Posted in

ฉันถูกครอบครัวสามีไล่ออกจากบ้านทันทีที่รู้ว่าฉันท้อง แต่เมื่อหกเดือนต่อมาเขากลับมารับฉันกลับไป สายตาของเขากลับหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าท้องของฉัน… ที่ไม่มีร่องรอยของการตั้งครรภ์เหลืออยู่เลย**

ฉันถูกครอบครัวสามีไล่ออกจากบ้านทันทีที่รู้ว่าฉันท้อง แต่เมื่อหกเดือนต่อมาเขากลับมารับฉันกลับไป สายตาของเขากลับหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าท้องของฉัน… ที่ไม่มีร่องรอยของการตั้งครรภ์เหลืออยู่เลย**

คืนที่ฉันรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ ฉันคิดว่านั่นคงเป็นข่าวที่มีความสุขที่สุดที่ฉันจะบอกกับสามีได้

แต่ก่อนที่ฉันจะพูดจบ พี่สะใภ้ของฉันที่เพิ่งคลอดลูกได้ไม่กี่วันกลับปัดโต๊ะอาหารทั้งโต๊ะจนล้มคว่ำ

“เธอตั้งใจใช่ไหม!” เธอกรีดร้อง นิ้วสั่นเทาชี้มาที่ฉัน “ฉันเพิ่งกลับจากโรงพยาบาลแท้ ๆ อยู่ ๆ เธอก็มาท้องตอนนี้ ต้องการแย่งความสนใจของแม่ไปจากลูกฉันใช่ไหม!”

ฉันยืนอึ้งด้วยความตกใจ

น้ำซุปร้อน ๆ กระเด็นใส่ต้นขาจนแสบไปหมด

ฉันหลับตาด้วยความเจ็บปวด

แต่ไม่มีใครเดินเข้ามาหาฉันเลย

ไม่มีแม้แต่คนเดียว

แม้แต่สามีของฉัน… มิเกล โซเรียโน

ตอนนั้นพวกเราอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเขตตงโด กรุงมะนิลา

บ้านแคบ ผนังติดกัน เสียงเพื่อนบ้านดังตลอดทั้งวัน

และยิ่งคับแคบเข้าไปอีกเมื่อโรเชล พี่สะใภ้ของฉัน ย้ายเข้ามาอยู่หลังจากสามีของเธอเสียชีวิต

เธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้เพียงสามวันหลังคลอดลูกชายคนแรก เด็กน้อยชื่อ นิโก

คืนนั้นควรจะเป็นคืนแห่งความสุข

ฉันยังซื้อเลเช่ฟลาน ของโปรดของแม่ลินดา แม่สามีมาให้ด้วย

ฉันทำผัดหมี่เพื่อฉลองสองเรื่องพร้อมกัน

โรเชลได้กลับบ้านแล้ว

และฉันกำลังจะมีลูกกับมิเกล หลังแต่งงานกันมาสองปี

แต่ในบ้านหลังนั้น

ความสุขของฉันกลับกลายเป็นความผิด

“โรเชล ฉันไม่ได้เลือกว่าจะท้องเมื่อไหร่นะ” ฉันพูดเบา ๆ พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น “เด็กคนนี้ก็เป็นลูกของมิเกลเหมือนกัน”

แต่เธอกลับยิ่งเดือดดาล

“ลูกเหรอ?” เธอหัวเราะอย่างขมขื่น “รู้ไหมว่าคนท้องห้ามเข้าใกล้เด็กแรกเกิด? จะเอาโชคของเด็กไป! ถึงว่านิโกร้องไห้ไม่หยุดตั้งแต่เธอเข้ามา!”

ฉันแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก มันเป็นแค่ความเชื่อเก่า ๆ”

“ความเชื่อเก่า ๆ งั้นเหรอ?”

