Posted in

ในช่วงหนึ่งเดือนที่ภรรยาของผมต้องพักฟื้นหลังคลอด เพียงเพราะซุปไก่ต้มมะละกอเขียวหนึ่งชาม แม่ของผมตบหน้าภรรยาต่อหน้าคนทั้งครอบครัวถึงสองครั้ง ผมพูดได้เพียงประโยคเดียวว่า

ในช่วงหนึ่งเดือนที่ภรรยาของผมต้องพักฟื้นหลังคลอด เพียงเพราะซุปไก่ต้มมะละกอเขียวหนึ่งชาม แม่ของผมตบหน้าภรรยาต่อหน้าคนทั้งครอบครัวถึงสองครั้ง ผมพูดได้เพียงประโยคเดียวว่า

“แม่ของคุณนะ…”

แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองปี ประตูบ้านของครอบครัวอดีตภรรยาผมเปิดออกอีกครั้ง คนแรกที่คุกเข่าทรุดลงกับพื้นกลับเป็น…แม่แท้ ๆ ของผมเอง

สิบวันหลังจากภรรยาของผมคลอดลูก

ทั้งหมดเริ่มต้นจากซุปไก่ต้มกับมะละกอเขียวเพียงชามเดียว…

แม่ของผมตบหน้าเธอสองครั้งต่อหน้าผม

ส่วนผม…

ผมเองคือคนที่ทำลายความหวังสุดท้ายในแววตาของภรรยา ด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว

สองปีหลังจากที่เราหย่ากัน…

แม่ของผมยืนกรานว่าจะขอพบหลานสาว

เมื่อประตูบ้านของอดีตแม่ยายเปิดออกในที่สุด…

วันนั้นเอง แม่ของผมจึงเข้าใจว่า

เสียงตบหน้าอาจดังเพียงไม่กี่วินาที…

แต่บาดแผลที่มันทิ้งไว้…

อาจอยู่ไปตลอดชีวิต

หนึ่งปีก่อนเกิดเหตุการณ์ทั้งหมด…

ผมเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของโชว์รูมรถยนต์รายใหญ่ในเมืองเซบู

มีรายได้ประมาณ 70,000 เปโซฟิลิปปินส์ ต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 42,000 บาทไทย

ส่วนภรรยาของผม แองเจลา เรเยส เป็นครูโรงเรียนอนุบาลเอกชน

เธอมีเงินเดือนเพียง 18,000 เปโซฟิลิปปินส์ ต่อเดือน หรือประมาณ 10,800 บาทไทย

แม้รายได้ของเธอจะไม่มาก…

แต่เธอคือผู้หญิงที่ร่าเริงที่สุดเท่าที่ผมเคยพบ

ยิ้มเก่ง

อ่อนโยน

และรักครอบครัวมาก

ส่วนแม่ของผม โรซา ซานโตส เป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าที่เกษียณแล้ว

ผมสูญเสียพ่อไปตั้งแต่ยังเด็ก

แม่เลี้ยงผมเพียงลำพัง

เธอรับจ้างทำทุกอย่างเพื่อส่งเสียให้ผมเรียนจนจบ

เพราะเหตุนี้…

ผมจึงเติบโตมาพร้อมกับความเชื่อว่า

แม่ไม่มีวันทำอะไรผิด

เมื่อแม่พูด…

ผมไม่เคยเถียง

เมื่อแม่สั่ง…

ผมก็ทำตามทันที

ตอนที่แองเจลาตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือน

แม่เดินทางจากเกาะโบโฮลมายังเมืองเซบู

“เดี๋ยวแม่จะเป็นคนดูแลเธอหลังคลอดเอง”

“ไม่ต้องจ้างพี่เลี้ยงหรอก”

แองเจลาเงียบไป

แต่คืนนั้น…

เธอถามผมเบา ๆ

“เราจ้างผู้ช่วยดูแลคุณแม่หลังคลอดแทนได้ไหม”

“ฉันรู้สึกว่าความคิดของฉันกับคุณแม่ไม่ค่อยเหมือนกัน”

ผมเพียงยิ้ม

“ไม่ต้องกังวลนะ”

“แม่ใจดี”

“แค่ค่อนข้างเข้มงวดนิดหน่อย”

“ไม่มีแม่คนไหนคิดทำร้ายลูกสะใภ้หรอก”

แองเจลาถอนหายใจเบา ๆ

ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่า…

บางที…

เธออาจลางสังหรณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้ว

เธอคลอดลูกสาวของเราอย่างปลอดภัย

ผมมีความสุขมาก

แม่ของผมก็มีความสุขไม่แพ้กัน

แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น…

ทุกอย่างก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป

ไม่ว่าแองเจลาจะทำอะไร…

แม่ก็จะมีความเห็นเสมอ

จะกินอะไร

จะดื่มอะไร

ให้นมลูกนานแค่ไหน

จะอุ้มลูกอย่างไร

แม้แต่เวลานอน…

แม่ก็ยังเข้ามายุ่ง

ถ้าแองเจลาทำไม่ตรงกับที่แม่คิด…

แม่ก็จะดุทันที

“สมัยแม่…”

