ฉันตั้งครรภ์ได้เก้าเดือน ตอนที่สามีพยายามฆ่าฉันเพื่อหวังเงินประกันมูลค่าหลายร้อยล้านบาท… ในวันงานศพของฉัน เขายืนยิ้มเคียงข้างชู้รัก แต่ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่า… ฉันยังมีชีวิตอยู่ และฉันจะเป็นคนทำลายทุกอย่างที่พวกเขาสร้างขึ้นด้วยตัวเอง!**
เขาคิดว่า…
แค่ผลักฉันครั้งเดียว ทุกอย่างก็จะจบ
เขาคิดว่า…
ฉันกับลูกในท้องจะจากโลกนี้ไปพร้อมกัน
แต่เขาไม่รู้เลยว่า…
ปาฏิหาริย์ยังรออยู่ที่ก้นเหว
และนับจากวันนั้น…
ฉันจะไม่กลับไปในฐานะภรรยาของเขาอีก
แต่จะกลับไปในฐานะฝันร้ายที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตของเขา
ฉันชื่อ **เซเลสเต้**
และนี่คือเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง… หลังจากถูกโลกประกาศว่าตายไปแล้ว
หนึ่งสัปดาห์ก่อนกำหนดคลอด
โรมัน สามีของฉัน ชวนฉันไปพักผ่อนที่รีสอร์ตส่วนตัวบนภูเขาในจังหวัดเชียงใหม่
เขาบอกว่าเป็น **Babymoon**
ทริปสุดท้ายของเราสองคนก่อนที่ลูกจะลืมตาดูโลก
ฉันไม่เคยสงสัยเลย
ฉันเชื่อสุดหัวใจว่า…
เขาแค่อยากสร้างความทรงจำดี ๆ ให้ครอบครัวของเรา
บ่ายวันหนึ่ง
เขาพาฉันไปยังจุดชมวิวริมหน้าผาสูง
ลมหนาวพัดแรง
หมอกหนาทึบ
รอบตัวแทบไม่มีนักท่องเที่ยว
“ที่รัก…”
“ถอยอีกนิดสิ”
“วิวจะสวยกว่านี้”
ฉันยิ้มอย่างมีความสุข
มือหนึ่งลูบท้องที่กำลังอุ้มชีวิตน้อย ๆ เอาไว้
ฉันก้าวถอยหลังอีกก้าว
แล้วในเสี้ยววินาที…
ฉันรู้สึกถึงแรงผลักอย่างรุนแรงที่หน้าอก
ไม่ใช่อ้อมกอด
ไม่ใช่การประคอง
แต่เป็นแรงผลักที่เต็มไปด้วยเจตนาจะพรากชีวิต
ร่างของฉันเสียหลัก
ก่อนจะร่วงลงสู่เหวลึก
ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็น…
คือรอยยิ้มเย็นชาของโรมัน
ราวกับเขารอคอยช่วงเวลานี้มานาน
เขาคิดว่าฉันตายแล้ว
แต่โชคชะตายังไม่ยอมให้ฉันจากไป
ร่างของฉันตกลงบนกิ่งไม้และโขดหินที่ช่วยลดแรงกระแทก
ฉันหายใจแทบไม่ออก
ขาหัก
ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล
และในขณะที่กำลังต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด…
น้ำคร่ำก็แตก
ฉันอยู่เพียงลำพัง
เจ็บปวด
ไร้คนช่วยเหลือ
และการคลอดลูกก็เริ่มต้นขึ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น
เจ้าหน้าที่กู้ภัยสูงวัยคนหนึ่งซึ่งกำลังลาดตระเวนในพื้นที่ภูเขาได้พบเรา
เขาไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
สิ่งที่เขาเห็นมีเพียง…
แม่คนหนึ่งที่กำลังปกป้องชีวิตของลูกอย่างสุดกำลัง
เขารีบนำเราส่งโรงพยาบาลเล็ก ๆ ในอำเภอใกล้เคียง
และที่นั่น…
ฉันเริ่มรักษาตัวอย่างเงียบ ๆ
หนึ่งเดือนผ่านไป
ระหว่างพักฟื้น
