันตาแป๋วขณะถูกจูงเข้าไป ฉันส่งยิ้มที่อบอุ่นที่สุดในรอบสามปีให้แก ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับงูเห่าที่ฉันชุบเลี้ยงไว้บนตึก

06

ฉันเดินขึ้นบันไดมายังห้องโถงชั้นสองด้วยย่างก้าวที่หนักแน่นและเยือกเย็น โซเฟียยืนรออยู่ตรงนั้น ร่างกายของเธอยังสั่นเทา แต่แววตากลับพยายามฉายแววแข็งกร้าวเพื่อปกปิดความผิด

“คุณแม่คะ! คุณแม่จะเอาเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าที่ไหนเข้ามาในบ้านไม่ได้นะคะ! แดเนียลตายไปสามปีแล้ว อยู่ ๆ ลุงโทนี่ก็กุเรื่องเด็กนี่ขึ้นมาเพื่อจะเรียกร้องเงินชดเชยตอนโดนไล่ออกแน่ ๆ!” โซเฟียรีบถลันเข้ามาเกาะแขนฉัน พยายามใช้เสียงอ่อนหวานบิดเบือนความจริง

ฉันสะบัดแขนออกอย่างแรงจนเธอเซไปปะทะกับแจกันดอกไม้ราคาแพง

“เลิกตอแหลได้แล้ว โซเฟีย!” ฉันเค้นเสียงต่ำ ทว่าทรงพลังจนเธอสะดุ้ง “ดวงตาคู่นั้น… รูปหน้าแบบนั้น ถ้าไม่ใช่สายเลือดของแดเนียล แล้วจะเป็นสายเลือดของใคร? ที่สำคัญ… แกบอกว่าแกอธิบายได้งั้นเหรอ? ถ้างั้นก็พูดมาสิ! พูดมาว่าทำไมแกถึงรู้เรื่องเด็กคนนี้ แต่กลับปิดบังฉันมาตลอดสามปี!”

โซเฟียหน้าซีดเผือด เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะแสร้งบีบน้ำตา “โซเฟีย… โซเฟียทำเพื่อคุณแม่นะคะ! คืนนั้นก่อนที่แดเนียลจะเกิดอุบัติเหตุเรือล่มที่เกาะเฮ เขาแอบไปหาแองเจล่าและรู้ว่าเธอท้อง เขาตั้งใจจะกลับมาบอกคุณแม่เพื่อขอยกเลิกงานแต่งงานกับโซเฟีย… ฮึก… แต่เขาก็ตายเสียก่อน โซเฟียไม่อยากให้คุณแม่ต้องเสียใจซ้ำสองที่มีเด็กที่เป็นตราบาปของครอบครัวเกิดขึ้นมา!”

“ตราบาปงั้นเหรอ?” ฉันแค่นหัวเราะออกมาด้วยความสมเพช “หรือแกกลัวว่าถ้าฉันรู้ว่าแดเนียลมีลูกแท้ ๆ ทรัพย์สินมหาศาลของตระกูลวิลลานูเอวาในภูเก็ตและกรุงเทพฯ จะไม่ตกเป็นของแกที่เป็นม่ายไร้ลูกต่างหาก!”

คำพูดแทงใจดำทำให้โซเฟียหยุดร้องไห้ทันตา แววตาหน้าซื่อใจคดของเธอเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังทันที

“แล้วยังไงคะ?!” โซเฟียเชิดหน้าขึ้นอย่างไร้ยางอาย “ในทางกฎหมาย โซเฟียคือภรรยาที่ถูกต้องตามนิตินัยของแดเนียล! ยายเด็กนั่นมันก็แค่ลูกนอกสมรส ไม่มีสิทธิ์ในกองมรดกอะไรทั้งนั้น! ถ้าคุณแม่รับเด็กนั่นไว้ โซเฟียจะฟ้องร้องขอแบ่งทรัพย์สินในฐานะสะใภ้และทายาทร่วม และจะทำให้เรื่องนี้ฉาวโฉ่ไปทั่วภูเก็ตเลยคอยดู!”

07

ฉันมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งในมหาสมุทร

“แกคิดว่าแกฉลาดมากใช่ไหม โซเฟีย? แกคิดว่าตลอดสามปีที่ผ่านมาที่ฉันยอมให้แกใช้อำนาจในรีสอร์ต เพราะฉันโง่งั้นเหรอ?” ฉันหยิบสมาร์ทโฟนออกมา กดส่งข้อความหาทนายความประจำตระกูลทันที “แกอาจจะลืมไปนะ… ว่าทรัพย์สินทั้งหมดของ ‘อัซซูร์ โคฟ’ และหุ้นในเครือทั้งหมด เป็นชื่อของฉันแต่เพียงผู้เดียวตั้งแต่ก่อนที่แดเนียลจะแต่งงานกับแกด้วยซ้ำ แดเนียลมีเพียงเงินปันผลรายปีเท่านั้น… ซึ่งมันสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่เขาจากไป”

โซเฟียเบิกตากว้างลนลาน “คุณแม่… คุณแม่หมายความว่ายังไง?”

