Posted in

หลังงานเลี้ยงส่งท้ายปี สามีของฉันบอกว่าเขาแค่จะไปส่งเด็กฝึกงานที่คอนโด ฉันนั่งอยู่เบาะหลัง มองดูเธอแตะหน้าจอรถราวกับเป็นเจ้าของ และคืนนั้นเอง ฉันก็ร่างข้อตกลงแยกทาง**

หลังงานเลี้ยงส่งท้ายปี สามีของฉันบอกว่าเขาแค่จะไปส่งเด็กฝึกงานที่คอนโด ฉันนั่งอยู่เบาะหลัง มองดูเธอแตะหน้าจอรถราวกับเป็นเจ้าของ และคืนนั้นเอง ฉันก็ร่างข้อตกลงแยกทาง**

## ตอนที่ 1

งานเลี้ยงส่งท้ายปีของบริษัทจบลงเกือบห้าทุ่มแล้ว

ดาดฟ้าของโรงแรมในย่าน BGC ยังคงสว่างไสว เสียงดนตรียังลอยอยู่ในอากาศ และพนักงานหนุ่มสาวหลายคนยังรวมกลุ่มกันถ่ายรูปข้างต้นคริสต์มาสปลอมกับกล่องของขวัญห่อกระดาษสีทอง

ฉันยืนอยู่ใกล้ลิฟต์ กอดเสื้อโค้ตไว้แน่น พลางมองสามีของฉัน มิเกล หัวเราะอย่างสนุกสนานกับเด็กฝึกงานคนใหม่ของบริษัท

เธอชื่อเบียงก้า

อายุยี่สิบสองปี

ผมหยักศกเล็กน้อย สวมชุดสีขาว และมีน้ำเสียงหวานราวกับน้ำเชื่อมใส่น้ำแข็ง

ตลอดทั้งคืน เธอเดินติดมิเกลราวกับเงานุ่ม ๆ

เวลามิเกลชนแก้วกับลูกค้า เธอจะยืนอยู่ข้าง ๆ คอยส่งทิชชูให้

เวลามิเกลคุยกับผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ เธอก็มองเขาด้วยสายตาชื่นชมราวกับกำลังมองคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้

และทุกครั้งที่เดินผ่านฉัน เธอจะก้มศีรษะอย่างสุภาพ

“สวัสดีค่ะ คุณมารา คืนนี้คุณสวยมากเลยนะคะ”

ฉันเพียงยิ้มตอบ

ฉันใช้ชีวิตและทำงานในมาคาติมานานพอจะรู้ว่า ผู้หญิงบางคนไม่จำเป็นต้องพูดตรง ๆ ว่าต้องการอะไร

พวกเธอแค่ต้องปรากฏตัวในเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะตอนที่ผู้ชายคนหนึ่งเริ่มเบื่อภรรยาของตัวเอง

เมื่อเราลงมาถึงลานจอดรถใต้ดิน มิเกลกดรีโมตรถ SUV สีดำของเรา

รถคันนี้ ฉันก็ช่วยผ่อนเหมือนกัน

งวดแรกของการผ่อน ฉันเอาโบนัสจากโปรเจกต์เกือบครึ่งหนึ่งมาจ่าย

แต่ทันทีที่ประตูรถเปิดออก เบียงก้ากลับเคลื่อนไหวเร็วกว่าฉัน

เธอนั่งลงที่เบาะข้างคนขับ

อย่างเป็นธรรมชาติ

อย่างสบายใจ

ราวกับว่าที่นั่งนั้นเป็นของเธอมาตั้งแต่แรก

เมื่อเห็นฉันยืนอยู่ข้างนอก เธอกะพริบตาแล้วยิ้ม

“คุณมารา ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ? หนูเวียนหัวเวลานั่งข้างหลัง ถ้านั่งข้างหน้าจะไม่เมารถค่ะ”

มิเกลหันมามองฉันทันที

สายตานั้นไม่ใช่สายตาของคนที่กำลังขอโทษ

แต่เป็นสายตาของคนที่กำลังเตือนฉันว่า อย่าทำให้เขาเสียหน้า

“คอนโดของเบียงก้าอยู่แถวออร์ติกัสเอง ผมแค่ไปส่งเธอแป๊บเดียว”