ฉันเห็นภาพตัวเองในข่าว
ทุกคนเชื่อว่าฉันเสียชีวิตแล้ว
สื่อรายงานว่าเป็นอุบัติเหตุตกหน้าผา
เนื่องจากไม่พบร่าง
คดีจึงถูกปิดอย่างเป็นทางการ
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจฉันแทบหยุดเต้น
คือการได้รู้ว่า
หลังจากฉันถูกประกาศว่าเสียชีวิต
กรมธรรม์ประกันชีวิตวงเงินมหาศาลมูลค่าหลายร้อยล้านบาท
ถูกยื่นขอรับเงินทันที
และผู้รับผลประโยชน์เพียงคนเดียว…

ก็คือสามีของฉัน
วันนี้…
คือวันงานศพของฉันเอง
วันนี้… คือวันงานศพของฉันเอง
วันที่หีบศพเปล่าถูกประดับด้วยดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ วันที่ทุกคนร่ำไห้ไว้อาลัยให้แก่ความโฉดเขลาของอุบัติเหตุ… และเป็นวันที่สามีสารเลวของฉันกำลังเสวยสุขบนกองเงินที่แลกมาด้วยชีวิตของฉันและลูก
ฉันสวมวิกผมสีดำสนิท แว่นตากรอบหนา และชุดสีดำเรียบ ๆ ปะปนอยู่ท่ามกลางแขกเหรื่อนับร้อยในศาลาวัดใหญ่ใจกลางกรุง ไม่มีใครจำฉันได้ ร่างกายที่เคยซูบซีดบัดนี้ถูกเติมเต็มด้วยความแค้น ผิวพรรณที่เคยซูบผอมได้รับการฟื้นฟูจนดูแปลกตา และที่สำคัญที่สุด… หัวใจของฉันมันตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ร่วงลงจากหน้าผา
ฉันกวาดสายตามองไปยังหน้าเวที
โรมัน ยืนอยู่ตรงนั้น ในชุดสูทสากลสีดำคัตติ้งเนี้ยบ ใบหน้าของเขาดูโศกเศร้าอย่างแนบเนียน เขายกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาที่หางตาเป็นระยะพลางกล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน แต่สายตาของฉันไม่ได้หยุดที่เขา… มันเลื่อนไปจับจ้องหญิงสาวที่ยืนเยื้องอยู่ข้างหลังเขาเล็กน้อย
“พิมพ์พิศา” เลขาส่วนตัวของเขา… หรือพูดให้ถูกคือ ชู้รักที่เขากลบซ่อนไว้
เธอกำลังส่งสายตาเห็นอกเห็นใจให้โรมันต่อหน้าสื่อมวลชน แต่ในจังหวะที่คนอื่นไม่ได้สนใจ ฉันเห็นมือของทั้งคู่แอบเกี่ยวก้อยกันอย่างแนบเนียนใต้ชายเสื้อสูท รอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากของพิมพ์พิศามันฟ้องชัดว่าเธอกำลังนับถอยหลังรอวันที่จะได้เป็นคุณนายคนใหม่ของคฤหาสน์ร้อยล้าน
‘หัวเราะให้พอ… เพราะนี่จะเป็นวันสุดท้ายที่พวกแกจะได้ยิ้ม’ ฉันคิดในใจ มือที่กำสายกระเป๋าถือแน่นจนข้อขาว
ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟูมฟาย ไม่ได้มาเพื่อประกาศให้โลกสู้รู้ว่าฉันยังไม่ตาย… เพราะการเปิดตัวแบบนั้นมันง่ายเกินไป คนอย่างโรมันมีทั้งเงินและอิทธิพล ถ้าฉันเดินไปชี้หน้าเขาตอนนี้ คดีอาจถูกบิดเบือน หรือฉันอาจจะถูกเก็บเป็นหนที่สอง
การแก้แค้นที่เจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่การเดินไปตบหน้า… แต่คือการกระชากทุกอย่างที่มันรักมาไว้ในมือ แล้วปล่อยให้มันค่อย ๆ ตกลงสู่ขุมนรกช้า ๆ เหมือนที่มันทำกับฉัน
