Posted in

เพียงเพราะฉันพาลูกมาที่ออฟฟิศ ฉันจึงถูกพักงาน—แต่เมื่อฉันวางเขาลงบนโต๊ะของประธานบริษัท ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

เพียงเพราะฉันพาลูกมาที่ออฟฟิศ ฉันจึงถูกพักงาน—แต่เมื่อฉันวางเขาลงบนโต๊ะของประธานบริษัท ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ฝนตกหนักในกรุงมะนิลามาตั้งแต่เช้า ราวกับกำลังลบเมืองทั้งเมืองให้หายไป ฉันกอดมาเตโอแน่น ขณะที่มือสั่นด้วยความเหนื่อยล้าและความกังวล ภายในคืนเดียว ชีวิตของฉันเหมือนพังทลายลงทั้งหมด ลูกชายของฉันมีไข้เกือบ 40 องศา ไม่มีใครช่วยดูแลเขา และฉันก็ไม่มีใครให้พึ่งพา

ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพาเขาไปที่ออฟฟิศ

ฉันทำงานที่ Dela Cruz Group ในตำแหน่งหัวหน้าแผนกครีเอทีฟ และไม่มีใครรู้ว่าฉันคือภรรยาตามกฎหมายของซีอีโอ

เราแต่งงานกันอย่างลับ ๆ มา 4 ปี

4 ปีที่ฉันอดทน

4 ปีที่ฉันเงียบงัน

แต่ตอนนี้ ฉันทนไม่ไหวอีกแล้ว

“คุณมาทำอะไรที่นี่?”

ทันทีที่ฉันเดินเข้าไปในล็อบบี้ เสียงเย็นชาของมาร์โก เรเยส เลขานุการคนใหม่ของประธานบริษัทก็ดังขึ้น

เขามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยิ้มเยาะเมื่อเห็นเด็กในอ้อมแขนของฉัน

ราวกับว่าฉันไม่มีศักดิ์ศรีเหลืออยู่เลย

“นี่ออฟฟิศนะ ไม่ใช่ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก”

เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาแล้วโยนใส่อกฉัน

มันคือหนังสือพักงาน

คำตัดสินที่เหมือนประหารตัวตนของฉัน

ฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าอะไรเจ็บกว่ากัน ระหว่างกระดาษใบนั้นหรือคำพูดที่ตามมา

“คุณถูกพักงาน ฐานกระทำผิดร้ายแรง”

ฉันชะงัก เหมือนถูกฟาดเข้าที่ศีรษะ

ไม่คิดเลยว่าสถานการณ์จะเลวร้ายถึงขนาดนี้

เสียงของฉันสั่นขณะถามกลับ แต่พยายามควบคุมอารมณ์เอาไว้

“คุณหมายความว่ายังไง?”

เขายิ้มเยาะยิ่งกว่าเดิม

สายตาเต็มไปด้วยการดูถูก

ทุกคำพูดเหมือนมีดที่แทงเข้าหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“พาเด็กมาที่ทำงาน คุณคิดว่านี่เป็นตลาดสดหรือไง?”

ฉันกอดมาเตโอแน่นขึ้น

สัมผัสได้ถึงความร้อนจากร่างกายของเขา

และในวินาทีนั้นเอง ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างแตกสลายอยู่ภายใน

ฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่เงียบและอดทนเหมือนเดิมอีกต่อไป

“ได้”

“คุณอยากพักงานฉันใช่ไหม?”

ฉันไม่รอฟังคำตอบ

หันหลังแล้วเดินตรงไปยังลิฟต์สำหรับผู้บริหาร

ได้ยินเสียงมาร์โกตะโกนไล่หลังมา

แต่ฉันไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง

ฉันไม่สนใจเขาอีกแล้ว

“เฮ้! คุณจะไปไหน?!”

ปัง!