ฉันจ้องเขาอยู่สองสามวินาที

จากนั้นก็เปิดประตูหลังแล้วนั่งลง

“ได้สิ”

เพียงคำเดียว

แต่บรรยากาศในรถกลับเย็นเยียบลงทันที

ส่วนเบียงก้าไม่ได้ดูหวาดกลัวเลย

หรือบางทีเธออาจตั้งใจไม่กลัวก็ได้

ทันทีที่รถออกจากลานจอด เธอก็ดึงแผ่นบังแดดลงแล้วเปิดกระจกเล็ก ๆ

“อ้าว กิ๊บติดผมของหนูอยู่นี่เอง ตามหามาหลายวันแล้ว”

ฉันนั่งอยู่ด้านหลัง มองกิ๊บสีเงินในมือของเธอ

มิเกลหัวเราะเบา ๆ

“เธอลืมของประจำเลยนะ”

เบียงก้ายิ้ม

“ก็รถคุณนั่งสบายมากนี่คะ หนูหลับทุกทีเวลานั่ง”

เธอพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

แต่สำหรับฉัน มันเหมือนตบหน้ากันชัด ๆ

ฉันมองท้ายทอยของมิเกล

ผู้ชายคนนี้ เมื่อก่อนจริงจังมาก

แม้แต่พนักงานก็ไม่กล้าพูดเล่นกับเขาง่าย ๆ

เขาเคยบอกว่า ที่ทำงานคือที่ทำงาน ไม่ใช่สถานที่สร้างความสัมพันธ์คลุมเครือ

แต่ตอนนี้ เขากลับยิ้มให้เด็กฝึกงานด้วยรอยยิ้มที่ฉันไม่ได้เห็นมาสองปีแล้ว

เบียงก้ายังคุ้ยกระเป๋าใบเล็กต่อ

“ลิปสติกก็อยู่นี่เอง นึกว่าทำหายในห้องน้ำ”

มิเกลหันไปมองเธอ

“คราวหน้าดูให้ดีก่อนลงรถนะ”

“ถ้าคุณเตือน หนูก็จำได้ค่ะ”

หลังพูดจบ เธอจงใจมองมาที่กระจกมองหลัง

สายตาของเราสบกัน

เธอไม่ตกใจ

ไม่รู้สึกละอาย

ตรงกันข้าม ในดวงตาของเธอกลับมีความท้าทายเล็ก ๆ

ฉันไม่พูดอะไร

เพียงก้มลงดูโทรศัพท์

ในกลุ่มแชตบริษัท ผู้คนยังส่งรูปงานเลี้ยงกันไม่หยุด

มีรูปหนึ่งถ่ายจากระยะไกล

มิเกลยืนอยู่ข้างราวระเบียง ก้มลงจัดสายเสื้อคลุมให้เบียงก้า

มีคนคอมเมนต์ว่า

“บอสมิเกล ใส่ใจเด็กฝึกงานที่สุดแห่งปี”

ด้านล่างเต็มไปด้วยอีโมจิหัวเราะ

ฉันดับหน้าจอ

จริง ๆ แล้ว BGC กับออร์ติกัสไม่ได้ไกลกันมาก

แต่คืนนั้นมิเกลอ้อมถนนหลายสาย จนใช้เวลาเกือบสี่สิบนาที

เบียงก้าลงที่หน้าคอนโดหรูแห่งหนึ่ง

ก่อนปิดประตู เธอก้มลงมามองในรถ

“ขอบคุณนะคะ คุณมิเกล พรุ่งนี้หนูจะเข้าบริษัทเช้า ๆ เพื่อเตรียมพรีเซนเทชันให้ค่ะ”

จากนั้นเธอหันมามองฉัน

“ราตรีสวัสดิ์ค่ะ คุณมารา”

ประตูรถปิดลง

แต่กลิ่นน้ำหอมราคาถูกของเธอยังคงอยู่ในรถ

ระหว่างทางกลับบ้าน มิเกลเงียบ

ฉันก็เงียบเช่นกัน

คอนโดของเราอยู่ในปาซิก ชั้นสิบแปด มองเห็นถนนที่รถติดตลอดเวลา

ตอนเราเพิ่งแต่งงานกันใหม่ ๆ ฉันเคยยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่แล้วบอกเขาว่า

“ฉันต้องการแค่มุมเล็ก ๆ ที่อบอุ่นไว้รอคุณกลับบ้านก็พอ”

ตอนนั้นเขากอดฉันจากด้านหลัง

แล้วพูดว่า

“ผมจะไม่ปล่อยให้คุณเหงาในบ้านของเรา”

ตอนนี้พอนึกย้อนกลับไป มันช่างน่าขันเหลือเกิน

เมื่อกลับถึงบ้าน เขาวางกุญแจลงบนตู้รองเท้าแล้วถอนหายใจ

“มารา ผมรู้ว่าคุณโกรธ”

ฉันเปลี่ยนรองเท้าแตะโดยไม่ตอบ

เขาเดินเข้ามากอดเอวฉันจากด้านหลัง

“เบียงก้ายังเด็ก บ้านก็ไกล การให้ผู้หญิงกลับแท็กซี่คนเดียวตอนดึกมันอันตราย ผมเป็นหัวหน้าเธอ ดูแลลูกน้องหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ”

ฉันแกะมือเขาออก

“ดูแลจนเธอทิ้งลิปสติก กิ๊บติดผม น้ำหอม และนิสัยของเธอไว้ในรถคุณเลยหรือ?”

มิเกลชะงัก

แต่เพียงวินาทีเดียว

จากนั้นก็ขมวดคิ้ว

“อย่าคิดมากได้ไหม”

ฉันมองเขา

ฉันอยู่กับผู้ชายคนนี้มาเจ็ดปี

ฉันรู้ว่าเมื่อไรเขาเหนื่อย

เมื่อไรเขาโกหก

และเมื่อไรที่เขาพยายามหลอกตัวเองว่ายังไม่ได้ทำอะไรผิด

ฉันไม่ได้เถียง

ฉันเดินออกไปที่ระเบียง เปิดกระเป๋า และหยิบสิ่งที่เก็บได้ใต้เบาะข้างคนขับตอนก้มเก็บโทรศัพท์

ถุงยางอนามัยหนึ่งซอง

ยังไม่ได้แกะ

แต่มีรอยลิปสติกสีชมพูอ่อนติดอยู่บนซอง

ฉันวางมันลงบนโต๊ะกาแฟ

ทันทีที่มิเกลเห็น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป

“มารา มันไม่ใช่ของผม”

ฉันหัวเราะ

“งั้นของฉันหรือไง?”

เขาเงียบ

ความเงียบนั้นชัดเจนยิ่งกว่าคำสารภาพใด ๆ

ฉันเดินเข้าไปในห้องทำงาน เปิดแล็ปท็อป และเริ่มพิมพ์เอกสาร

**ข้อตกลงแยกทาง**

คืนนั้นเอง ฉันเป็นคนเซ็นชื่อคนแรก

และเมื่อฉันวางเอกสารลงตรงหน้าเขา ฉันพูดเพียงประโยคเดียว

ตอนที่ 2: หน้ากากที่หลุดลุ่ย

มิเกลจ้องมองกระดาษแผ่นนั้นราวกับมันเป็นสิ่งแปลกปลอม เขาไม่ยอมหยิบปากกา แต่กลับเงยหน้าขึ้นมองฉันด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากความตกใจกลายเป็นความหงุดหงิด

“มารา คุณกำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่” เขาขึ้นเสียง “แค่ซองถุงยางอนามัยซองเดียวที่คุณไปเก็บมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วคุณก็มาทึกทักเอาเองเนี่ยนะ? ผมบอกแล้วไงว่าผมกับเบียงก้าไม่ได้มีอะไรกัน! เธอเป็นแค่เด็กฝึกงาน!”

ฉันไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้กรีดร้อง ความเสียใจของฉันมันถูกใช้ไปหมดแล้วตั้งแต่นาทีที่ฉันเห็นเขาก้มจัดสายเสื้อให้เธอที่ระเบียงโรงแรม

“มิเกล” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท “ฉันไม่ได้โง่ ลิปสติกสีชมพูอ่อนบนซองนั้น มันเป็นสีเดียวกับที่เบียงก้าทาคืนนี้ และเป็นสีเดียวกับรอยเปื้อนเล็ก ๆ ที่ปกคอเสื้อเชิ้ตของคุณด้านหลัง… ที่คุณคงยังไม่ได้ส่องกระจกดู”

มิเกลชะงักไปทันที มือของเขาเอื้อมไปจับปกคอเสื้อตัวเองโดยอัตโนมัติ ใบหน้าของเขาซีดลงเรื่อย ๆ เมื่อตระหนักว่าหลักฐานทุกอย่างมันมัดตัวจนดิ้นไม่หลุด

“ถังขยะในรถของคุณ ฉันเจอใบเสร็จค่าห้องพักค้างคืนที่โรงแรมแถวปาซิก วันเสาร์ที่แล้วที่คุณบอกฉันว่าไปตีกอล์ฟกับลูกค้า” ฉันวางหลักฐานชิ้นสุดท้าย—สลิปบัตรเครดิตใบรองที่เขาคิดว่าฉันจะไม่ตรวจสอบ—ลงบนโต๊ะ “เจ็ดปีที่ผ่านมา ฉันซื่อสัตย์กับคุณมาตลอด แต่ในเมื่อคุณเลือกที่จะคว้าเด็กอายุยี่สิบสองที่พร้อมจะทิ้งคุณทันทีที่หมดประโยชน์… ฉันก็จะไม่รั้งคุณไว้”

“มารา… ผม…” มิเกลเริ่มลนลาน เขาพยายามจะคว้ามือฉัน แต่ฉันถอยหลังหลบ

“เซ็นซะ มิเกล คอนโดคันนี้ รถคันนั้น และเงินในบัญชีกองกลาง เราจะแบ่งกันตามกฎหมาย ส่วนหุ้นในบริษัทซัพพลายเออร์ที่คุณขอให้ฉันช่วยลงชื่อเป็นกรรมการ… ฉันจะถอนตัวออกทั้งหมดในวันพรุ่งนี้”

คำพูดเรื่องหุ้นทำให้มิเกลเบิกตากว้าง เพราะเขารู้ดีว่าคอนเนกชันและฐานลูกค้าทั้งหมดของบริษัทเขา ขับเคลื่อนด้วยชื่อเสียงและเส้นสายของตระกูลฉัน ถ้าฉันถอนตัว บริษัทของเขาจะดิ่งลงเหวทันที

แต่ความโกรธและทิฐิของผู้ชายที่คิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าทำให้เขาตวัดปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารแยกทางอย่างกระแทกกระทั้น

“เออ! เซ็นก็เซ็น! คุณคิดว่าไม่มีคุณแล้วผมจะอยู่ไม่ได้หรือไงมารา? เบียงก้าต่างหากที่เข้าใจผม เธอไม่ได้จ้องจับผิดและทำตัวเป็นป้าแก่ ๆ น่าเบื่อแบบคุณ!” เขาตะคอกใส่หน้าฉัน ก่อนจะคว้ากุญแจรถ SUV แล้วเดินสะบัดก้นออกจากห้องไป ทิ้งให้ความเงียบกลับคืนสู่คอนโดชั้นสิบแปดอีกครั้ง

ตอนที่ 3: บทเรียนราคาแพงของคนอยากลองของใหม่

หกเดือนต่อมา…

ที่ร้านกาแฟหรูแห่งหนึ่งในย่านมาคาติ ฉันนั่งจิบชาอุ่น ๆ พลางดูรายงานผลประกอบการของบริษัทที่ปรึกษาการตลาดแห่งใหม่ที่ฉันเปิดร่วมกับเพื่อนสนิท ชีวิตของฉันขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของฉันดูสดใสและมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างที่ไม่ได้เห็นมาหลายปี

ทันใดนั้น เสียงฝ่าเท้าที่หนักหน่วงก็หยุดลงตรงหน้าโต๊ะของฉัน

ฉันเงยหน้าขึ้น… และพบกับมิเกล

ในเวลาเพียงหกเดือน ชายหนุ่มผู้ภูมิฐานในงานเลี้ยงคืนนั้นกลับดูแก่ลงไปเป็นสิบปี เสื้อเชิ้ตของเขาดูยับย่น ใต้ตาหมองคล้ำ และแววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

“มารา…” เสียงของเขาแหบพร่า “ผมขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม?”