ฉันเดินเลี่ยงออกมาจากศาลา มุ่งหน้าไปยังรถตู้สีดำติดฟิล์มทึบที่จอดอยู่ท้ายวัด ทันทีที่ประตูสไลด์เปิดออก ความแค้นทั้งหมดในอกก็มลายหายไป สันชาตญาณความเป็นแม่เข้าแทนที่เมื่อเห็นร่างทารกน้อยวัยหนึ่งเดือนเศษกำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ในเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก
“คาร์เตอร์” ลูกชายของฉัน… ปาฏิหาริย์เดียวที่รอดชีวิตมาจากก้นเหว
“คุณเซเลสเต้ครับ ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมครับ?” อัศวิน ทนายความหนุ่มฝีมือดีซึ่งเป็นเพื่อนสนิทสมัยเรียนของฉันเอ่ยถามจากเบาะคนขับ เขาคือคนเดียวที่ฉันติดต่อหาหลังจากฟื้นขึ้นมา และเป็นคนลอบจัดการเรื่องเงินเก็บส่วนตัวรวมถึงที่พักลับให้ฉัน
“เรียบร้อยดีค่ะอัศวิน… พวกเขากำลังมีความสุขกันมากเลยล่ะ” ฉันตอบพลางเอื้อมมือไปลูบแก้มใสของลูกน้อยเบา ๆ “ห้าแสนล้านบาทจากบริษัทประกัน… โรมันคงคิดว่าเงินก้อนนั้นจะเปลี่ยนชีวิตเขาได้”
“ผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินและหลักฐานการโอนเงินของโรมันกับพิมพ์พิศาในช่วงสามเดือนก่อนเกิดเหตุเรียบร้อยแล้วครับ” อัศวินยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้ฉัน “พวกเขาวางแผนเรื่องนี้มานาน เงินประกันถูกตั้งใจเปลี่ยนชื่อผู้รับผลประโยชน์เป็นโรมันเพียงคนเดียวล่วงหน้าแค่หนึ่งเดือน และที่สำคัญ… บริษัทประกันเพิ่งอนุมัติเช็คเงินสดก้อนแรกแล้ว จะมีการส่งมอบในอีกสามวันข้างหน้า”
ฉันรับซองเอกสารมาเปิดดู รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นบนใบหน้า
“ดี… ปล่อยให้เขาได้เช็คก้อนนั้นไป ปล่อยให้เขาเอาเงินไปลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เขาอยากได้” ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียม “ฉันจะรอให้เขาใช้เงินก้อนนั้นสร้าง ‘ปราสาทในฝัน’ ของเขากับชู้รักจนเสร็จ… แล้วฉันจะเป็นคนจุดไฟเผามันให้วอดวายด้วยมือของฉันเอง”
ฉันหันไปมองภาพงานศพผ่านกระจกหน้ารถเป็นครั้งสุดท้าย
โรมัน… แกคิดว่าแกชนะแล้วใช่ไหม? แกคิดว่าเมียที่โง่เขลาคนนี้กลายเป็นขี้เถ้าไปแล้วใช่ไหม?
สนุกให้เต็มที่… เสพสุขบนเงินสกปรกนั่นให้พอ เพราะนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ทุกย่างก้าวของแกจะถูกจับตามอง ทุกความสำเร็จของแกจะถูกบันทึกไว้ในบัญชีหนี้แค้น และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม…
ฉัน… เซเลสเต้ คนที่แกคิดว่าฆ่าไปแล้ว จะกลับมาทวงทุกอย่างคืน พร้อมกับดอกเบี้ยที่แกต้องจ่ายด้วยชีวิต!