Posted in

แค่ไม้เสียบปิ้งย่างราคา 79 เปโซ (ประมาณ 50 บาท) ที่ลูกสาวฉันหยิบในงานเลี้ยงครอบครัวที่มะนิลา แต่สามีกลับใช้ที่คีมหนีบตีมือเธอ พร้อมพูดว่า “เธอเป็นผู้หญิง อย่ากินเยอะ เดี๋ยวโตไปไม่มีใครเอา” แต่พอหลานชายของเขาสั่งซีฟู้ดรวมราคา 12,000 เปโซ (ประมาณ 7,680 บาท) เขากลับยิ้มและใช้บัตรของฉันจ่ายให้ทันที

แค่ไม้เสียบปิ้งย่างราคา 79 เปโซ (ประมาณ 50 บาท) ที่ลูกสาวฉันหยิบในงานเลี้ยงครอบครัวที่มะนิลา แต่สามีกลับใช้ที่คีมหนีบตีมือเธอ พร้อมพูดว่า “เธอเป็นผู้หญิง อย่ากินเยอะ เดี๋ยวโตไปไม่มีใครเอา” แต่พอหลานชายของเขาสั่งซีฟู้ดรวมราคา 12,000 เปโซ (ประมาณ 7,680 บาท) เขากลับยิ้มและใช้บัตรของฉันจ่ายให้ทันที

### ภาค 1

ร้านปิ้งย่างในเกซอนซิตีคืนนั้นแน่นไปด้วยผู้คน

กลิ่นเนื้อย่าง กระเทียมผัด และซอสหวานเผ็ดลอยเต็มอากาศทั่วร้าน

ถ้ามองจากไกล ๆ มันเหมือนงานเลี้ยงครอบครัวที่มีความสุขธรรมดา

แต่สำหรับฉัน… นั่นคือคืนสุดท้ายที่ฉันยังเรียก “ครอบครัว” ของคนพวกนั้นได้

ฉันนั่งอยู่ข้างลูกสาวชื่อ “เลีย”

เธออายุแค่ 7 ขวบ

ตั้งแต่เริ่มกินข้าว เธอหยิบแค่ผัก เห็ด และข้าวเล็กน้อยเท่านั้น

พอพนักงานวางไก่ย่างจานเล็กราคาแค่ 79 เปโซ (ประมาณ 50 บาท) ลงบนโต๊ะ เลียก็หันมามองฉันเบา ๆ

— แม่คะ หนูกินได้ไหมคะ แค่ชิ้นเดียวก็พอ

ฉันกำลังจะพยักหน้า แต่ทันใดนั้น “รามอน” สามีของฉัน ก็คว้าที่คีมเหล็กขึ้นมา แล้วฟาดลงที่หลังมือของลูก

“แป๊ะ!”

เลียสะดุ้งทันที

รอยแดงยาวจากแรงเหล็กปรากฏบนมือเล็ก ๆ ของเธอ

ฉันรีบจับมือเธอไว้

— รามอน คุณทำอะไรน่ะ!

แต่เขากลับไม่มีแม้แต่ความรู้สึกผิด

เขาขมวดคิ้วเหมือนเด็กทำผิดครั้งใหญ่

— เธอเป็นผู้หญิง ต้องกินให้น้อย ๆ

— ถ้าอ้วนขึ้นมา โตไปจะมีใครเอาเธอไหม

เลียก้มหน้า น้ำตาคลอ แต่เธอกัดปากไม่ให้ร้องไห้

ฉันมองมือที่เริ่มบวมของลูก แล้วความเจ็บบางอย่างก็แน่นอยู่ในอก

— นี่บุฟเฟต์นะ ให้เด็กกินเถอะ แค่ชิ้นเดียวเอง

รามอนวางคีมลงบนโต๊ะ แล้วมองฉันเย็นชา

— มันไม่ใช่เรื่องราคา

— แต่คือการเลี้ยงลูกของเธอต่างหาก

ยังไม่ทันที่ฉันจะตอบ เสียงของ “บาสติ” ลูกชายวัย 10 ขวบของหลานสะใภ้ ก็ดังขึ้น

— ลุงรามอนครับ ผมเอาซีฟู้ดรวมชุดใหญ่ได้ไหมครับ

— เอาที่มีล็อบสเตอร์ ปู และหอยเชลล์นะครับ

พนักงานรีบพูดเตือน

— ชุดนั้นไม่รวมในบุฟเฟต์นะคะ ราคา 12,000 เปโซ (ประมาณ 7,680 บาท)

ฉันหันไปมองรามอน หวังว่าเขาจะลังเล

แต่เขาไม่เลย

เขายื่นบัตรเครดิตให้พนักงานทันทีด้วยท่าทางภูมิใจ

— เอาชุดที่ดีที่สุดให้เด็ก

— เด็กผู้ชายกำลังโต ต้องกินของดี ๆ

แม่สามี “โดโลเรส” ยิ้มจนตาหยี

ลูบหัวบาสติอย่างเอ็นดู

— ถูกต้องแล้ว หลานชายตระกูลซานโตสต้องกินของดี ๆ

— วันหนึ่งเขาจะเป็นคนสืบสกุลเรา

หลังคำพูดนั้น เงียบทั้งโต๊ะ

เลียค่อย ๆ ซ่อนมือที่บวมไว้ใต้โต๊ะ

เธอยังไม่เข้าใจคำว่า “สืบสกุล”

แต่เธอรู้แล้วว่า เธอไม่ถูกเลือก

ซีฟู้ดจานใหญ่ถูกยกมา

บาสติยิ้มกว้าง แล้วตั้งใจยกก้ามปูไปตรงหน้าเลีย

— มองอะไรอยู่

— ผู้หญิงอย่างเธอกินได้แค่ผักแหละ

เลียตัวสั่น

ฉันกำลังจะดึงเธอมา แต่บาสติจุ่มก้ามปูลงซอส แล้วจงใจให้ซอสสีแดงหยดใส่เสื้อขาวของลูกฉัน

เลียร้องไห้ออกมาในทันที

ฉันลุกขึ้น

— บาสติ ขอโทษน้องเดี๋ยวนี้

เสียงฉันไม่ดัง แต่ทั้งโต๊ะเงียบลงทันที

คาร์เมนรีบกอดลูกชาย

— เด็กก็แค่เล่นกัน

— จะซีเรียสอะไรนักหนา

ฉันมองเธอ

— เขาอายุสิบขวบแล้ว ควรรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก

รามอนตบโต๊ะเสียงดัง

— อานิกา พอได้แล้ว!

— อย่าเอาความอิจฉามาลงกับเด็ก แค่เพราะลูกเธอเป็นผู้หญิง

ฉันชะงัก

— คุณพูดอะไรนะ

เขามองฉันเย็นชา

— ก็พูดความจริง

— ลูกผู้หญิงของเธอ ต้องรู้จักที่ของตัวเอง

โดโลเรสพูดเสริมทันที

— ใช่แล้ว

— ครอบครัวนี้ไม่ขาดผู้หญิง แต่ขาดผู้ชายสืบสกุล

— เลียโตไปก็ต้องไปอยู่บ้านคนอื่นอยู่ดี เป็นแค่แขก

เลียร้องไห้หนักขึ้น

เธอจับแขนฉันแล้วพูดเบา ๆ

— แม่คะ… หนูขอโทษค่ะ

คำขอโทษนั้นเหมือนทำให้หัวใจฉันแตกเป็นชิ้น ๆ

ลูกฉันไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

แต่เธอถูกสอนให้ “ขอโทษ” เพื่อให้ทุกคนเงียบ

ฉันลุกขึ้น เช็ดซอสบนเสื้อให้ลูก แล้วหยิบกระเป๋า

— เลีย เรากลับบ้านกัน

รามอนหัวเราะเย็น

— ไปสิ

— ออกไปแล้วอย่ามาโทรให้ฉันไปรับอีก

ฉันไม่ตอบ

จับมือลูกแล้วเดินออกไป

ได้ยินเสียงโดโลเรสตามหลัง

— ปล่อยไปเถอะ ถ้าไม่มีตระกูลซานโตส แม่ลูกคู่นี้อยู่ไม่ถึงสัปดาห์หรอก

ฉันหยุดที่แคชเชียร์

บัตรสีดำในมือพนักงาน คือบัตรบริษัทครอบครัวฉัน

ฉันทิ้งไว้ที่บ้านเพื่อใช้ยามฉุกเฉิน

แต่ไม่รู้ว่ารามอนเอาไปใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่

บิลรวมทั้งหมด 38,000 เปโซ (ประมาณ 24,320 บาท)

รวมซีฟู้ด 12,000 เปโซ (7,680 บาท) เครื่องดื่ม และทิป

ฉันไม่โกรธแล้ว

เพราะข้างในมันเย็นไปหมด

ฉันโทรหา “ลุงเบน” ผู้ดูแลคลังเย็นของตระกูลรีเยสที่นาวอตัส

— ลุงเบนคะ

— ช่วยล็อกบัตรเสริมทั้งหมดที่ผูกกับชื่อรามอน ซานโตสด้วยค่ะ

— แล้วตั้งแต่คืนนี้ ยุติการให้สิทธิ์ของ “Santos Freshline” ในคลังเย็นทั้งหมด

ปลายสายเงียบไป

— แน่ใจแล้วใช่ไหม อานิกา

ฉันมองเลียที่กุมมือบวมอยู่

— แน่ใจค่ะ

— ประตูทุกบานที่เคยทำให้เขาอยู่ได้… ปิดมันให้หมดคืนนี้เลยค่ะ

วางสายไม่นาน โทรศัพท์ก็สั่น

เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าบ้าน

ฉันเปิดดู

ในบ้านที่ชื่อของฉัน

คาร์เมนกำลังลากกระเป๋าสีชมพูเข้าไปในห้องนอนใหญ่

รามอนยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ

— อยู่ที่นี่ได้เลย

— ถ้าอานิกากล้ากลับมา ฉันจะให้เธอเห็นว่าใครคือเจ้าของบ้านหลังนี้จริง ๆ

ฉันมองหน้าจอ

ฝนเริ่มตกหนักด้านนอก

และในหัวใจของฉัน…

สิ่งที่เคยเรียกว่า “การแต่งงาน” ได้ตายลงแล้ว

ภาค 2 (ตอนจบ)

ฉันเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า จูงมือเลียเดินฝ่าสายฝนในเกซอนซิตีขึ้นรถแท็กซี่ จุดหมายไม่ใช่บ้านหลังนั้น แต่เป็นคอนโดส่วนตัวของฉันที่รามอนไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ ฉันกอดลูกสาวไว้แน่น คอยทายาที่หลังมือบวมแดงให้เธออย่างเบามือ

“แม่คะ… หนูเป็นแขกของบ้านเหรอคะ?” เลียถามด้วยเสียงสะอื้น

“ไม่ใช่ค่ะลูก” ฉันจูบหน้าผากเธอ “เลียคือเจ้าหญิงของแม่ และต่อจากนี้… เราสองคนจะสร้างบ้านที่ไม่มีใครกล้าทำร้ายหนูอีก”

เช้าวันรุ่งขึ้น พายุฝนหยุดตกแล้ว แต่พายุชีวิตของตระกูลซานโตสเพิ่งจะเริ่มต้น

เวลาเก้าโมงเช้า โทรศัพท์ของฉันดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เป็นสายจากรามอน ฉันกดรับสายและเปิดลำโพงทิ้งไว้ เสียงของเขาที่เคยโอหังบัดนี้เต็มไปด้วยความลนลานและเกรี้ยวกราด

“อานิกา! เธอทำบ้าอะไรฮะ?! บัตรเครดิตของฉันโดนระงับหมดเลย! แล้วเมื่อกี้ผู้จัดการคลังเย็นที่นาวอตัสก็โทรมาบอกว่า สินค้าแช่แข็งทั้งหมดของบริษัทฉันมูลค่าหลายล้านเปโซกำลังถูกขนย้ายออกไปกองข้างนอกเพราะเราหมดสิทธิ์ใช้คลัง! เธอบอกให้ลุงเบนแกล้งฉันใช่ไหม?!”

ฉันหัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลัง

“รามอน คุณลืมไปหรือเปล่าว่าตระกูลซานโตสของคุณมันก็แค่เปลือก?” ฉันพูดช้า ๆ ชัด ๆ “ธุรกิจแพลตฟอร์มขนส่ง ‘Santos Freshline’ ของคุณอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้ ก็เพราะบารมีคลังสินค้าแช่แข็งของตระกูลรีเยสของฉัน และบัตรเครดิตใบดำที่คุณใช้เปย์หลานชายสุดที่รักของคุณเมื่อคืน… มันก็เป็นบัตรเสริมที่ผูกกับบัญชีมรดกของฉัน”

ปลายสายเงียบกริบ รามอนแทบหยุดหายใจ

“ฉันให้เกียรติคุณมาตลอดในฐานะสามี แต่คุณกลับเหยียบย่ำลูกสาวของฉัน” ฉันพูดต่อ “ในเมื่อตระกูลของคุณมองว่าผู้หญิงไม่มีค่า เป็นแค่แขก… งั้นผู้หญิงคนนี้ก็จะขอทวงทุกอย่างที่เป็นของฉันคืน”

“อานิกา… ฟังฉันก่อน” น้ำเสียงของรามอนเปลี่ยนเป็นอ่อนลงทันที เขารู้ดีว่าถ้าไม่มีตระกูลรีเยส ธุรกิจของเขาจะล้มละลายภายในไม่กี่วัน “เราเป็นสามีภรรยากันนะ เรื่องเมื่อคืนฉันแค่สั่งสอนลูก… ฉันทำเพื่ออนาคตของเลียนะ”

“ไม่ต้องมาอ้างลูก” ฉันตัดบท “อ้อ… แล้วตอนนี้คุณยังอยู่ที่บ้านของฉันกับคาร์เมนใช่ไหม?”

“เธอรู้ได้ยังไง…”

“ฉันให้ทนายความพร้อมตำรวจไปถึงที่นั่นแล้ว” ฉันบอก “บ้านหลังนั้นเป็นสินเดิมของฉันก่อนแต่งงาน ฉันให้เวลาคุณและญาติ ๆ ของคุณเก็บขยะออกไปภายในหนึ่งชั่วโมง ถ้าช้ากว่านั้น… ฉันจะแจ้งข้อหาบุกรุกและยักยอกทรัพย์ทันที”

บ่ายวันนั้น ฉันนั่งอยู่ในรถหรูของลุงเบนที่จอดอยู่หน้าบ้าน มองเห็นรามอน โดโลเรส และคาร์เมน ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและตำรวจเชิญตัวออกมานอกรั้วบ้านอย่างหมดสภาพ คาร์เมนหิ้วกระเป๋าสีชมพูใบเดิมแต่คราวนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ส่วนโดโลเรสที่เคยปากดีก็เดินกระสับกระส่ายทำอะไรไม่ถูก

รามอนหันมาเห็นรถของฉัน เขาผละจากตำรวจแล้ววิ่งตรงมาทุบกระจกรถด้วยความสิ้นหวัง

“อานิกา! ออกมาคุยกันก่อน! เธอจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ! เลียต้องการพ่อนะ!” เขาร้องโกนจนหน้าดำหน้าแดง

ฉันลดกระจกรถลงเพียงครึ่งหนึ่ง มองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึก นึกถึงภาพที่เขาใช้ที่คีมเหล็กตีมือลูกสาววัย 7 ขวบเพียงเพราะอยากกินไก่ย่างราคา 79 เปโซ

ฉันไม่ได้พูดอะไรกับเขาแม้แต่คำเดียว แต่ฉันหันไปหาเลียที่นั่งอยู่เบื้องหลัง เลียยื่นมือเล็ก ๆ ที่เริ่มหายบวมออกไปนอกหน้าต่าง เธอมองหน้าพ่อของเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะปล่อย ‘ไม้เสียบลูกชิ้นปิ้งราคา 79 เปโซ’ ที่เธอนำติดตัวมาจากร้านเมื่อคืน ให้ร่วงหล่นลงบนพื้นแทบเท้าของรามอน

มันเป็นสัญลักษณ์ที่บอกให้เขารู้ว่า สิ่งที่เขาเคยมองข้ามและทำลายอย่างเลือดเย็น ได้ย้อนกลับมาทำลายชีวิตของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี

“ปิดกระจกค่ะลุงเบน” ฉันสั่ง

รถเคลื่อนตัวออกไปช้า ๆ ทิ้งให้รามอนคุกเข่าอยู่บนพื้นถนนท่ามกลางสายตาของเพื่อนบ้านและตำรวจ เขาเพิ่งเข้าใจในวินาทีนั้นเองว่า ความคิดคร่ำครึที่มองว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ไม่มีค่า ได้ทำให้เขาซัดเซพเนจรและสูญเสียทุกอย่างในชีวิตไป… โดยไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีกแล้ว