ฉันวางแก้วชาลงอย่างสงบ “มีธุระอะไรเกี่ยวกับเอกสารหย่าอีกหรือเปล่าคะมิเกล? ทนายของฉันน่าจะจัดการไปหมดแล้วนี่”

มิเกลทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างหมดสภาพ “ผมผิดไปแล้วมารา… บริษัทของผมกำลังจะล้มละลาย หลังจากที่คุณถอนตัวไป ลูกค้าเจ้าใหญ่สามรายก็ยกเลิกสัญญาหมดเลย… แล้ว… แล้วเบียงก้า…” เขาพูดชื่อนั้นออกมาด้วยความขมขื่น

ฉันเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร

“พอเบียงก้าเห็นว่าบริษัทเริ่มมีปัญหา และผมไม่มีเงินเปย์ค่าคอนโดหรูให้เธอเหมือนเดิม… เธอก็ลาออกทันที แถมยังแอบขโมยฐานข้อมูลลูกค้าสำคัญของผมไปส่งให้บริษัทคู่แข่ง เพื่อแลกกับตำแหน่งงานใหม่ที่นู่นด้วย!” มิเกลยกมือขึ้นกุมขมับ “เธอ… เธอไม่ได้รักผมเลยมารา เธอแค่ต้องการเงินและทางลัดในหน้าที่การงานเท่านั้น”

ฉันมองผู้ชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกสมเพช ลึก ๆ แล้วฉันไม่ได้รู้สึกสะใจ แต่มันคือความจริงที่เขาต้องเผชิญจากการตัดสินใจของตัวเอง

“ตอนที่เธอนั่งเบาะหน้าของรถฉัน แล้วจงใจทิ้งของไว้… เธอไม่ได้ต้องการคุณหรอกมิเกล” ฉันพูดเสียงเรียบ “เธอแค่ต้องการทดสอบว่าเธอมีอำนาจเหนือฉันไหม และคุณก็ดันโง่พอที่จะปล่อยให้เด็กยี่สิบสองคนหนึ่งปั่นหัวจนทำลายชีวิตคู่เจ็ดปีของเราลงไป”

“มารา… ผมขอร้อง ให้โอกาสผมอีกครั้งนะ เรากลับมาเริ่มกันใหม่ได้ไหม? ผมจะยอมทำทุกอย่าง…” มิเกลเอื้อมมือจะมาจับมือฉัน น้ำตาของลูกผู้ชายเริ่มคลอเบ้า

ฉันยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหลุดพ้น ก่อนจะดึงมือกลับและลุกขึ้นยืน

“รถคันนั้นที่คุณขับไปส่งเธอ… ตอนนี้ถูกยึดไปแล้วใช่ไหมคะ?” ฉันถาม

มิเกลหน้าซีดและก้มหน้าเงียบ

“ที่นั่งข้างคนขับคันนั้น… มันเคยเป็นของฉันเพราะฉันร่วมสร้างมันมา แต่ในเมื่อคุณยอมยกมันให้คนอื่นง่าย ๆ คุณก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา คืนนั้นที่ฉันเซ็นชื่อในข้อตกลงแยกทาง ไม่ใช่เพราะฉันประชด… แต่เพราะฉันรู้ว่าผู้ชายที่ไม่รู้จักรักษาเกียรติของภรรยา ไม่มีค่าพอที่จะเดินร่วมทางกับฉันอีกต่อไป”

ฉันหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพาย วางเงินค่าชาลงบนโต๊ะ แล้วหันหลังเดินออกจากร้านไปโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย

ทิ้งให้มิเกลนั่งอยู่กับเศษซากของความโลภและความหลงผิดในอดีต… ท่ามกลางความจริงที่ว่า เบาะข้างคนขับในชีวิตของฉัน บัดนี้ไม่มีวันต้อนรับผู้ชายชื่อมิเกลอีกตลอดกาล

“เซ็นซะ”