Posted in

แม่บ้านคนหนึ่งซ่อนลูกน้อยของเธอไว้ในคฤหาสน์ของมหาเศรษฐีเพื่อไม่ให้ถูกไล่ออก—แต่เพียงสิบ นาทีต่อมา เธอเปิด “ประตูต้องห้าม”… และแทบหยุดหายใจ

แม่บ้านคนหนึ่งซ่อนลูกน้อยของเธอไว้ในคฤหาสน์ของมหาเศรษฐีเพื่อไม่ให้ถูกไล่ออก—แต่เพียงสิบ นาทีต่อมา เธอเปิด “ประตูต้องห้าม”… และแทบหยุดหายใจ

ตอนที่ 1

ตู้เก็บของว่างเปล่า

ตลอดหนึ่งวินาทีเต็มๆ สาวิตา บุญมี ไม่สามารถหายใจได้—ไม่สามารถคิด ไม่สามารถรู้สึก—เธอไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าผ้าถูพื้นที่เปียกหลุดจากมือของเธอและตกลงบนพื้นหินอ่อนสีขาว ส่งเสียงเบาๆ

เธอทิ้งลูกไว้ตรงนั้น

แค่สิบ นาทีที่แล้ว หรืออาจจะสิบสอง

เธอซ่อนลูกสาววัยสามขวบของเธอ—วิลลดา—ไว้ระหว่างตะกร้าผ้าขนหนูสะอาดกับอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ยังไม่ได้เปิดใช้ มีแซนด์วิชเนยถั่ว กล่องสีเทียน และสมุดวาดรูปเก่าๆ ที่มุมถูกกัด

ตอนนี้… เหลือแค่สมุดวาดรูป

เปิดค้างไว้

ถูกทิ้งไว้

มีสีเทียนแท่งสีเหลือง—หักครึ่ง

“วิลลดา?”

เสียงของสาวิตาเบามาก—เหมือนครึ่งหนึ่งถูกกลืนหายไปในความเงียบของคฤหาสน์

เธอเดินเข้าไปในทางเดินสำหรับคนงาน หัวใจเต้นแรง

“วิลลดา!”

ไม่มีเสียงตอบกลับ

บ้านของคุณธีรภพ มณีวัฒน์—คฤหาสน์ขนาดมหึมาในย่านสุขุมวิท—ยังคงเหมือนเดิม: กว้างใหญ่ สมบูรณ์แบบ และเงียบงันอย่างน่ากลัว—ความเงียบที่ทำให้คนธรรมดารู้สึกเหมือนไม่มีตัวตน

แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างกระจกบานสูงไหลเข้ามา จากระยะไกล มองเห็นเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ เปล่งประกาย จากชั้นล่าง มีเสียงดนตรีคลาสสิกแผ่วเบาลอยขึ้นมา—นุ่มนวลราวกับความมั่งคั่งกำลังฮัมเพลง

ทันใดนั้น สาวิตาก็วิ่ง

รองเท้าสีดำเรียบง่ายของเธอกระทบพื้นไม้ที่อาจมีราคาสูงกว่ารถคันเก่าของเธอ เธอก้มมองหลังโซฟาขนาดใหญ่ ในห้องรับแขก ใต้โต๊ะอาหารที่นั่งได้สิบสองคน ในห้องน้ำแขกที่มีวอลเปเปอร์ราวกับวาดมาจากต่างประเทศ

ไม่มี

เธอวิ่งไปที่ห้องดูหนัง ห้องอาหารเล็ก ระเบียงด้านหลังที่หมอกลอยคล้ายวิญญาณ

ก็ยังไม่มี

ความกลัวค่อยๆ กลืนกินเธอ

นี่ไม่ใช่แค่เด็กที่หลงทางในบ้านคนรวย

นี่คือสัปดาห์แรกของงานเดียวที่กั้นเธอกับการต้องกลับไปนอนข้างถนนในกรุงเทพฯ

งานที่เธอได้มา หลังจากถูกไล่ออกจากห้องเช่าเล็กๆ หลังจากต้องนอนในรถเก่าสองคืน โดยมีวิลลดานอนอยู่เบาะหลัง หลังจากที่เธอกลืนศักดิ์ศรีและขอร้องคนรู้จักในวัดให้ช่วยรับพวกเธอไว้ “แค่ไม่กี่วันก็ยังดี”

