Posted in

ชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกแห่งท่าเรือของฟิลิปปินส์ ซื้อภาพวาดเก่าใบหนึ่งบนถนนมากาติ — แต่สิ่งที่ทำให้เขาปั่นป่วนไม่ใช่ภาพนั้น… หากแต่เป็นคำพูดของเด็กสามคน…

ชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกแห่งท่าเรือของฟิลิปปินส์ ซื้อภาพวาดเก่าใบหนึ่งบนถนนมากาติ — แต่สิ่งที่ทำให้เขาปั่นป่วนไม่ใช่ภาพนั้น… หากแต่เป็นคำพูดของเด็กสามคน…

บนถนนที่คับแคบและสว่างไสวใกล้กรีนเบลท์ในมากาติ เด็กชายผอมบางคนหนึ่งดึงแขนเสื้อของชายที่เพิ่งก้าวลงจากรถ SUV สีดำราคาแพงอย่างกะทันหัน

— “คุณลุง… ช่วยซื้อภาพวาดนี้ได้ไหมครับ?”

เสียงของเด็กแหบแห้งและเบาเพราะความหนาว

ลูเซียโน เวอร์การา ไม่ได้หยุดเดิน

ในมะนิลา มีผู้คนมากมายที่เคยคุกเข่าอ้อนวอนเขา

ศัตรูทางธุรกิจ
ตำรวจทุจริต
คนที่มีหนี้ก้อนใหญ่
รวมถึงพวกที่สิ้นหวังจนอยากเอาชีวิตรอด

แต่ลูเซียโนไม่เคยหันกลับไปมองใครทั้งนั้น

ชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกแห่งท่าเรือของฟิลิปปินส์ กำลังเดินท่ามกลางบอดี้การ์ดชุดดำ ใบหน้าของเขาเย็นชาใต้สายฝนยามค่ำคืนของมากาติ

คืนนี้เขามีนัดสำคัญที่ BGC กับวุฒิสมาชิกคนหนึ่ง

ดีลมูลค่าหนึ่งพันล้านเปโซ (ประมาณ 650 ล้าน฿)

ข้อตกลงที่สามารถทำให้บางคนหายไปจากมะนิลาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

แต่ขณะที่เขาเดินผ่านป้ายพักคอยเก่า ๆ ข้างร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง เด็กคนนั้นก็พูดขึ้นอีกครั้ง

— “ได้โปรดครับ… แม่ผมป่วย…”

ฝีเท้าของลูเซียโนชะงักลงทันที

เด็กชายกอดภาพวาดไว้แน่น ราวกับกลัวว่าจะถูกแย่งไป

ใต้หลังคาเล็ก ๆ มีเด็กสามคน

เด็กชายสองคนและเด็กหญิงหนึ่งคน

อายุประมาณห้าขวบ

เสื้อผ้าซีดจาง รองเท้าแตะเกือบขาด

แต่สิ่งที่ลูเซียโนสังเกตเห็นไม่ใช่ความยากจนของพวกเขา

หากแต่เป็นใบหน้า

พวกเขาทั้งสามหน้าตาคล้ายกันมาก

และที่สำคัญที่สุด…

ดวงตาสีอำพันของพวกเขา

ดวงตาที่เขาเคยคิดว่าจะไม่มีวันได้เห็นอีกตลอดชีวิต

ลูเซียโนค่อย ๆ มองภาพวาดในมือเด็กชาย

และโลกทั้งใบเหมือนหยุดนิ่ง

เสียงรถบนถนนอายาลากลายเป็นความเงียบ

ฝนเหมือนหยุดตกกลางคืนของมะนิลา

แม้แต่บอดี้การ์ดด้านหลังก็แข็งค้าง

ในภาพวาดเป็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่างที่มีแสงแดดส่องเข้ามา

