เมื่อสามี CEO ของฉันสั่งให้คนตบหน้าฉันเพราะเลขาของเขา แค่โทรศัพท์สายเดียว ฉันก็ทำให้บริษัทของเขาพังทลายลงได้—และนั่นคือวันที่เขาได้รู้ว่าผู้หญิงที่เขาเล่นด้วยเป็นใครกันแน่**
สามี CEO ของฉันสั่งให้ฉันยืนอยู่กลางห้องทำงานของตัวเอง
ต่อหน้าเลขาสาวที่แกล้งร้องไห้ เขาสั่งบอดี้การ์ดว่า
**“ตบหน้าเธอสิบครั้ง ให้เธอรู้ว่าใครคือราชินีตัวจริงของที่นี่”**
เขาไม่รู้เลยว่า ทุกหนึ่งครั้งที่ตบลงมานั้น มีมูลค่าเทียบเท่ากับ **เงินหลายร้อยล้านบาท**
และแค่โทรศัพท์สายเดียวจากฉัน อาณาจักรทั้งหมดของเขาก็จะพังครืนลงมา
เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในวันครบรอบแต่งงานปีที่สามของฉันกับราฟาเอล มอนเตมายอร์
สิ่งที่รอต้อนรับฉันไม่ใช่อาหารค่ำใต้แสงเทียน
ไม่ใช่ดอกไม้
ไม่ใช่ของขวัญ
แต่เป็นสายตาเย็นชาของผู้ชายที่ครั้งหนึ่งฉันเคยเลือกที่จะรัก
ตอนนั้นพวกเราอยู่ในห้องทำงานผู้บริหารของ Montemayor Global ที่ย่าน Bonifacio Global City ด้านหลังเป็นกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน มองเห็นเส้นขอบฟ้าของกรุงมะนิลาเปล่งประกายยามค่ำคืน
ข้างนอกสวยงามราวกับภาพฝัน
แต่ข้างในกลับเหมือนมีพายุลูกใหญ่กำลังก่อตัว และพร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
ราฟาเอลนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังราคาแพง
มือของเขาวางอยู่บนไหล่ของเลขาสาวชื่อเบียงก้า ซัลเซโด
เบียงก้าซบอยู่กับอกของเขา
ดวงตาแดงก่ำ
ริมฝีปากสั่นระริก
ราวกับนางเอกผู้แสนอาภัพในละครน้ำเน่า
“คุณราฟ…” เธอสะอึกสะอื้น “คุณเลโอนาบอกว่าฉันเป็นเมียน้อย บอกว่าฉันเป็นงูพิษในบ้านของพวกคุณ”
เธอมองมาที่ฉันก่อนจะร้องไห้อีกครั้ง
“แล้วเธอยังตบหน้าฉันด้วย”
ฉันมองเธอนิ่ง ๆ
ทั้งที่ความจริงแล้ว ฉันยังไม่ได้แตะต้องตัวเธอแม้แต่นิดเดียว
ตรงกันข้าม
ทันทีที่ฉันเดินเข้ามาในห้อง เธอเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
เธอบอกว่าฉันไม่ควรหวังกับตำแหน่งภรรยาอีกต่อไป
เพราะหัวใจของราฟาเอลเป็นของเธอแล้ว
ฉันไม่ได้ตอบโต้อะไร
เพราะฉันเหนื่อยเกินไป
เหนื่อยกับการเห็นสามีหาข้ออ้างปกป้องเธออยู่เสมอ
เหนื่อยกับการเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับเหมือนแขกในชีวิตของตัวเอง
“ราฟาเอล” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงสงบ “ลองเปิดกล้องวงจรปิดดูก่อน”
แต่เขาเพียงแค่ยิ้มเยาะ
“เลโอนา อาร์เซโอ” เขาเรียกชื่อเต็มของฉันด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จนถึงตอนนี้เธอยังแสดงละครอีกเหรอ?”
ฉันไม่ขยับ
เพียงจ้องมองเขาเท่านั้น
เราสองคนแต่งงานกันมาสามปี
สามปีที่ฉันช่วยประคับประคอง Montemayor Global อยู่เบื้องหลัง
สามปีที่ฉันเลือกจะเงียบ เพราะไม่อยากถูกมองว่าโอ้อวด
ไม่อยากย้ำเตือนเขาว่าใครคือคนที่ช่วยกอบกู้ธุรกิจของเขาในวันที่เกือบล้มละลาย
แต่ตอนนี้
เพียงเพราะน้ำตาไม่กี่หยดของเลขาสาว
ฉันกลับกลายเป็นคนผิดในทันที
บอดี้การ์ดสองคนเดินเข้ามาประกบทั้งสองข้าง
“ราฟาเอล” ฉันพูดเบา ๆ “คุณแน่ใจแล้วใช่ไหม?”