พี่เลี้ยงเด็กที่เธอฝากความหวังไว้ โทรมาตอนเช้ามืด—ร้องไห้—เพราะสามีของเธอถูกหามส่งโรงพยาบาล

และสาวิตารู้ดีว่าโลกนี้โหดร้ายกับแม่ที่ยากจนแค่ไหน

แค่ขาดงานวันเดียวในสัปดาห์แรก—ก็มีคนมาแทนทันที

ดังนั้น เธอจึงทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ

เธอสวมชุดกระโปรงสีเหลืองลายจุดให้วิลลดา มัดผมเป็นหางม้าสองข้างแบบยุ่งๆ แล้วแอบพาเธอเข้ามาในคฤหาสน์—สถานที่ที่เด็กไม่ควรอยู่

“แค่ไม่กี่ชั่วโมงนะลูก” เธอกระซิบระหว่างทาง “วันนี้แม่ต้องการมันจริงๆ เข้มแข็งไว้นะ”

วิลลดาพยักหน้า—เหมือนเด็กที่เข้าใจความรัก แต่ยังไม่เข้าใจอันตราย

และตอนนี้…

ทุกอย่างกำลังจะหลุดลอยไปจากมือของสาวิตา

เธอรีบวิ่งขึ้นบันได หายใจแทบไม่ทัน

ชั้นบนเป็นโถงทางเดินยาว สว่าง เต็มไปด้วยภาพวาดและประตูปิดสนิท

มีประตูบานหนึ่งอยู่สุดทาง

ทำจากไม้สีเข้ม

มีลูกบิดโลหะ

ปิดอยู่

ห้องทำงานส่วนตัวของคุณธีรภพ

ในวันแรก เขาบอกเธอชัดเจน—ด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น:

ห้ามใช้บันไดหน้าหากไม่จำเป็น
ห้ามพาคนนอกเข้ามา
ห้ามแตะต้องเอกสารบนโต๊ะ
และห้ามเข้าไปในห้องทำงานของเขา—ไม่ว่าในกรณีใด—ถ้าไม่ได้รับอนุญาต

เขาไม่ต้องตะโกน

เขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น

ธีรภพ มณีวัฒน์ เป็นผู้ชายที่สามารถเปลี่ยนบรรยากาศทั้งห้องได้เพียงแค่สายตาเดียว

ตอนนี้ สาวิตายืนอยู่ปลายทางเดิน

หอบหายใจ

จ้องไปที่ประตูบานนั้น

ถ้าวิลลดาเข้าไปข้างใน…

ถ้าเธอแตะอะไร… ทำแตก… ทำหก…

มันจะไม่ใช่แค่งานที่หายไป

เธออาจถูกไล่ออก ก่อนจะมีเงินพอจ่ายค่าที่อยู่แห่งต่อไป



และตรงนั้น—หน้าประตูต้องห้าม—

สาวิตาตระหนักว่า…

เธอไม่มีทางเลือกอีกแล้ว

สาวิตาเอื้อมมือที่สั่นเทาคว้าลูกบิดประตูไม้โอ๊คหนาหนัก เธอภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขออย่าให้เป็นอย่างที่เธอคิด แต่เมื่อผลักประตูเปิดออก ภาพที่เห็นกลับทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น