แม่ลินดาอุ้มหลานไว้ในอ้อมแขนก่อนพูดแทรก

“อาเรีย อย่าทำตัวฉลาดเกินไปนัก สมัยพวกเราเคารพคำพูดของผู้ใหญ่ เธอยังไม่ทันคลอดก็เริ่มแข็งข้อแล้ว”

ฉันชื่อ อาเรีย มานาโล-โซเรียโน

อายุยี่สิบเก้าปี

เป็นนักบัญชีของบริษัทโลจิสติกส์แห่งหนึ่งในปาไซ

ฉันเป็นคนส่งเงินเข้าบ้านหลังนั้นเดือนละ **50,000 บาท** เพื่อซื้อของกินของใช้ จ่ายค่าไฟ ค่ายาให้แม่ลินดา ค่านมให้โรเชลตอนท้อง รวมถึงค่างวดรถมอเตอร์ไซค์ของมิเกล

แต่ในวินาทีนั้น

พวกเขากลับเรียกฉันว่าเป็นตัวซวย

ฉันหันไปมองมิเกล

“คุณจะพูดอะไรบ้างไหม?” ฉันถาม “ฉันเป็นภรรยาของคุณ และนี่คือลูกของคุณ”

เขาหลบสายตา

“อาเรีย อย่าทำให้เรื่องมันใหญ่ไปกว่านี้เลย” เขาพูดอย่างรำคาญ “พี่โรเชลเพิ่งคลอดลูก คุณก็รู้ว่าเธออ่อนไหวง่าย”

“เธอเพิ่งบอกให้ฉันเอาลูกออกนะ”

“เธอพูดเพราะกำลังโมโห”

“เธอพูดต่อหน้าคุณ”

มิเกลถอนหายใจยาว ราวกับว่าคนสร้างปัญหาคือฉัน

“ช่วยเข้าใจหน่อยได้ไหม? พี่โรเชลเป็นแม่หม้าย พี่เปาโลไม่อยู่แล้ว ลูกชายคือสิ่งเดียวที่เหลืออยู่สำหรับเธอ ส่วนคุณยังมีสามี มีงาน มีทุกอย่าง คุณเข้มแข็งกว่า”

เข้มแข็งกว่า

นั่นสินะ

คงเป็นคำที่พวกเขาใช้เรียกคนที่พร้อมจะถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ฉันจับขอบโต๊ะไว้แน่นเพื่อไม่ให้ล้ม

ต้นขายังคงแสบร้อนจากน้ำซุป

แต่หัวใจฉันเจ็บยิ่งกว่า

โรเชลที่กำลังได้รับการปลอบโยนจากแม่ลินดา มองฉันราวกับฉันเป็นคนขโมยชีวิตของเธอไป

“ถ้ายังให้เธออยู่ที่นี่” เธอตะคอก “ฉันกับนิโกจะย้ายออกเอง ฉันจะไม่เอาลูกมาเสี่ยงกับผู้หญิงที่อยากแข่งขันกับเด็กแรกเกิด!”

“ฉันไม่ได้แข่งขันกับใคร”

“เธอแข่ง!” โรเชลตะโกน “ก็เธอนั่นแหละ!”

มิเกลเดินเข้ามาหาฉัน

ฉันคิดว่าเขาจะกอดฉัน

คิดว่าเขาจะบอกให้ทุกคนหยุด

คิดว่าเขาจะยืนยันว่าฉันคือภรรยาของเขา และกำลังอุ้มลูกของเขาอยู่

แต่สิ่งที่เขาพูดคือ

“กลับไปอยู่กับพ่อแม่คุณก่อนเถอะ”

ฉันมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ

“ว่าไงนะ?”

“แค่ไม่กี่สัปดาห์ พอพี่โรเชลปรับตัวได้ แล้วนิโกอายุครบหนึ่งเดือน ผมจะไปรับคุณกลับมา”

“คุณกำลังไล่ฉันออกจากบ้านเหรอ?”

“ไม่ได้ไล่ แค่ทำให้สถานการณ์สงบลง”

ฉันยิ้มออกมา

ทั้งที่น้ำตากำลังเอ่อเต็มดวงตา

“แล้วถ้าฉันไม่ไปล่ะ?”

สีหน้าของเขาแข็งขึ้นทันที

“ถ้าคุณไม่ไป อาเรีย… งั้นเราคงไปต่อแบบนี้ไม่ได้”

เหมือนมีอะไรบางอย่างฟาดเข้าที่หูฉันอย่างแรง

“คุณหมายความว่ายังไง?”

เขาไม่ตอบ

แต่ความเงียบของเขาก็บอกทุกอย่างแล้ว

แม่ลินดาเป็นคนพูดแทน

“ลูกเอ๊ย พวกเธอยังหนุ่มยังสาว จะมีลูกใหม่เมื่อไรก็ได้ แต่นิโกมีแค่ตอนนี้ อย่าสร้างปัญหาในบ้านเลย”

มีลูกใหม่ก็ได้งั้นเหรอ

ราวกับเด็กในท้องฉันเป็นเพียงของเล่น

ราวกับไม่ใช่เลือดเนื้อของฉัน

ไม่ใช่หัวใจดวงเล็ก ๆ ที่กำลังเต้นอยู่ภายใน

ฉันหันหลังกลับและเดินเข้าห้องนอน

ห้องเล็ก ๆ ที่ฉันกับมิเกลเคยใช้ร่วมกัน

มีเพียงตู้เสื้อผ้า เตียง และพัดลมเก่า ๆ

บนโต๊ะข้างเตียงยังมีรูปแต่งงานของเราอยู่

ภาพวันที่เราจับมือกันในโบสถ์ที่กิอาโป

วันนั้นเขาเคยกระซิบว่า

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะเลือกคุณทุกวัน”

ปรากฏว่า

เขาโกหก

ฉันหยิบกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ใส่เสื้อผ้า เอกสารสำคัญ โน้ตบุ๊ก และวิตามินสำหรับคนท้องที่เพิ่งซื้อมาเมื่อบ่าย

ระหว่างเก็บของ ฉันได้ยินเสียงพวกเขาจากห้องนั่งเล่น

“โรเชล อย่าร้องไห้เลย” มิเกลพูด “ผมจะดูแลพี่เอง”

“มิเกล ฉันแค่กลัวเพื่อนิโก” โรเชลสะอื้น

“ผมรู้ ผมจัดการเอง”

ผมจัดการเอง

ไม่ใช่เพื่อภรรยาของเขา

ไม่ใช่เพื่อลูกของเขา

แต่เพื่อพี่สะใภ้ของเขา

เมื่อฉันเดินออกมา แม่ลินดากำลังอุ้มเด็กไว้ ส่วนโรเชลนั่งบนโซฟาทำหน้าเหมือนเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย และมิเกลก็นั่งอยู่ข้าง ๆ

ไม่มีใครถามเลยว่ารอยน้ำร้อนลวกฉันเจ็บไหม

ไม่มีใครถามว่าฉันจะไปอยู่ที่ไหน

ขณะที่ฉันจับลูกบิดประตู เด็กน้อยนิโกร้องไห้ขึ้นมาเสียงดัง

โรเชลรีบตะโกนทันที

“เห็นไหม! เพราะเธอ! ตราบใดที่เธอยังอยู่ที่นี่ ลูกฉันจะไม่หยุดร้อง!”

ฉันหันกลับไปมอง

“โรเชล นั่นคือทารกนะ เด็กทารกร้องไห้เป็นเรื่องปกติ”

“ปกติเหรอ?”

เธอเดินไปเกาะแขนมิเกล

“มิเกล ช่วยฉันที ฉันให้นมลูกไม่ดีเพราะเครียด ฉันต้องการคนอยู่ด้วย”

“เราเรียกที่ปรึกษาการให้นมก็ได้” ฉันตอบ กลั้นอารมณ์ไว้

แต่โรเชลกลับมองมิเกล

“ไม่จำเป็นหรอก” เธอพูดเบา ๆ “ฉันสบายใจกว่าถ้ามีนายอยู่กับฉันคืนนี้ บางทีน้ำนมอาจจะกลับมาเองถ้าฉันไม่กังวล”

ฉันจ้องมองมิเกล

และเขาก็พยักหน้า

“ได้สิพี่ ผมจะอยู่เป็นเพื่อน”

เหมือนน้ำเย็นจัดถูกสาดใส่ทั้งตัว

ฉันเป็นภรรยา

ฉันเป็นคนท้อง

ฉันเป็นคนที่ถูกไล่ออกจากบ้าน

แต่คนที่เขาเลือกอยู่ด้วยกลับเป็นเธอ

ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ไม่ต้องห่วงหรอก ต่อให้พวกคุณนอนห้องเดียวกัน ฉันก็ไม่สนแล้ว”

สีหน้าของมิเกลแข็งค้าง

“อาเรีย ความคิดคุณสกปรกเกินไป”

“ไม่ใช่หรอก” ฉันตอบ “แค่ตาของฉันมองเห็นความจริงเท่านั้น”

ฉันเปิดประตู

และก่อนจะก้าวออกไป ฉันได้ยินคำถามเบา ๆ ของแม่ลินดา

“มิเกล แล้วถ้าเธอไม่กลับมาอีกล่ะ? ใครจะส่งเงิน **50,000 บาท** ให้บ้านเราทุกเดือน?”

มือของฉันชะงักบนหูกระเป๋า

และคำตอบของมิเกล

คือสิ่งที่ทำลายเศษเสี้ยวสุดท้ายของหัวใจฉัน

“เดี๋ยวเธอก็กลับมาเองครับแม่”

“เธอไม่มีที่ไปหรอก”

ตอนนั้นเอง

ฉันยิ้ม

เพราะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

ที่ฉันนึกออกว่าตัวเองเคยเป็นใคร ก่อนจะกลายมาเป็นภรรยาของเขา

และเช้าวันรุ่งขึ้น

ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นเสียอีก

ฉันโทรหาทนายความประจำครอบครัวของฉันทันที

นี่คือบทสรุปและตอนจบของเรื่องราว “หน้าท้องที่ว่างเปล่ากับบทเรียนราคาแพง” ของอาเรียครับ

ตอนจบ: แผนซ้อนแผนหกเดือน และการทวงคืนชีวิตของทายาทตัวจริง

หกเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก

ตลอดห้าเดือนแรก มิเกลไม่เคยโทรหา ไม่เคยส่งข้อความ และไม่เคยส่งเงินให้ฉันแม้แต่เปโซเดียว เขามั่นใจเต็มเปี่ยมในคำพูดของตัวเองที่ว่า “เดี๋ยวเธอก็กลับมาเอง… เธอไม่มีที่ไปหรอก” แต่เขาลืมไปอย่างหนึ่ง… ฉันเป็นนักบัญชี และฉันไม่ใช่เด็กกำพร้าตงโดผู้ไร้ที่พึ่ง ครอบครัวที่แท้จริงของฉันเป็นเจ้าของธุรกิจโรงงานแปรรูปอาหารในจังหวัดบูลากัน ที่ฉันยอมมาทนอยู่ตงโดและส่งเงินให้บ้านเขาเดือนละ 50,000 บาท ก็เพราะความรักบังตาล้วน ๆ

เมื่อฉันตื่นจากฝันร้าย สิ่งแรกที่ฉันทำร่วมกับทนายความคือ “ระงับบัญชีธนาคารทั้งหมด” ที่มิเกลและแม่ของเขาร่วมใช้ ถอนชื่อตัวเองออกจากสัญญาเช่าบ้านในตงโด และยื่นฟ้องหย่าพร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งทันที

จนกระทั่งเข้าเดือนที่หก บ้านโซเรียโนที่ขาดเงินหล่อเลี้ยงจนแทบไม่มีข้าวกิน รถมอเตอร์ไซค์ของมิเกลโดนยึด ค่านมของนิโกไม่พอกิน โรเชลเริ่มอาละวาดเพราะความยากจน มิเกลถึงได้ตระหนักว่าเขาขาดฉันไม่ได้… ไม่ใช่ขาดเพราะรัก แต่ขาด “เงิน” ของฉัน

วันที่เขากลับมาเผชิญความจริง

บ่ายวันนั้น มิเกลสืบหาจนรู้ว่าฉันกลับมาอยู่ที่บ้านเดิมในบูลากัน เขาหอบดอกไม้เหี่ยวๆ เดินเข้ามาในรั้วบ้านของฉันด้วยสภาพซูบผอมและหมดรูป ทันทีที่เขาเห็นฉันเดินออกมาจากประตูบ้าน สายตาของเขากลับไม่ได้มองที่หน้าหน้าของฉัน… แต่กลับพุ่งตรงและหยุดนิ่งอยู่บน “หน้าท้อง” ของฉัน

หน้าท้องของฉันแบนราบ เรียบเนียน ไร้ร่องรอยของการตั้งครรภ์ข้ามเดือน ไร้พุงกลมๆ ของคนท้องหกเดือนที่เขาคาดหวังว่าจะได้เห็น

มิเกลหน้าซีดเผือด ดอกไม้ในมือร่วงลงพื้น

“อ…อาเรีย…” เสียงของเขาสั่นเครือ “ท้องคุณทำไม… ทำไมไม่มีท้องล่ะ? ลูกของเราล่ะอาเรีย? คุณแอบไปเอาลูกออกประชดผมงั้นเหรอ?!”

