Posted in

เมื่อตอน 7 ขวบ ฉันร้องไห้จะแต่งงานกับพี่ชายข้างบ้าน… 15 ปีผ่านไป เขากลับมาในฐานะ CEO!

เมื่อตอน 7 ขวบ ฉันร้องไห้จะแต่งงานกับพี่ชายข้างบ้าน… 15 ปีผ่านไป เขากลับมาในฐานะ CEO!

ตอนฉันอายุ 7 ขวบ ฉันเคยร้องไห้โยเยและยืนกรานว่าจะแต่งงานกับพี่ชายข้างบ้านให้ได้… 15 ปีผ่านไป ฉันเรียนจบมหาวิทยาลัยและไปสมัครงานที่บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ท่าน CEO ยิ้มให้ฉันแล้วถามว่า: “คุณมาสมัครตำแหน่ง… ภรรยา CEO หรือเปล่าครับ?”

เมื่อตอนอายุ 7 ขวบ คนทั้งหมู่บ้านรู้จักฉันในฐานะเด็กที่ดื้อที่สุด

ดื้อขนาดที่ว่าสามารถยืนร้องไห้น้ำมูกโป่งอยู่กลางลานบ้าน แล้วชี้ไปที่พี่ชายข้างบ้านที่อายุมากกว่าฉัน 10 ปี พร้อมตะโกนลั่นต่อหน้าทุกคนว่า:

“โตขึ้น หนูจะแต่งงานกับพี่คนนี้! ไม่แต่งกับคนอื่นเด็ดขาด!”

เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วบริเวณ

แม่ของฉันหน้าแดงด้วยความอายและโกรธจัด รีบลากฉันเข้าบ้านทันที ส่วน “พี่มาร์ค” (Marco) ก็หน้าแดงไปถึงใบหู เขายืนอึ้งด้วยความอายจนทำตัวไม่ถูก

“เด็กมันยังเล็ก ไม่รู้เรื่องรู้ราวหรอก!” พวกผู้ใหญ่พากันแซว

แต่ในความทรงจำของฉันมันชัดเจนมาก พี่มาร์คย่อตัวลง ลูบหัวฉันเบาๆ แล้วพูดว่า:

“ไว้โตกว่านี้ก่อนค่อยมาพูดนะ ตอนนี้ตั้งใจเรียนไปก่อน”

ฉันรีบพยักหน้าทันที

ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน: โตขึ้นฉันจะตั้งใจเรียน… แล้วจะแต่งงานกับพี่มาร์ค

พี่มาร์ค… พี่ชายข้างบ้านของฉัน
พี่มาร์คเป็นผู้ชายประเภทที่คนทั้งหมู่บ้านรัก ทั้งตัวสูง ฉลาด และสุภาพ เขาเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่เด็กและเติบโตมากับคุณย่า ตอนฉันอยู่ ป.1 เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว

ทุกๆ เย็น เขามักจะนั่งอยู่ที่บันได อ่านหนังสือไปพลางดูฉันวิ่งเล่นข้างนอกไปพลาง

ตอนฉันตกจักรยาน เขาคือคนที่ทำแผลให้

ตอนฉันสอบได้คะแนนน้อย เขาคือคนที่ติวหนังสือให้

ตอนฉันร้องไห้เพราะโดนเพื่อนแกล้ง เขาคือคนที่ไปซื้อไอศกรีมมาปลอบ

ในโลกใบเล็กๆ ของฉัน เขาเหมือนฮีโร่คนหนึ่ง

แต่พอฉันอายุได้ 12 ปี เขาก็จากไป…

ไม่มีคำบอกลาที่ยาวนาน เช้าวันหนึ่งฉันตื่นมาพบว่าบ้านของเขาถูกล็อคกุญแจไว้ คุณย่าของเขาเสียชีวิตลง และเขาก็ย้ายออกไปอย่างถาวร