“หมายความว่าแกไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินของฉันแม้แต่เปโซเดียว หรือแม้แต่บาทเดียว!” ฉันก้าวเข้าไปประจันหน้าจนเธอต้องถอยร่น “และเรื่องที่แกจงใจตัดช่องทางการติดต่อ ยึดเงินช่วยเหลือที่แดเนียลเคยแอบส่งให้แองเจล่า จนทำให้แองเจล่าต้องตายเพราะไม่มีเงินรักษาโรคประจำตัว และปล่อยให้หลานสาวของฉันต้องอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ… ฉันจะให้ทนายเช็คบิลแกทุกข้อหา!”

“ไม่นะคุณแม่! คุณแม่ทำแบบนี้กับโซเฟียไม่ได้!” เธอร้องกรีดลานพยายามจะเข้ามาคว้ามือฉัน

“ผู้จัดการบ้าน!” ฉันตวาดเสียงดัง คนสนิทและรักษาความปลอดภัยรีบวิ่งขึ้นมาทันที “ขนเสื้อผ้าและข้าวของของผู้หญิงคนนี้ออกไปจากคฤหาสน์ของฉันให้หมดภายในหนึ่งชั่วโมง! และสั่งห้ามไม่ให้เธอเหยียบเข้ามาในอัซซูร์ โคฟ อีกต่อไป!”

“คุณแม่! คุณแม่ต้องเสียใจที่ทำแบบนี้! ยายเด็กนั่นมันจะพังชีวิตคุณแม่!” โซเฟียถูกบอดี้การ์ดลากตัวออกไปทั้งน้ำตา เสียงกรีดร้องของเธอค่อย ๆ หายไปพร้อมกับความโสมมที่ถูกปัดเป่าออกจากบ้านหลังนี้

08

ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามปรับอารมณ์ให้สงบลง ก่อนจะเดินกลับลงมายังห้องนั่งเล่นชั้นล่าง ลุงโทนี่กำลังนั่งกุมมืออยู่อย่างเจียมตัว โดยมีอิสลานั่งกินขนมเค้กที่คนใช้จัดมาให้อยู่ข้าง ๆ แววตาของแกดูมีความสุขและเริ่มผ่อนคลายขึ้น

ฉันค่อย ๆ เดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ แก ลุงโทนี่รีบขยับตัวจะลุกขึ้นแต่ฉันห้ามไว้

“ลุงโทนี่… ฉันขอโทษ” ฉันเอ่ยน้ำเสียงสั่นเครือ “ยี่สิบสองปีที่ลุงซื่อสัตย์กับครอบครัวเรามา แต่ฉันกลับหูเบาเชื่อคำคนอื่น… และขอบคุณลุงมากนะ ที่ช่วยปกป้องแก้วตาดวงใจของแดเนียลไว้ในวันที่ฉันมืดบอด”

ลุงโทนี่น้ำตาไหลก้มกราบที่ตักของฉัน “ผมขอโทษที่ไม่ได้บอกคุณผู้หญิงตั้งแต่แรกครับ… แต่คุณโซเฟียเธอขู่ขู่ว่าจะไล่ผมออกและจะแจ้งตำรวจจับแองเจล่าข้อหาต้มตุ๋นถ้าเราบอกความจริง… ผมเลยต้องแอบเลี้ยงคุณหนูอิสลาไว้ในห้องพักคนงานเงียบ ๆ มาตลอด”

ฉันลูบหัวชายชราด้วยความซาบซึ้ง “จากนี้ไป ลุงไม่ต้องขับรถแล้วนะ… ลุงอยู่เป็นพ่อบ้านใหญ่ที่นี่ คอยดูแลฉันและหลาน”

ฉันหันไปหาอิสลาที่กำลังมองฉันด้วยดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น ดวงตาที่ครั้งหนึ่งฉันคิดว่าจะไม่มีวันได้เห็นมันอีกตลอดชีวิต ฉันยื่นมือไปลูบแก้มใสของแกเบา ๆ

“อิสลาลูก… อยู่กับย่าที่นี่นะจ๊ะ” ฉันกระซิบเสียงนุ่ม “ต่อไปนี้ หนูจะไม่ต้องใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ไม่ต้องกลัวคนรวยคนไหนอีกแล้ว… เพราะคุณย่าคนนี้ จะใช้อำนาจและเงินทั้งหมดที่มี เพื่อเนรมิตโลกทั้งใบให้เป็นของหนูเอง… ทายาทเพียงคนเดียวของ วิลลานูเอวา!”