Posted in

ตั้งแต่วันที่พ่อของผมล้มป่วย คนในครอบครัวทั้งหมดก็ประชุมกันและตกลงในเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งร่วมกัน

ตั้งแต่วันที่พ่อของผมล้มป่วย คนในครอบครัวทั้งหมดก็ประชุมกันและตกลงในเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งร่วมกัน

ภรรยาของผมจะลาออกจากงานเพื่อมาดูแลพ่อที่บ้าน

พี่น้องทุกคนช่วยกันออกเงินเป็นรายเดือน เปรียบเสมือนเงินเดือนของภรรยาผม เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

ในช่วงแรก ผมรู้สึกกังวลมาก

ผมไม่อยากให้ภรรยาต้องเหนื่อยเกินไป

แต่เธอเพียงยิ้มและพูดอย่างอ่อนโยนว่า

“การดูแลคุณพ่อเป็นความรับผิดชอบของพวกเราค่ะ”

“และในเมื่อพี่ ๆ ของคุณเต็มใจช่วยเหลือ เราก็ควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดเหมือนกัน”

และเธอก็ทำได้จริง

นับตั้งแต่เธออยู่บ้านเพื่อดูแลพ่อ

เธอดูแลท่านอย่างดีเยี่ยม

อาหารทุกมื้อร้อนใหม่เสมอ

เสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย

ยาถูกจัดเตรียมและให้ตรงเวลา

ญาติทุกคนที่มาเยี่ยมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ลูกสะใภ้คนเล็กช่างเป็นคนดีจริง ๆ”

“เธอดูแลคุณพ่อด้วยความจริงใจ”

ทุกครั้งที่ได้ยินคำชมเหล่านั้น

หัวใจของผมเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

วันหนึ่ง บริษัทมอบหมายให้ผมเดินทางไปทำงานโครงการใหญ่ในต่างจังหวัด

ผมจากบ้านไปโดยไม่รู้สึกกังวลแม้แต่น้อย

เพราะผมมั่นใจว่าพ่ออยู่ในมือที่ปลอดภัย

แต่ในคืนที่ห้าของการเดินทาง

ผมโทรกลับบ้านหลายครั้ง

ไม่มีใครรับสาย

จนกระทั่งสายที่หก

จึงมีคนกดรับ

แต่ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไร

ผมกลับได้ยินเสียงหายใจหอบหนัก ๆ ดังมาจากปลายสาย

หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นทันที

ผมนิ่งเงียบ

ไม่กี่วินาทีต่อมา

ผมได้ยินเสียงภรรยาพูดอย่างขาดห้วง

“อ๋อ… คุณเหรอ…”

“ฉันกำลัง… ยุ่งอยู่หน่อย…”

แล้วสายก็ตัดไปทันที

คืนนั้นผมนอนไม่หลับเลย

ลางสังหรณ์บางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ

เธอกำลังทำอะไรอยู่ ถึงได้หอบเหนื่อยขนาดนั้น?

ผมพยายามปลอบตัวเอง

บางทีเธออาจกำลังช่วยพ่อย้ายตัว

หรือกำลังพาท่านเข้าห้องน้ำ

แต่ลึก ๆ ในใจ

ความหึงหวงและความสงสัยกลับค่อย ๆ ลุกลามเหมือนไฟที่ไม่มีใครดับได้

เวลาผ่านไปอีกสองเดือน

งานของผมเริ่มเบาลง

และในที่สุดผมก็ได้กลับบ้าน

แต่ก่อนที่ผมจะเดินเข้าไปในบ้าน

ผมกลับได้ยินเสียงกระซิบของใครบางคน

พี่สะใภ้ของผมกำลังคุยกับเพื่อนบ้าน

และเมื่อผมได้ยินคำพูดของเธอ…

โลกทั้งใบของผมก็เหมือนหยุดหมุน

… โลกทั้งใบของผมก็เหมือนหยุดหมุน

“ฉันบอกเธอแล้วไงว่ายัยสะใภ้เล็กน่ะจ้างคนมาดูแลคุณพ่อแทน ส่วนตัวเองก็แอบเอาเงินที่พวกเราส่งให้ทุกเดือนไปเปิดร้านเบเกอรี่ออนไลน์ แถมยังชอบหายตัวไปช่วงดึก ๆ อีก! นี่ถ้าไม่เห็นกับตาว่าเธอเดินเข้าออกตึกแถวท้ายซอยนั่นทุกวัน ฉันก็ไม่เชื่อหรอก!” พี่สะใภ้พูดด้วยน้ำเสียงจิกกัด