ฉันยืนร้องไห้อยู่หน้าบ้านหลังนั้น กอดกระเป๋านักเรียนไว้แน่น ราวกับว่าบางส่วนของชีวิตได้ขาดหายไป

ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย

15 ปีผ่านไป
ฉันเติบโตขึ้น

ไม่ใช่เด็กหญิง 7 ขวบที่ร้องไห้จะแต่งงานคนนั้นอีกต่อไป

ฉันกลายเป็นคนเรียนเก่ง เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดัง และเรียนจบด้วยเกียรตินิยม ทุกคนบอกว่าอนาคตของฉันสดใสแน่นอน

แต่ในใจของฉันยังมีพื้นที่เล็กๆ… ที่เก็บไว้ให้พี่มาร์คเสมอ

ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง หรือเขายังจำฉันได้ไหม

แต่ทุกครั้งที่ฉันเหนื่อย ฉันจะนึกถึงคำพูดของเขา:

“ตั้งใจเรียนไปก่อนนะ”

และนั่นทำให้ฉันพยายามมากขึ้นไปอีก

ในวันที่ฉันเดินเข้าไปที่บริษัท ซาน มิเกล โฮลดิ้งส์ (San Miguel Holdings) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศ ฉันบอกกับตัวเองว่า:

ขอแค่ให้ได้งานที่นี่ก็พอ อย่าเพิ่งฝันไปไกลกว่านั้นเลย

การสัมภาษณ์ที่ไม่คาดฝัน
ห้องสัมภาษณ์นั้นใหญ่ สว่าง และเย็นจัด… ฉันรู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ซึมออกมาในฝ่ามือ

ฉันนั่งตัวตรง ตอบคำถามของกรรมการอย่างคล่องแคล่ว ทุกอย่างดูเป็นไปได้ด้วยดี… จนกระทั่งประตูเปิดออก

มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา

ทุกคนในห้องรีบลุกขึ้นยืนทันที

“ท่าน CEO ครับ/ค่ะ”

หัวใจของฉันเต้นแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ

เขาสูงกว่าที่ฉันจินตนาการไว้ สวมชุดสูทเนี้ยบกริบ สายตาคมกริบแต่ไม่เย็นชา และใบหน้าของเขา… มันช่างคุ้นเคย เหมือนภาพในความฝัน

เขามองไปที่คณะกรรมการ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ฉัน

เขามองอยู่นานมาก… นานจนฉันเริ่มทำตัวไม่ถูก

แล้วเขาก็ยิ้ม

รอยยิ้มนั้น… ทำให้หน้าอกของฉันรู้สึกบีบรัด

จากนั้น เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและปนอารมณ์ขันว่า:

“ที่คุณมาที่นี่… มาสมัครตำแหน่งภรรยา CEO หรือเปล่าครับ?”

คนทั้งห้องสัมภาษณ์ตกอยู่ในความเงียบกริบ กรรมการคนอื่นๆ หันไปมองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่กด้วยความตกตะลึง แต่ในวินาทีนั้น ฉันกลับรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน

สายตาคู่นั้น… รอยยิ้มที่มุมปากแบบนั้น มันคือ “พี่มาร์ค” จริงๆ

ฉันอ้าปากค้าง สมองพยายามประมวลผลอย่างหนัก ภาพเด็กหญิงวัย 7 ขวบที่ยืนร้องไห้น้ำมูกโป่งกลางลานบ้านซ้อนทับขึ้นมาทันที หน้าของฉันร้อนผ่าวเหมือนโดนไฟลุก

“พะ…พี่มาร์ค?” ฉันหลุดปากเรียกชื่อที่ไม่ได้พูดมานานกว่าสิบปีออกไปเบาๆ

เขาส่งเสียงหัวเราะในลำคอ ซึ่งเป็นเสียงหัวเราะที่อบอุ่นเหมือนไอศกรีมรสโปรดในวันวาน เขาเดินตรงมาที่ฉันแล้ววางแฟ้มประวัติส่วนตัวของฉันลงบนโต๊ะ ก่อนจะโน้มตัวลงมาใกล้จนฉันได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ดูภูมิฐาน