“วิลลดา!” เธออุทานเบาๆ จนแทบเป็นเสียงกระซิบ

กลางห้องทำงานที่สว่างจ้าด้วยแสงอาทิตย์ยามบ่าย ลูกสาวตัวน้อยของเธอกำลังนั่งอยู่บนพรมเปอร์เซียราคาแพงระยับ ข้างๆ กันนั้นคือ ธีรภพ มณีวัฒน์ มหาเศรษฐีผู้เย็นชาที่ใครๆ ต่างเกรงขาม เขากำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ในมือถือสีเทียนแท่งสีเหลืองที่หักครึ่ง—แท่งเดียวกับที่สาวิตาเห็นในตู้เก็บของ

บนโต๊ะทำงานไม้ราคาหลักล้านที่ควรจะมีแต่เอกสารสัญญาสำคัญ กลับมีกระดาษวาดเขียนวางแผ่หลา และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ธีรภพกำลังใช้สีเทียนระบายรูป “บ้าน” เล็กๆ เคียงคู่ไปกับลายเส้นยุ่งเหยิงของวิลลดา

“ดิฉัน… ขอโทษค่ะคุณท่าน! ดิฉันจะพาลูกออกไปเดี๋ยวนี้!” สาวิตารีบถลาเข้าไปอุ้มลูกสาว น้ำตาแห่งความกลัวคลอเบ้า เธอเตรียมตัวรับคำไล่ออกและพายุอารมณ์ที่กำลังจะตามมา

แต่ธีรภพกลับไม่ขยับ เขาเพียงแต่เงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเรียบเฉยกลับดูหม่นเศร้าอย่างประหลาด เขาจ้องมองวิลลดาด้วยแววตาที่สาวิตาไม่เคยเห็นมาก่อน

“เขาวิ่งเข้ามาตอนผมกำลังจะหยิบปืน…” ธีรภพพูดเสียงเรียบพลางมองไปที่ลิ้นชักโต๊ะที่เปิดค้างไว้ ภายในมีโลหะสีดำมะเมี่ยมวางอยู่

สาวิตาหน้าซีดเผือด

“วันนี้เป็นวันครบรอบสามปีที่ผมสูญเสียลูกสาวและภรรยาไปในอุบัติเหตุ” เขากล่าวต่อพลางลุกขึ้นยืนช้าๆ “ผมปิดตายห้องนี้มาตลอด และตั้งใจว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของผม… จนกระทั่งยัยหนูนี่พังประตูเข้ามา แล้วยื่นสีเทียนหักๆ แท่งนี้ให้ผม บอกว่า ‘คุณลุงอย่าร้องไห้นะ ระบายสีกับหนูไหม’”

ธีรภพเดินเข้าไปหาหน้าต่าง มองออกไปที่ขอบฟ้ากรุงเทพฯ ก่อนจะหันกลับมามองสาวิตาที่ตัวสั่นเทา

“คุณทำผิดกฎร้ายแรงที่พาลูกเข้ามาที่นี่ สาวิตา…” เขาเว้นจังหวะ “แต่ผมจะขึ้นเงินเดือนให้คุณเป็นสองเท่า และจัดห้องพักในคฤหาสน์หลังนี้ให้คุณกับลูกอยู่ถาวร”

สาวิตาอ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

“แต่มีเงื่อนไขเดียว…” มหาเศรษฐีหนุ่มยิ้มบางๆ ซึ่งเป็นยิ้มแรกที่สาวิตาได้เห็น “ปล่อยให้ลูกสาวคุณมาเล่นในห้องทำงานนี้ได้ทุกวัน… ผมไม่อยากให้ห้องนี้เงียบเหงาอีกต่อไปแล้ว”

ในวินาทีนั้น สาวิตารู้ทันทีว่า “ประตูต้องห้าม” ที่เธอหวาดกลัว ไม่ได้นำไปสู่จุดจบของชีวิตเธอ แต่มันคือประตูที่เปิดออกเพื่อเยียวยาหัวใจของชายที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่ง และมอบบ้านที่แท้จริงให้กับเธอกับลูกเสียที

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *