ฉันโทรหาแฟนหนุ่มถึงเจ็ดครั้ง ขณะที่นอนจมกองเลือดอยู่บนทางด่วน—แต่เขาเลือกไปหาแฟนเก่าที่สนามบิน จนกระทั่งฉันพบว่าเขากำลังจะยกบ้านของฉันให้ผู้หญิงคนนั้น
ฉันโทรหามิเกลถึงเจ็ดครั้ง ขณะที่รถของฉันพลิกคว่ำอยู่ข้างทางด่วน
เลือดไหลจากหน้าผากของฉัน
มือสั่นไม่หยุด
และฉันแทบไม่รู้สึกขาซ้ายของตัวเองแล้ว
ในการโทรครั้งที่เจ็ด ในที่สุดเขาก็รับสาย
แต่สิ่งแรกที่ฉันได้ยิน
ไม่ใช่ความเป็นห่วง
หากแต่เป็นเสียงประกาศจากสนามบิน
“เลีย?” เขาพูดอย่างรีบร้อน “มีอะไรอีกล่ะ?”
ฉันพยายามหายใจ แม้จะรู้สึกเหมือนมีเหล็กหนักกดทับอยู่บนหน้าอก
“มิเกล… ฉันประสบอุบัติเหตุ อยู่แถวทางออกอลาบัง รถบรรทุกชนรถฉันจนพลิกคว่ำ ฉันเลือดออกเยอะมาก…”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
เบื้องหลังมีเสียงประกาศดังขึ้น
“เรียกผู้โดยสารเที่ยวบินสุดท้ายไปสิงคโปร์…”
จากนั้นเขาก็พูด เหมือนฉันเป็นฝ่ายสร้างปัญหา
“เลีย ใจเย็นก่อนนะ เดี๋ยวผมจะโทรให้เปาโลไปหา”
ฉันหลับตาลง
“เปาโล?” ฉันกระซิบ “ผู้ช่วยของคุณน่ะเหรอ?”
“ผมกลับไม่ได้ตอนนี้” เขาตอบ “ผมอยู่ที่สนามบินแล้ว เบียงก้าอาการทรุดอีกแล้ว หมอของเธอส่งข้อความมา บอกว่าน่าเป็นห่วง ผมต้องไปหาเธอที่สิงคโปร์”
เบียงก้า
แฟนเก่าของเขา
ผู้หญิงที่มาก่อนฉันเสมอมาตลอดห้าปี
เวลาที่เบียงก้ากลัวอยู่คนเดียว เขาทิ้งมื้อค่ำกับฉัน
เวลาที่เบียงก้าร้องไห้ เขายกเลิกวันครบรอบของเรา
แม้แต่ในงานหมั้นของเรา เขาก็หายไปเกือบสองชั่วโมง เพราะเบียงก้าโทรมาบอกว่าหายใจไม่ออก
ส่วนฉัน…
ฉันถูกบอกอยู่เสมอว่า
“เข้าใจเธอหน่อย เธอกำลังลำบาก”
แต่วันนี้
ในขณะที่ฉันนอนอยู่ท่ามกลางเศษกระจก เลือดหยดลงบนหน้าจอโทรศัพท์
ฉันคิดว่าอย่างน้อยสักครั้ง
เขาจะเลือกฉัน
“มิเกล…” ฉันพูดเสียงแผ่ว “ฉันไม่ได้เรียกร้องความสนใจนะ ฉันกลัวจริงๆ”
เขาถอนหายใจ
ไม่ใช่เพราะเป็นห่วง
แต่เพราะรำคาญ
“เลีย ได้โปรด อย่ามากวนผมตอนนี้ คุณก็รู้ว่าเบียงก้าสภาพจิตใจไม่ดี อย่าเอาอุบัติเหตุมาเป็นข้ออ้างเพื่อแย่งความสนใจจากเธอ”
เวลาราวกับหยุดนิ่ง
ไม่รู้ว่าเพราะอาการช็อก
เพราะเสียเลือด
หรือเพราะในที่สุดฉันก็ได้ยินความจริงอย่างชัดเจน
เขาไม่เคยรักฉันในแบบที่ฉันต้องการ
เขารักฉันเฉพาะเวลาที่รักได้ง่าย
เวลาที่ฉันเงียบ
เวลาที่ฉันอดทน
เวลาที่ฉันไม่เรียกร้องอะไรเลย
แต่เมื่อฉันต้องการใครสักคนมาช่วยชีวิต
ฉันกลับเป็นฝ่ายที่ต้องเข้าใจเขาอีกครั้ง
“มิเกล…”
ฉันพยายามจะพูดต่อ
แต่เขาตัดบททันที
“ผมกำลังจะขึ้นเครื่อง เปาโลจะโทรหาคุณ อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ พอกลับมาแล้วเราค่อยคุยเรื่องงานแต่ง”
แล้วเขาก็ตัดสาย
ฉันจ้องหน้าจอโทรศัพท์สีดำอยู่นาน
มีเลือดติดอยู่ตรงขอบ
ฟิล์มกันรอยแตกร้าว
ด้านนอกมีเสียงแตรรถ เสียงคนตะโกน และฝีเท้าที่กำลังวิ่งเข้ามา
“คุณครับ! คุณยังรู้สึกตัวอยู่ไหม?”
ชายคนหนึ่งก้มมองเข้ามาทางกระจกรถที่แตก
เขาสวมเสื้อโปโลสีขาว มีเครื่องวัดความดันคล้องคออยู่ เหมือนเพิ่งออกมาจากโรงพยาบาล
“ผมเป็นหมอครับ ผมชื่อหมอราฟาเอล โซเรียโน ผมขับผ่านมาเห็นอุบัติเหตุ อย่าหลับนะครับ”
ฉันไม่รู้ว่าทำไม
แต่แค่ได้ยินเสียงของเขา
ฉันก็รู้สึกปลอดภัยเป็นครั้งแรก
“เจ็บไหม?” เขาถามขณะทุบกระจกที่เหลืออย่างระมัดระวัง
ฉันพยักหน้าเบาๆ
“ดีครับ แปลว่าร่างกายยังตอบสนองอยู่ เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”
เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน
แค่สองคำ
แต่ให้ความอบอุ่นมากกว่าห้าปีที่ฉันได้ยินมิเกลพูดว่า
“ช่วยเข้าใจหน่อย”
…
วันรุ่งขึ้น ฉันกลับไปที่คอนโดของฉันและมิเกลในย่าน BGC
สิ่งแรกที่ฉันเห็นหลังเปิดประตู
คือรองเท้าแตะสีชมพู
ไม่ใช่ของฉัน
แต่เป็นของเบียงก้า
ยังวางอยู่ข้างรองเท้าของมิเกล ราวกับเธอมีสิทธิ์อยู่ที่นั่นมากกว่าฉัน
ฉันเก็บข้าวของของตัวเองใส่กระเป๋าเดินทาง
น่าแปลก
ฉันทุ่มเทชีวิตให้ผู้ชายคนนี้มาห้าปี
แต่ตอนจากไป
ฉันใช้กระเป๋าเพียงใบเดียว
ก่อนออกจากห้อง ฉันส่งข้อความหาเอเยนต์อสังหาริมทรัพย์
“ช่วยประกาศขายบ้านที่เขาใหญ่ให้ฉันทีค่ะ ขายทันที”
บ้านหลังนั้นเป็นมรดกจากพ่อแม่ผู้ล่วงลับ
เป็นบ้านของฉัน
เราวางแผนว่าจะย้ายไปอยู่หลังแต่งงาน
แต่ข้อความตอบกลับทำให้เลือดในกายฉันเย็นเฉียบ

“คุณเลียคะ เมื่อวานคุณมิเกลเพิ่งมาติดต่อเรา เขาบอกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์บ้านให้คุณเบียงก้า วิลลาฟลอร์ โดยอ้างว่าได้รับอนุญาตจากคุณแล้วค่ะ”
นิ้วของฉันเย็นชา
จากนั้นข้อความถัดมาก็เด้งขึ้นมา
“คุณเลีย… เขานำเอกสารที่มีลายเซ็นของคุณมาด้วยค่ะ…”…
“…ลายเซ็นในเอกสารมอบอำนาจฉบับนั้น ลงวันที่เมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนที่คุณเลียป่วยเข้าโรงพยาบาลค่ะ”
ฉันทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา ความจริงตบหน้าฉันฉาดใหญ่ สัปดาห์ก่อนฉันไข้ขึ้นสูงจนแทบไม่มีสติ มิเกลยื่นเอกสารปึกหนึ่งให้ฉันเซ็น โดยบอกว่าเป็นเอกสารเคลมประกันสุขภาพ ฉันเชื่อใจเขาจึงเซ็นไปโดยไม่ได้อ่าน
ที่แท้… เขาวางแผนปล้นบ้านมรดกชิ้นสุดท้ายของพ่อแม่ฉัน เพื่อเอาไปประเคนให้แฟนเก่าของเขา!