คำพูดนั้นเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางใจ ความเชื่อใจทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา ภาพภรรยาที่แสนดีและเสียงหอบเหนื่อยในคืนนั้นแล่นกลับเข้ามาในหัว สมองของผมสั่งการด้วยความโกรธและความหึงหวง ผมไม่ก้าวขาเข้าบ้าน แต่หมุนตัวพุ่งตรงไปยังตึกแถวท้ายซอยตามที่พี่สะใภ้บอกทันที

เมื่อไปถึง ตึกแถวเปิดไฟสว่างโร่ ผมผลักประตูเข้าไปด้วยความโมโห เตรียมจะจับผิดและเค้นความจริงจากเธอ

แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้า… ทำให้เข่าของผมทรุดลงกับพื้น

ภรรยาของผมในชุดผ้ากันเปื้อนเปื้อนแป้ง กำลังพยุง คุณพ่อ ของผมลุกขึ้นยืนจากราวหัดเดิน ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยเหงื่อไคลและมีรอยยิ้มบาง ๆ ขณะที่พ่อกำลังพยายามก้าวขาอันอ่อนแรงสลับไปมาอย่างยากลำบาก เสียงลมหายใจหอบหนัก ๆ ของทั้งคู่ดังสะท้อนในห้องเงียบ ๆ นั้น… มันคือเสียงเดียวกับที่ผมได้ยินในโทรศัพท์คืนนั้นไม่มีผิด!

“คุณพ่อเก่งมากค่ะ! อีกนิดเดียวนะคะ จะถึงเป้าแล้ว” เธอพูดให้กำลังใจพ่อยลพยาบาท

“อ้าว… คุณ! กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?” ภรรยาหันมาเห็นผม เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

ผมเดินเข้าไปสวมกอดเธอและพ่อทั้งน้ำตา ความจริงทุกอย่างกระจ่างชัดโดยไม่ต้องเอ่ยคำถาม ภรรยาของผมไม่ได้จ้างคนอื่นมาดูแลพ่อเพื่อความสบายของตัวเอง และไม่ได้เอาเงินไปปรนเปรอความสุขส่วนตัว แต่เธอนำเงินเหล่านั้นมาเช่าตึกแถวแห่งนี้เพื่อทำเป็น “ห้องกายภาพบำบัดลับ” และจ้างหมอนวดแผนโบราณมาช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อให้พ่อในช่วงกลางวัน

ส่วนช่วงค่ำหลังจากที่พ่อทานข้าวทานยาเสร็จ เธอจะแอบพาพ่อมาที่นี่เพื่อฝึกเดินอย่างจริงจัง เพราะหมอบอกว่าหากฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง พ่อมีโอกาสกลับมาเดินได้อีกครั้ง และที่เธอต้องปิดเป็นความลับ เพราะพ่อไม่อยากให้ลูก ๆ คนอื่นคาดหวังจนผิดหวังหากอาการไม่ดีขึ้น

“ฉันขอโทษนะคะที่ไม่ได้บอกคุณ…” ภรรยากระซิบข้างหูผมขณะที่เธอก็ร้องไห้เช่นกัน “คืนนั้นที่คุณโทรมา ฉันกำลังพยุงคุณพ่อที่เกือบจะล้มตอนหัดเดินพอดี เลยกดรับสายแบบฉุกเฉินและพูดได้แค่นั้น…”

พ่อยิ้มให้ผม น้ำตาไหลอาบแก้มเหี่ยวย่นพลางพูดเสียงสั่น “พ่ออยากเซอร์ไพรส์แกตอนแกกลับมา… สะใภ้คนนี้ของแก… เธอเป็นนางฟ้าของบ้านเราจริง ๆ นะ”

ผมมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกผิดที่เคยระแวง และความรักที่เอ่อล้นจนอธิบายไม่ได้ พี่สะใภ้และคนอื่น ๆ อาจจะมองและตัดสินเธอจากภายนอกด้วยความอคติ แต่ความจริงใจและหยาดเหงื่อของเธอที่ยอมเหน็ดเหนื่อยเป็นสองเท่าเพื่อครอบครัวของเรา คือคำตอบที่ดังก้องที่สุด

คืนนั้น ผมก้มลงกราบที่อกของภรรยา ขอบคุณในความเสียสละของเธอ และสัญญากับตัวเองว่าจะรักและดูแลผู้หญิงคนนี้ให้ดีที่สุดไปตลอดชีวิต