ฉันผลักประตูห้องประชุมชั้น 38 เปิดออกอย่างแรง

คณะกรรมการบริษัททั้งหมดกำลังประชุมกันอยู่

ทุกคนหันมามองฉันพร้อมกัน

ราวกับมีระเบิดลูกหนึ่งถูกจุดขึ้นกลางห้อง

สายตาของพวกเขาเลื่อนจากฉันไปยังเด็กในอ้อมแขน

ก่อนจะหยุดที่ผู้หญิงซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะ

อิซาเบลลา เดลา ครูซ

ประธานบริษัท

และแม่สามีของฉัน

ไม่มีใครรู้ความสัมพันธ์ของเรา

จนกระทั่งวินาทีนั้น

ฉันเดินตรงไปหาเธออย่างช้า ๆ

ทุกย่างก้าวดังก้องไปทั่วห้อง

จากนั้นหยุดตรงหน้าโต๊ะของเธอ

และวางมาเตโอลงบนโต๊ะโดยไม่ลังเล

เด็กน้อยร้องไห้ออกมาเบา ๆ จากความเย็นของพื้นโต๊ะ

แต่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน

“ท่านประธาน”

ฉันมองเธอตรง ๆ

น้ำเสียงสงบนิ่ง แม้ภายในจะใกล้แตกสลาย

“หลานชายของคุณมีไข้”

“39.7 องศา”

ห้องประชุมทั้งห้องแทบระเบิดด้วยความตกตะลึง

เสียงกระซิบดังขึ้นทุกทิศทาง

“หลานชาย?!”

“เธอพูดอะไร?!”

มาร์โกวิ่งเข้ามาพอดี

หอบเหนื่อยและหน้าซีด

พยายามควบคุมสถานการณ์

แต่ความหวาดกลัวในดวงตาของเขาปิดไม่มิด

“อย่าไปฟังเธอ! เธอบ้า—”

“เงียบไปซะ”

ฉันตัดบททันที

ฉันไม่กลัวอีกแล้ว

ไม่ถอยอีกแล้ว

ความเจ็บปวดที่สะสมมาตลอด 4 ปี ปะทุออกมาในวินาทีนี้

“ลูกชายของคุณ อเลฮานโดร เดลา ครูซ”

ฉันหยุดครู่หนึ่ง

ปล่อยให้ทุกคนรับรู้ถึงน้ำหนักของชื่อนั้น

ราวกับเวลาหยุดเดิน

“หายตัวไปแล้ว 34 วัน”

ทั้งห้องเย็นเฉียบ

ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใด

“ฉันไม่ได้รับข่าวจากเขาเลย”

“ฉันไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน”

ฉันยิ้มอย่างขมขื่น

แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่

แต่ยังคงยืนหยัด

“แต่ฉันรู้อยู่อย่างหนึ่ง”

ฉันลูบหน้าผากของมาเตโอ

ก่อนเงยหน้ามองเธออีกครั้ง

สายตาแน่วแน่ไร้ความลังเล

“เด็กคนนี้คือลูกของเขา”

“และเป็นหลานชายของคุณ”

ทุกคนเงียบกริบ

ราวกับกลายเป็นหิน

มาร์โกถอยหลังไปหนึ่งก้าว ตัวสั่น

กรรมการคนอื่น ๆ มองด้วยความไม่อยากเชื่อ

ส่วนอิซาเบลลาไม่พูดอะไร

เธอเพียงจ้องมองเด็กน้อยเป็นเวลานาน

ฉันสูดลมหายใจลึก

ก่อนพูดสิ่งที่เก็บงำมานานที่สุด

นี่คือจุดสิ้นสุดของความอดทน

“ฉันเลี้ยงดูลูกคนนี้เพียงลำพังมา 4 ปี”

ฉันค่อย ๆ ผลักตัวมาเตโอเข้าไปใกล้เธอ

ราวกับส่งมอบภาระทั้งหมดที่แบกไว้

ฉันจะไม่หันกลับมาอีก

“ตั้งแต่วันนี้ ฉันคืนเขาให้พวกคุณ”

ทันใดนั้น

ประตูก็เปิดออก

เสียงคุ้นเคยดังขึ้น ทำลายความเงียบทั้งหมด

โลกของฉันหยุดหมุนในชั่วขณะ

“คุณบอกว่าจะคืนอะไรนะ?”

ร่างกายของฉันแข็งค้าง

ก่อนจะหันกลับไปอย่างช้า ๆ

ฉันไม่มีทางจำเสียงนั้นผิด

ที่หน้าประตู

มีชายคนหนึ่งยืนอยู่พร้อมกระเป๋าเดินทาง

เสื้อเชิ้ตของเขาเปื้อนเลือด

อเลฮานโดร

เขากลับมาแล้ว

หัวใจของฉันหล่นวูบ ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปพร้อมกับหยาดน้ำตาที่กักเก็บมานานปะทุออกมาในที่สุด อเลฮานโดรไม่ได้ทอดทิ้งเรา… สภาพสะบักสะบอมและรอยเลือดบนเสื้อของเขาบอกชัดเจนว่า 34 วันที่ผ่านมาเขาต้องผ่านความเป็นความตายมา