ความเสียใจที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความแค้นอันเยือกเย็น ฉันยกหูโทรศัพท์หาทนายความประจำตระกูลทันที
“คุณทนายคะ เตรียมเอกสารฟ้องฉ้อโกงและปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ค่ะ ฉันจะเอาเรื่อง มิเกล เมนโดซา และ เบียงก้า วิลลาฟลอร์ ให้ถึงที่สุด!”
วันนัดโอนกรรมสิทธิ์: งานแต่งที่กลายเป็นงานล่มจม
สามวันต่อมา ณ สำนักงานที่ดินเขต
มิเกลและเบียงก้านั่งอยู่ด้วยกันในชุดหรูหรา เบียงก้าส่งยิ้มหวานพลางไอคอกแคกแสร้งทำเป็นป่วยออดอ้อนมิเกลอยู่ตลอดเวลา ขณะที่มิเกลคอยลูบหลังเธอด้วยความรักทะนุถนอม… ภาพที่ฉันเคยโหยหามาตลอดห้าปี แต่ตอนนี้มันทำให้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียน
“มิเกลคะ ถ้าได้บ้านที่เขาใหญ่หลังนี้ เบียงก้าคงจะรู้สึกดีขึ้นมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่ใส่ใจเบียงก้าเสมอ”เธอกระซิบเสียงเบา
“เพื่อคุณ ผมทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วเบียงก้า ส่วนเรื่องเลีย… คุณไม่ต้องห่วงนะ ยายนั่นหัวอ่อน แค่ผมบอกว่าจะแต่งงานด้วย หล่อนก็ยอมทุกอย่างแล้ว” มิเกลพูดพร้อมรอยยิ้มอวดดี
“งั้นเหรอคะ… มิเกล?”
เสียงของฉันดังขึ้นจากด้านหลัง ทั้งคู่สะดุ้งสุดตัวและหันมามอง ฉันเดินเข้ามาในชุดสูทสีดำสนิท ใบหน้าแต่งแต้มอย่างงดงาม ไร้แววผู้หญิงอมทุกข์คนเดิม และข้างกายของฉัน… คือ หมอราฟาเอล โซเรียโน ชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตฉันไว้ในวันอุบัติเหตุ ซึ่งตอนนี้เขามาในฐานะพยานและเพื่อนสนิทของครอบครัวฉัน
“เลีย! เธอมาที่นี่ได้ยังไง? แล้วขาเธอ…” มิเกลอ้าปากค้างเมื่อเห็นฉันเดินได้อย่างมั่นคง ไม่ได้พิการหรือเจ็บหนักอย่างที่เขาคิด
“เสียใจด้วยนะที่ฉันไม่ตายบนทางด่วนวันนั้น” ฉันแค่นยิ้ม ยื่นเอกสารระงับการทำธุรกรรมฉุกเฉินจากศาลวางลงบนโต๊ะเจ้าหน้าที่ที่ดิน “และเสียใจด้วยนะมิเกล… เอกสารมอบอำนาจฉบับนั้นถูกศาลสั่งเป็นโมฆะเรียบร้อยแล้ว เพราะฉันมีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าสัปดาห์ก่อนฉันอยู่ในภาวะไร้ความสามารถทางนิติกรรมเนื่องจากฤทธิ์ยา”
“แก! ยัยเลีย แกกล้าดียังไงมาขัดขวางฉัน!” เบียงก้าลืมตัวลุกขึ้นกรีดร้อง เสียงแหลมสูงหลุดจากท่าทางอ่อนแอทันที
ความจริงใจที่ไม่มีวันได้คืน