“จำพี่ได้ด้วยเหรอ? นึกว่าจะลืมสัญญาวันนั้นไปแล้วเสียอีก” เขาพูดพลางยักคิ้วให้หนึ่งที “15 ปีที่ผ่านมา พี่ตั้งใจสร้างบริษัทนี้ขึ้นมา ก็เพื่อจะรอให้เด็กดื้อคนนั้นเรียนจบแล้วมาตามหาพี่… ไม่นึกเลยว่าเธอจะเดินมาหาพี่เองถึงที่นี่”

คณะกรรมการคนหนึ่งกระแอมไอเบาๆ ราวกับจะเตือนว่านี่คือห้องสัมภาษณ์งานนะท่าน CEO! มาร์คยืดตัวตรงแล้วหันไปหาทีมบริหารด้วยท่าทีสง่างาม

“คนนี้ผมสัมภาษณ์เองครับ พวกคุณไปพักได้เลย”

เมื่อคนอื่นๆ เดินออกจากห้องไปจนหมด ห้องทั้งห้องเหลือเพียงเราสองคน ความกดดันเปลี่ยนเป็นความโหยหาที่อบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศ มาร์คไม่ได้นั่งที่เก้าอี้ประธาน แต่เขาเลือกที่จะนั่งลงบนขอบโต๊ะข้างๆ ฉัน

“พี่หายไปไหนมาคะ? ทำไมไม่บอกลาหนูสักคำ” ฉันถามพร้อมน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้า

เขามองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึก “ตอนนั้นพี่ไม่มีอะไรเลย ย่าเสีย พี่ต้องไปเริ่มชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศกับญาติคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ พี่สัญญากับตัวเองไว้ว่า ถ้าพี่ยังเลี้ยงตัวเองไม่ได้ พี่จะไม่กลับมาดึงเธอลงไปลำบากด้วย… แต่พี่ไม่เคยลืมเด็กผู้หญิงที่ประกาศจะแต่งงานกับพี่กลางหมู่บ้านคนนั้นเลยนะ”

เขาหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา เปิดให้ดูรูปใบหนึ่งที่ถูกเก็บไว้อย่างดีจนขอบกระดาษเริ่มเหลือง มันคือรูปเด็กหญิงผมแกละที่กำลังยืนกินไอศกรีมโดยมีเด็กหนุ่มตัวสูงยืนซ้อนหลังอยู่

“พี่รอวันนี้มานานมากนะ… วันที่เธอโตพอที่จะรับผิดชอบคำพูดของตัวเองได้”

หัวใจของฉันพองโตจนแทบจะระเบิด ความพยายามตั้งใจเรียนและผลักดันตัวเองมาตลอด 15 ปี มันมีค่าที่สุดก็วันนี้เอง

“แล้ว… สรุปว่ารับเข้าทำงานไหมคะ?” ฉันถามแก้เขิน

มาร์คยิ้มกว้างก่อนจะจับมือฉันขึ้นมาจุมพิตเบาๆ ที่หลังมือ

“ตำแหน่งพนักงานน่ะผ่านฉลุยครับ… แต่ตำแหน่ง ‘ภรรยา CEO’ นี่ต้องใช้เวลาทดลองงานนานหน่อยนะ อาจจะทั้งชีวิตเลย… คุณพร้อมเริ่มงานพรุ่งนี้เลยไหมครับ?”

ฉันพยักหน้าทั้งน้ำตาและรอยยิ้ม ในที่สุด ฮีโร่ในวัยเด็กของฉันก็กลับมาเป็นความจริงในชีวิตผู้ใหญ่ และครั้งนี้… ฉันจะไม่ยอมให้เขาล็อคกุญแจบ้านหนีไปไหนอีกแล้ว!