“อเลฮานโดร…” ฉันพึมพำ เสียงสั่นเครือจนแทบไม่ได้ยิน

เขาก้าวข้ามห้องประชุมตรงดิ่งมาหาฉัน ไม่สนใจสายตาตกตะลึงนับสิบของบอร์ดบริหาร หรือแม้แต่สายตาของแม่ตัวเอง อเลฮานโดรคว้าตัวฉันและมาเตโอเข้าไปกอดแนบระดอก กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ผสมกับไออุ่นที่ฉันโหยหามาตลอด 4 ปีทำให้กำแพงความเข้มแข็งของฉันพังทลายลง

“ผมขอโทษ… เครื่องบินตกที่เกาะทางใต้ ผมติดอยู่ที่นั่นและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อกลับมาหาคุณกับลูก” เสียงของเขาสั่นเครือ ทรงพลังพอที่จะทำให้ห้องประชุมทั้งห้องเงียบสนิท

“อเลฮานโดร! นี่มันเรื่องอะไรกัน?!” เสียงทรงอำนาจของอิซาเบลลาดังขึ้น แต่ครั้งนี้มันแฝงไปด้วยความตื่นตระหนก เธอลุกขึ้นยืน จ้องมองลูกชายที่ควรจะอยู่ต่างประเทศ และหันไปมองเด็กน้อยบนโต๊ะที่หน้าตาถอดแบบมาจากลูกชายของเธอราวกับพิมพ์เดียวกัน

อเลฮานโดรหันไปเผชิญหน้ากับแม่ของเขา มือหนึ่งยังคงโอบไหล่ฉันไว้แน่น

“นี่คือเอเลน่า ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผม และมาเตโอ ลูกชายของผม… หลานชายแท้ ๆ ของแม่” อเลฮานโดรประกาศกร้าว “และที่ผมต้องปิดเป็นความลับมา 4 ปี ก็เพราะรู้ดีว่าแม่จะทำอะไรกับพวกเขาถ้าแม่รู้เรื่องนี้!”

คำประกาศนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดกลางห้องประชุม บรรดากรรมการต่างกระซิบกระซาบกันอย่างบ้าคลั่ง มาร์โก เรเยส เลขานุการหน้าใหม่ที่ยืนอยู่มุมห้อง หน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด กระดาษหนังสือพักงานในมือของเขาสั่นระริก

อิซาเบลลามองลูกชาย สลับกับมองมาเตโอที่กำลังร้องไห้โยเยเพราะพิษไข้ สายตาที่เคยเฉียบคมและเย็นชาของประธานหญิงผู้ทรงอิทธิพลเริ่มสั่นคลอน สัญชาตญาณความเป็นย่าที่ถูกซ่อนไว้ใต้เปลือกอันแข็งกระด้างทำให้เธอค่อย ๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาจากโต๊ะ คล้ายกับเพิ่งตระหนักได้ว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เธอได้ละเลยสายเลือดที่แท้จริงของตัวเองไป

“เรียกหมอประจำตระกูลด่วนที่สุด!” อิซาเบลลาหันไปสั่งเลขาฯ เสียงเฉียบขาด ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบไปทางมาร์โก “ส่วนเธอ… มาร์โก เรเยส เธอถูกไล่ออก และเตรียมรับหมายศาลจากการใช้อำนาจมิชอบและดูหมิ่นสะใภ้รองของเดลา ครูซ ได้เลย”

มาร์โกเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นทันที ไม่มีใครสนใจเขาอีกต่อไป

อเลฮานโดรก้มลงมองฉัน สายตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความรักอันเปี่ยมล้น “เอเลน่า… จากนี้ไปคุณไม่ต้องหลบซ่อนอีกแล้ว ไม่ต้องอดทนเพียงลำพังอีกต่อไป”

ฉันมองหน้าสามี มองลูกชายที่อยู่ในอ้อมกอดของแม่สามี และมองหนังสือพักงานที่ถูกเหยียบย่ำอยู่บนพื้น ความเจ็บปวดตลอด 4 ปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะได้รับการชำระล้างไปพร้อมกับสายฝนด้านนอก

เกมซ่อนหาจบลงแล้ว และนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป… ฉันจะกลับมาทวงคืนทุกสิ่งในฐานะนายหญิงที่แท้จริงของ เดลา ครูซ กรุ๊ป