“ยังไม่หมดแค่นั้นหรอกนะ” หมอราฟาเอลเกลี่ยยิ้มกว้างก่อนจะยื่นแฟ้มประวัติการรักษาพยาบาลอีกชุดให้มิเกล “คุณมิเกลครับ ในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารของโรงพยาบาลที่สิงคโปร์ที่คุณเพิ่งบินไป… ผมอยากจะบอกว่า คุณเบียงก้าไม่ได้ป่วยเป็นโรคหัวใจร้ายแรงอะไรทั้งนั้นครับ เธอแค่จ้างหมอทางนู้นออกใบรับรองแพทย์ปลอมเพื่อดึงตัวคุณและ ‘เงิน’ ของคุณไปจากคุณเลียมาตลอดห้าปีต่างหาก”
มิเกลหน้าถอดสีทันที เขาหันไปหาเบียงก้า “เบียงก้า… นี่คุณหลอกผมเหรอ? ที่คุณบอกว่าหายใจไม่ออกตอนงานหมั้นผม…”
“ไม่จริงนะมิเกล! พวกมันแต่งเรื่อง!” เบียงก้าพยายามแก้ตัว แต่ใบหน้าที่ซีดสลับเขียวครามของเธอมันฟ้องชัดเจน
ฉันก้าวไปข้างหน้า จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของมิเกล ชายผู้ชายที่ฉันเคยยอมลดคุณค่าตัวเองเพื่อเขามาครึ่งทศวรรษ
“มิเกล… ห้าปีที่ผ่านมาฉันยอมเงียบ ยอมทน เพราะคิดว่าคุณเป็นคนมีน้ำใจ แต่ในวันที่ฉันปางตายอยู่บนทางด่วน คุณกลับบอกว่าฉันเอาอุบัติเหตุมาเป็นข้ออ้างแย่งความสนใจ… วันนี้ฉันคืนความสนใจทั้งหมดให้คุณแล้วนะ ไปอยู่กับผู้หญิงจอมลวงโลกของคุณในคุกเถอะ เพราะทนายของฉันกำลังยื่นฟ้องพวกคุณข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สิน!”
บทสรุปของคนเลือกผิด
ตำรวจสองนายที่ทนายของฉันประสานงานไว้ก้าวเข้ามาเชิญตัวมิเกลและเบียงก้าไปที่สถานีตำรวจทันที เบียงก้าร้องไห้โวยวายจนหมดคราบผู้หญิงมีระดับ ส่วนมิเกลหันมามองฉันด้วยสายตาอ้อนวอน ร้องเรียกชื่อฉันซ้ำ ๆ ราวกับคนบ้าที่เพิ่งรู้ตัวว่าได้สูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไปเพื่อแลกกับก้อนกรวดไร้ราคา
ฉันไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
เมื่อเดินออกมาหน้าสำนักงานที่ดิน หมอราฟาเอลยื่นมือมาตรงหน้าฉันพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่น “ไปทานมื้อกลางวันฉลองอิสรภาพกันไหมครับคุณเลีย?”
ฉันยิ้มตอบและวางมือลงบนมือของเขาอย่างมั่นใจ “ยินดีค่ะคุณหมอ”
มิเกลเลือกแฟนเก่าของเขาในวันที่ฉันต้องการเขาที่สุด
และในวันนี้… ฉันก็เลือกที่จะรักตัวเอง และก้าวเดินไปสู่อนาคตที่ไม่มีวันมีผู้ชายชื่อมิเกลอยู่ในชีวิตอีกต่อไป บ้านที่เขาใหญ่ยังคงเป็นของฉัน และชีวิตใหม่ที่งดงามกำลังเริ่มต้นขึ้น!