เขาทรุดเข่าลง พยายามจะวิ่งเข้ามาจับตัวฉัน แต่บอดี้การ์ดของพ่อฉันเดินเข้ามาขวางไว้ทันที

ฉันมองเขาด้วยสายตาเย็นชา นิ่งสงบ ก่อนจะเอ่ยปากพูดประโยคที่ทำให้โลกของเขาถล่มทลาย

“ฉันไม่ได้เอาลูกออก มิเกล… และฉันก็ไม่เคยประชดคุณ”

ฉันส่งสัญญาณให้พี่เลี้ยงเดินอุ้มทารกเพศหญิงตัวน้อย หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ผิวขาวผุดผ่อง เดินออกมาจากในบ้าน

“นี่คือ ‘เอลล่า’ ลูกสาวของฉัน เธอคลอดก่อนกำหนดเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วด้วยน้ำหนักตัวไม่ถึงเกณฑ์ เพราะผลกระทบจากความเครียดสะสม และแผลน้ำร้อนลวกที่ต้นขาของฉันในคืนนั้นที่พวกคุณไล่ฉันออกจากบ้าน”

มิเกลมองเด็กทารกตาค้าง น้ำตาไหลพราก “ลูก… ลูกของผม อาเรีย ให้ผมอุ้มลูกหน่อยนะ ผมมารับคุณกับลูกกลับบ้านแล้ว พี่โรเชลกับแม่ยอมให้คุณกลับไปแล้วนะ!”

บทสรุปและราคาของความเห็นแก่ตัว

ฉันแค่นยิ้มอย่างสมเพชให้กับความไร้ยางอายของเขา

“กลับไปงั้นเหรอ? กลับไปให้พวกคุณโขกสับและตราหน้าว่าเป็นตัวซวยอีกงั้นเหรอ? มิเกล… คุณเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า” ฉันหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่ทนายความเตรียมไว้โยนใส่หน้าเขา

“ในเอกสารนั้นคือใบหย่าที่ศาลประทับตราอนุมัติเรียบร้อยแล้ว รวมถึงคำสั่งศาลที่ระบุว่า ‘คุณไม่มีสิทธิ์ในความเป็นพ่อและไม่มีสิทธิ์เข้าใกล้ลูกสาวของฉันในระยะ 100 เมตร’

“ไม่! อาเรีย! คุณทำแบบนี้กับผมไม่ได้! ผมเป็นพ่อของแกนะ!” มิเกลร้องไห้โฮ พยายามตะเกียกตะกายเข้ามาหา

“ตอนที่คุณเลือกอยู่ปลอบใจพี่สะใภ้ในห้องนอน คืนที่คุณบอกว่าฉันไม่มีที่ไป คืนที่แม่คุณมองลูกในท้องฉันเป็นแค่ของเล่น… คุณได้เลือกแล้ว มิเกล” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นชัดเจน “คุณเลือกเป็นสามีที่ดีของพี่สะใภ้ และเป็นลูกกตัญญูของแม่คุณ… เพราะฉะนั้น เชิญคุณกลับไปเสวยสุขกับครอบครัวของคุณที่ตงโดเถอะ”

“อ้อ… แล้วอย่าลืมเตรียมเงินอีกสองล้านเปโซ ไปจ่ายค่าเสียหายที่ฉันฟ้องร้องข้อหาทำร้ายร่างกายและจิตใจระหว่างสมรสด้วยล่ะ ถ้าไม่มีจ่าย คุกที่ตงโดคงยินดีต้อนรับคุณ”

ฉันหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน ปล่อยให้มิเกลทุบประตูรั้วและร้องไห้โฮราวกับคนบ้าอยู่ข้างนอก ท่ามกลางสายตาเยาะหยันของชาวบ้านในระแวกนั้น

หกเดือนก่อน พวกเขาคิดว่าฉันเป็นเพียงผู้หญิงไร้ค่าที่ต้องพึ่งพิงนามสกุลโซเรียโน แต่วันนี้ พวกเขาได้รู้แล้วว่า… คนที่ต้องคลานเข่าอ้อนวอนเพื่อขอเศษชีวิตคืน ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นพวกเขาทั้งตระกูล