ผมสีน้ำตาลยาวถูกรวบไว้อย่างหลวม ๆ

ดวงตายิ้มอย่างมีความสุขลึกลับ

ที่คอมีสร้อยเงินรูปพระจันทร์เสี้ยว

หน้าอกของลูเซียโนแน่นขึ้นทันที

เพราะเขารู้จักผู้หญิงคนนั้น

ไม่ใช่แค่รู้จัก

แต่เคยรักเธอมากกว่าชีวิตตัวเอง

อาลินา เรเยส

ผู้หญิงที่เขาเชื่อว่าตายไปแล้วเมื่อหกปีก่อนจากเหตุเรือล่มที่เซบู

วันนั้น เขาเป็นคนยืนยันแหวนแต่งงานที่ถูกกู้ขึ้นมาจากทะเลด้วยตัวเอง

จนถึงตอนนี้ เขายังจำกลิ่นเกลือทะเลในซากเรือได้

และความรู้สึกในวันที่เขายืนอยู่ที่สุสานในเกซอนซิตี้ มองโลงศพถูกหย่อนลงดิน

ตลอดหกปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยเอ่ยชื่อ “อาลินา” อีกเลย

ไม่มีใครในองค์กรกล้าพูดถึงเธอ

เพราะทุกคนรู้ดี…

อาลินาคือจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของเขา

— “บอส…”

มาเทโอ มือขวาของลูเซียโนเรียกเบา ๆ

— “เราจะสายแล้วครับ”

ลูเซียโนไม่ตอบ

สายตายังคงจับอยู่ที่ภาพวาด

เด็กชายคนเล็กพูดเสียงเบา

— “คุณแม่เป็นคนวาดครับ…”

ลูเซียโนคุกเข่าลงช้า ๆ ต่อหน้าเด็กทั้งสาม

— “ใครสอนแม่พวกหนูวาดรูป?”

เด็กหญิงกอดผ้าพันคอเก่าแน่นแล้วตอบ

— “ไม่มีค่ะ”

— “แม่เคยเรียนที่เซบูไหม?”

เด็กทั้งสามมองหน้าเขาพร้อมกัน

ดวงตาเริ่มระวังตัว

เด็กชายคนโตดึงน้อง ๆ ถอยหลังทันที

— “แม่บอกว่า ห้ามคุยกับคนแปลกหน้า”

มาเทโอขมวดคิ้วเล็กน้อย

เด็กพวกนี้กล้าหาญเกินไป

พวกเขากล้าสบตาลูเซียโน เวอร์การา โดยไม่ร้องไห้

ชายที่แม้แต่พวกอาชญากรในท่าเรือมะนิลา ยังต้องหวาดกลัว

ลูเซียโนถามอีกครั้งอย่างช้า ๆ

— “แม่พวกหนูชื่ออะไร?”

ความเงียบปกคลุม

สักครู่ เด็กหญิงตอบเสียงเบา

— “อาลินา…”

ลูเซียโนกำมือแน่น

— “นามสกุลล่ะ?”

— “เรเยส…”

มาเทโอชะงัก

แม้แต่บอดี้การ์ดคนหนึ่งก็เอามือแตะในสูททันที ราวกับเตรียมพร้อม

เพราะพวกเขารู้จักชื่อนี้ดี

บรรยากาศใต้ที่พักคอยหนักอึ้งลงทันที

ลูเซียโนจ้องเด็กทั้งสามนาน

ก่อนจะถามเสียงแหบ

— “พวกหนูอายุเท่าไหร่?”

— “ห้าขวบค่ะ”

ห้าขวบ

ความคิดของลูเซียโนเริ่มปั่นป่วน

อาลินาหายไปเมื่อหกปีก่อน

เด็กพวกนี้อายุห้าขวบ

ทุกอย่างเริ่มสับสนในหัวของเขา

เขานึกถึงคืนสุดท้ายที่อยู่กับอาลินาที่เซบู

เธอร้องไห้อย่างหนักในคืนที่เขากำลังเตรียมเข้าสู่สงครามกับตระกูลมาเฟียในดาเวา

เธอจับมือเขาแน่นแล้วถาม

— “ถ้าฉันหายไป… คุณจะตามหาฉันไหม?”