“ไม่มีหมอคนไหนมาคอยบอกว่าต้องทำยังไง”

“แต่แม่ก็เลี้ยงลูกทุกคนจนโตได้ดี”

แองเจลาไม่เคยเถียง

ส่วนผม…

ก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติของแม่สามีกับลูกสะใภ้

ขอแค่ในบ้านยังสงบก็พอ

ผมไม่รู้เลยว่า…

หัวใจของภรรยาผมกำลังแตกสลายลงทีละน้อย

เช้าวันที่สิบหลังคลอด

แม่ตื่นแต่เช้าไปตลาด

ซื้อไก่สดหนึ่งตัวกับมะละกอเขียวสองลูก

ใช้เวลาตุ๋นซุปเกือบสี่ชั่วโมง

ทั้งบ้านหอมกลิ่นต้มไก่

แม่อารมณ์ดีมาก

“ซุปแบบนี้ช่วยเพิ่มน้ำนม”

“คนเพิ่งคลอดต้องกินให้หมด”

ตอนนั้นแองเจลาเพิ่งให้นมลูกเสร็จ

เธอเหนื่อยมาก

แม่ยกชามซุปร้อน ๆ ใบใหญ่มาวางตรงหน้า

“เอ้า กินให้หมดนะ”

“ในครัวยังมีอีกหม้อ”

แองเจลามองชั้นไขมันหนาที่ลอยอยู่บนผิวน้ำซุป

แล้วส่ายหน้าเบา ๆ

“คุณแม่คะ…”

“คุณหมอบอกว่า…”

“ช่วงนี้หนูควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมาก”

“กลัวว่าจะทำให้เต้านมคัดหนักกว่าเดิม…”

เธอยังพูดไม่ทันจบ

แม่ของผมก็เดินเข้ามาทันที

เพียะ!

ฝ่ามือฟาดลงบนแก้มซ้ายของแองเจลาอย่างแรง

เธอชะงักไป

ยังไม่ทันได้ตั้งตัว

เพียะ!

อีกหนึ่งฝ่ามือตบลงบนแก้มขวา

และในจังหวะนั้นเอง…

ผมก็เปิดประตูห้องเข้ามาพอดี

ภาพแรกที่ผมเห็น…

คือภรรยาที่น้ำตาคลอเบ้า กอดลูกน้อยแรกเกิดของเราไว้แน่น

ภาพตรงหน้าทำให้ผมแข็งทื่อ แองเจลาร้องไห้จนตัวโยน แก้มทั้งสองข้างขึ้นรอยนิ้วมือสีแดงฉาน แม่ของผมยืนหายใจหอบชี้หน้าเธอด้วยความโกรธจัด

“ฉันอุตส่าห์ตื่นตีสี่ไปตลาด ตุ๋นให้กินเพื่อหลาน แต่แกกลับเอาเรื่องหมอเรื่องตำรามาอ้าง! ไม่รู้จักบุญคุณคน!” แม่ตะโกนลั่น

แองเจลาเงยหน้าขึ้นมองผม แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและร้องขอความยุติธรรม เธอหวังว่าผม—ผู้เป็นสามี—จะปกป้องเธอในวินาทีที่เธอเปราะบางที่สุดหลังคลอด

แต่ภาพความลำบากของแม่ที่เลี้ยงผมมาตามลำพัง ภาพแม่ที่ยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อส่งผมเรียน มันแล่นเข้ามาในหัวบดบังเหตุผลทุกอย่าง ผมกลืนน้ำลายลงคออันแห้งผาก ก่อนจะหันไปหาแองเจลาแล้วพูดประโยคเดียวที่ทำลายทุกสิ่งลงอย่างราบคาบ:

“แม่ของคุณนะ… ท่านหวังดี แองเจลา เธอแค่อดทนและกินๆ ไปเถอะ อย่าทำให้เรื่องมันใหญ่โตเลย”

คำพูดนั้นเหมือนลิ่มที่ตอกลิ่มสุดท้ายลงบนหัวใจของเธอ แองเจลาไม่ได้ร้องไห้โวยวายอีกต่อไป แววตาของเธอเปลี่ยนจากความเจ็บปวดเป็นความว่างเปล่าไร้ความรู้สึก เธอสบตาผมเนิ่นนาน… นานจนผมเริ่มรู้สึกกลัว

วันรุ่งขึ้นในตอนที่ผมออกไปทำงาน แองเจลาหอบลูกน้อยและกระเป๋าเสื้อผ้าใบเดียวจากไป เธอทิ้งหนังสือหย่าที่ลงชื่อไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมข้อความสั้นๆ: “ความกตัญญูของคุณคือสิ่งที่ดี แต่ความขลาดกลัวของคุณได้ฆ่าครอบครัวของเราไปแล้ว”

หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวที่เกาะโบฮอล ตัดขาดการติดต่อจากผมทุกช่องทาง

2 ปีต่อมา…

ตลอดสองปีที่ผ่านมา บ้านของเราเงียบเหงาลงเรื่อยๆ แม่ของผมเริ่มแก่ตัวลงและสุขภาพไม่ดี ส่วนผมจมอยู่กับความรู้สึกผิดจนแทบเป็นบ้า ภาพแววตาสุดท้ายของแองเจลายังคงตามหลอกหลอนผมทุกคืน จนในที่สุด แม่ทนเห็นผมซึมเศร้าต่อไปไม่ไหว ประกอบกับความกระตวนกระวายที่อยากเจอหลานสาวแท้ๆ แม่จึงยอมเป็นฝ่ายเอ่ยปาก: “พาแม่ไปหาหนูแองเจลากับหลานเถอะ แม่จะไปคุยให้รู้เรื่อง”

เราเดินทางข้ามเกาะมายังบ้านเกิดของแองเจลาที่โบฮอล เมื่อมาถึงหน้าบ้านหลังเล็กที่ร่มรื่น ผมสูดหายใจลึกก่อนจะเคาะประตู

แกร๊ก…

ประตูเปิดออก อดีตแม่ยายของผมเป็นคนเปิด เธอไม่ได้มีสีหน้าโกรธเคือง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเย็นชาและเวทนา ทันทีที่ประตูกว้างออก ภาพข้างในบ้านก็ปรากฏสู่สายตา

แองเจลานั่งอยู่บนเก้าอี้โยก เธอยังคงดูอ่อนโยนและงดงามเหมือนเดิม ข้างๆ เธอมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังคุกเข่าพยายามช่วยใส่รองเท้าให้เด็กหญิงตัวน้อยวัยสองขวบที่กำลังหัวเราะร่าเริง เด็กน้อยหน้าตาเหมือนผมราวกับพิมพ์เดียวกัน แต่เธอกลับเรียกชายคนนั้นว่า “แด๊ดดี้” ด้วยน้ำเสียงสดใส

และสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้พวกเราทุกคนต้องหยุดหายใจ… คือที่ขาขวาของแองเจลา มีขาเทียมโลหะสวมอยู่

อดีตแม่ยายมองพวกเราแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าบาดลึก:

“วันนั้น… หลังจากที่พวกเธอไล่ลูกสาวฉันกลับมา แองเจลาอยู่ในภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอย่างรุนแรง เธอไม่มีนมให้ลูกเพราะความเครียด คืนหนึ่งในขณะที่เธอเหม่อลอย เดินไปชงนมให้ลูกกลางดึก เธอวูบหมดสติและพลัดตกจากบันไดบ้าน ขาของเธอหักและติดเชื้อรุนแรงจนต้องตัดทิ้ง… ในตอนที่เธอเจ็บปวดที่สุด เจียนตายที่สุด พวกเธออยู่ที่ไหนกัน?”

คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางหัวของแม่ผม

ความจริงอันโหดร้ายพุ่งเข้าใส่คนเป็นแม่ที่ทิฐิสูงมาตลอดชีวิต แม่ของผมทรุดฮวบลงกับพื้น คุกเข่าต่อหน้าประตูบ้านหลังนั้นทันที น้ำตาของแม่ไหลพราก แม่ทุบอกตัวเองและร้องไห้โฮออกมาด้วยความสำนึกผิดช้าเกินไป

“แองเจลา… แม่ขอโทษ… แม่ผิดไปแล้ว…” แม่คร่ำครวญ ร่างกายสั่นเทาด้วยความอับอายและเสียใจอย่างที่สุด

แองเจลาค่อยๆ หันมามอง เธอยิ้มให้แม่ผม—มันเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนเหมือนวันแรกที่ผมตกหลุมรักเธอ แต่เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งเยื่อใยใดๆ อีกต่อไป

เธอไม่ได้เดินเข้ามาหา ไม่ได้ด่าทอ และไม่ได้ซ้ำเติม เธอกอดลูกสาวเอาไว้แน่น ชายหนุ่มข้างกายเธอเดินมาปิดประตูบ้านลงอย่างช้าๆ

ปัง…

เสียงประตูเปิดออกอีกครั้งในรอบสองปี แต่คราวนี้มันปิดลง… และปิดตายตลอดกาล

ผมพยุงแม่ที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาจากพื้น ในที่สุดผมก็เข้าใจแล้วว่า ความกตัญญูที่ปราศจากความถูกต้องและการปกป้องคนที่รัก มันไม่ได้ช่วยรักษาอะไรไว้เลย เสียงตบหน้าในวันนั้นอาจดังเพียงไม่กี่วินาที แต่มันได้ทำลายชีวิตของภรรยาผม ทำลายครอบครัวของเรา และทิ้งบาดแผลดั่งตราบาปไว้ในใจของผมกับแม่… ไปจนวันตาย