ตอนนั้นเขาคิดว่าเธอแค่งอน

ไม่คิดเลยว่าเช้าวันถัดมา เรือจะล่มลง

และเธอจะหายไปจากชีวิตเขานานหกปี

ลูเซียโนหายใจลึก

แล้วหยิบเงินทั้งหมดในกระเป๋าเงินออกมาใส่มือเด็กชาย

เงินจำนวนมากจนเด็กทั้งสามตกใจ

— “ฉันจะซื้อภาพวาดนี้”

— “แล้วพาฉันไปหาแม่พวกหนู”

เด็กชายกอดเงินแน่นด้วยความระแวง

— “คุณเป็นใครครับ?”

ลูเซียโนเงียบไปครู่หนึ่ง

ก่อนจะถามเสียงเบา

— “แม่พวกหนูเคยพูดถึงคนชื่อ ‘ลูเซียโน’ ไหม?”

ในวินาทีนั้น—

เด็กทั้งสามหน้าซีดพร้อมกัน

เด็กหญิงถอยหลังด้วยความกลัว

เด็กชายคนโตกอดภาพวาดแน่นจนมือสั่น

— “แม่บอกว่า…”

เสียงเขาสั่น

— “ถ้าวันไหนเราเจอคนชื่อ ลูเซียโน เวอร์การา…”

เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ

ดวงตาแดงก่ำด้วยความหวาดกลัว

— “…ให้รีบหนีทันที”

บรรยากาศใต้ที่พักคอยผู้โดยสารอันซอมซ่อบนถนนมากาติเงียบสนิทลงทันตา มีเพียงเสียงสายฝนยามค่ำคืนที่ตกลงกระทบหลังคาสังกะสีเก่า ๆ ดังก้องกังวานประหนึ่งเสียงกลองรบ

คำพูดของเด็กชายวัยห้าขวบเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของลูเซียโน เวอร์การา ราชาแห่งท่าเรือผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใดในปฐพี หัวใจของเขาชาหนึบจนแทบจะหยุดเต้น ดั่งถูกแช่แข็งไว้ในห้วงเวลาอันเจ็บปวด

“…ให้รีบหนีทันที”

ประโยคนั้นยังคงดังก้องซ้ำ ๆ ในโสตประสาท

เด็กทั้งสามคนก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ดวงตาสีอำพันที่เหมือนกับเขาไม่มีผิดเพี้ยนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและระแวดระวัง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับอสูรร้ายที่มารดาของพวกตนเคยเตือนไว้ในนิทานก่อนนอน

มาเทโอมือขวาคนสนิทและเหล่าบอดี้การ์ดต่างสบตากันด้วยความเลิกลัก ปืนในสาบสูทที่พร้อมชักออกมาทุกเมื่อกลับกลายเป็นสิ่งไร้ค่าในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีใครกล้าขยับตัว แม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังต้องกักเก็บไว้

ลูเซียโนไม่ได้โกรธ… แต่เขากำลังแตกสลาย

หกปีที่ผ่านมา เขาคิดว่าเธอจากไปเพราะอุบัติเหตุ คิดว่าทะเลคร่าชีวิตผู้หญิงที่เขาตัดใจสละได้แม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง แต่ความจริงในตอนนี้กลับกรีดลึกยิ่งกว่า… อาลินาไม่ได้ตาย เธอยังมีชีวิตอยู่ และเธอกำลังหนีจากเขา หนีไปพร้อมกับสายเลือดของเขาถึงสามคน

เธอกลัวเขา… กลัวจนต้องสอนให้ลูก ๆ หนีไปให้ไกลที่สุดหากได้ยินชื่อของลูเซียโน เวอร์การา

ชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกมืดค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้า ๆ ความเย็นชาที่เคยเคลือบฉาบใบหน้ามลายหายไปสิ้น เหลือเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดล้ำลึกและคุกรุ่นไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า

เขาหันไปหามาเทโอ สั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดแต่แฝงไปด้วยความสั่นเครือเล็กน้อย

“ต่อสายหาวุฒิสมาชิก… บอกเขาว่าดีลพันล้านคืนนี้ยกเลิก”

“บอสครับ? แต่ว่าวุฒิสมาชิกคนนั้น…” มาเทโออุทานด้วยความตกใจ ดีลนี้คือไฟเขียวในการคุมสัมปทานท่าเรือทั้งหมดในฟิลิปปินส์

“ฉันไม่สน!” ลูเซียโนตวาดกร้าว สายตาไม่ละไปจากเด็กทั้งสาม “ต่อให้ต้องสูญเสียทุกอย่างในมะนิลาก็ช่างมัน… ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าฉันอีกแล้ว”

เขากลับมามองเด็กน้อยทั้งสามที่กำลังกอดกันกลมด้วยความกลัว ลูเซียโนย่อตัวลงอีกครั้ง พยายามปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้温柔 (อ่อนโยน) ที่สุดเท่าที่มาเฟียคนหนึ่งจะทำได้ในชีวิต

“พวกหนูฟังลุงนะ…” เขากล่าวพลางถอดเสื้อสูทตัวนอกราคาแพงระยับออก แล้วคลุมลงบนร่างเล็ก ๆ ของเด็กทั้งสามเพื่อบดบังความหนาวเหน็บจากสายฝน “ลุงไม่ใช่คนใจร้าย… และลุงจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายแม่ของพวกหนูอีกแล้ว”

เขายื่นมืออันสั่นเทาไปลูบหัวเด็กชายคนโตเบา ๆ

“พาพ่อ… ไปหาแม่เถอะนะ”

คำว่า “พ่อ” ที่หลุดออกมาจากปากของราชาแห่งท่าเรือทำเอาบอดี้การ์ดทุกคนถึงกับลอบกลืนน้ำลาย ความลับเมื่อหกปีก่อนเริ่มกระจ่างชัด อาลินาหนีไปไม่ใช่เพราะเกลียดเขา แต่เพราะเธอรู้ดีว่าโลกมืดของลูเซียโนในตอนนั้นอันตรายเกินกว่าจะให้ลูกแฝดทั้งสามคนเติบโตขึ้นมาได้ เธอจึงยอมแกล้งตายเพื่อปกป้องพยานรักของพวกเขา

เด็กชายคนโตมองสบตาชายตรงหน้า แม้จะมีความหวาดกลัว แต่ดวงตาสีอำพันคู่นั้นกลับเห็นความจริงใจและหยาดน้ำตาที่คลอเบ้าของชายผู้น่าเกรงขาม เด็กน้อยพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะยอมจับมือหนาที่ยื่นมาให้

ค่ำคืนอันมืดมิดและหนาวเหน็บของค่ำคืนในมากาติ กำลังจะสิ้นสุดลง…

ลูเซียโนอุ้มเด็กหญิงคนเล็กขึ้นมาแนบอ้อมอก ขณะที่มืออีกข้างจูงเด็กชายทั้งสองคน มุ่งหน้าไปยังรถ SUV สีดำที่จอดรออยู่ ชายผู้เคยบงการชีวิตคนนับพันในโลกแห่งท่าเรือบัดนี้รู้แล้วว่า เป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตของเขาไม่ใช่เงินพันล้านหรืออำนาจล้นฟ้า

แต่คือการตามง้อผู้หญิงคนเดียวที่เขาเคยรักสุดหัวใจ และทำทุกวิถีทางเพื่อเปลี่ยนคำสั่งเสียที่ว่า “ให้รีบหนีทันที” ให้กลายเป็น “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน” ให้ได้!