เขาชะงักไปชั่วครู่
ฉันนึกว่ายังเหลือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้าง
แต่เขากลับโอบเบียงก้าแน่นกว่าเดิม
**“ตบเธอสิบครั้ง จนกว่าเธอจะรู้จักที่ของตัวเอง”**
เบียงก้ายิ้มทั้งที่ก้มหน้าอยู่
เธอคิดว่าฉันไม่เห็น
ฝ่ามือแรกฟาดลงบนแก้มซ้ายของฉัน
แรง
รวดเร็ว
จนเหมือนเสียงทุกอย่างรอบตัวหายไปในพริบตา
จากนั้นก็ตามมาด้วยครั้งที่สอง
ศีรษะของฉันสะบัดไปด้านข้าง
ฉันรับรู้รสเลือดในปากทันที
ครั้งที่สาม
ครั้งที่สี่
ทุกครั้งที่ถูกตบ
ทุกอย่างในหัวฉันกลับชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
นี่ไม่ใช่เรื่องของเบียงก้าอีกต่อไป
ไม่ใช่เรื่องชีวิตแต่งงานของเราอีกแล้ว
นี่คือช่วงเวลาที่ราฟาเอลเลือกว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน
และเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ฉันเลือกว่าหลังจากนี้ ฉันจะเป็นใคร
ครั้งที่ห้า
ครั้งที่หก
ฉันรู้ว่ามีพนักงานยืนอยู่ด้านนอกประตูกระจกฝ้า
ฉันรู้ว่าพวกเขาได้ยินทุกอย่าง
และรู้ว่าบางคนแอบมองเข้ามา
แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาห้าม
เพราะราฟาเอลคือ CEO
ส่วนฉัน?
ในสายตาของพวกเขา ฉันเป็นเพียงภรรยาที่เงียบงัน
ผู้หญิงที่แทบไม่เคยปรากฏตัวในงานบริษัท
ผู้หญิงที่ไม่เคยอวดนามสกุลของตัวเอง
ผู้หญิงที่ทุกคนคิดว่าโชคดีเพียงเพราะได้แต่งงานกับตระกูลมอนเตมายอร์
ครั้งที่เจ็ด
ครั้งที่แปด
ฉันไม่ร้องไห้
ไม่อ้อนวอน
ฉันจะไม่มอบความสุขให้เบียงก้าด้วยการเห็นฉันพังทลายต่อหน้าต่อตาเธอ
ครั้งที่เก้า
ครั้งที่สิบ
เมื่อบอดี้การ์ดถอยออกไป ฉันแทบจะทรุดลงกับพื้น
ฉันต้องจับขอบโต๊ะประชุมเอาไว้
ใบหน้าบวมช้ำ
หูอื้อ
เลือดไหลซึมที่มุมปาก
เบียงก้ายังคงกอดราฟาเอลและแสร้งทำเป็นห่วงใย
“คุณราฟคะ พอเถอะค่ะ สงสารคุณเลโอนา”
แต่ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยชัยชนะ
และนั่นเองที่ทำให้ฉันยิ้ม
ไม่ใช่รอยยิ้มกว้าง
ไม่ใช่รอยยิ้มที่สังเกตเห็นได้ง่าย
แต่เพียงพอที่จะทำให้ราฟาเอลขมวดคิ้ว
“มีอะไรน่าขำ?” เขาถาม
ฉันค่อย ๆ ใช้หลังมือเช็ดเลือดที่ริมฝีปาก
“ไม่มีอะไรหรอก” ฉันตอบ
“แค่คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้…”
ฉันสูดหายใจลึก
“แล้วก็เพิ่งตระหนักว่า สำหรับคุณแล้ว การตบหน้าสิบครั้งมันมีค่าต่ำต้อยขนาดไหน”

จากนั้น ฉันหยิบโทรศัพท์ออกมา
แค่โทรศัพท์สายเดียว
แค่กดชื่อคนเพียงคนเดียว
และราฟาเอลยังไม่รู้เลยว่า ภายในไม่กี่นาทีต่อจากนี้ ทุกสิ่งที่เขาใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างขึ้นมา จะเริ่มพังทลายลงต่อหน้า
นี่คือบทสรุปและตอนจบของเรื่องราว “สายเดียวล่มอาณาจักร” ของคุณเลโอนาครับ
ตอนจบ: โทรศัพท์สายเดียว และจุดจบของราชันย์กำมะลอ
ฉันไม่รอฟังคำด่าทอของราฟาเอล นิ้วของฉันกดโทรออกไปยังเบอร์ส่วนตัวของชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก… “คุณพ่อ” หรือ อเลฮันโดร อาร์เซโอ ประธานใหญ่แห่ง Arceo Holdings Group ยักษ์ใหญ่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด 60% ของ Montemayor Global และเป็นเจ้าของที่ดินผืนที่ตึกนี้ตั้งอยู่
ฉันเปิดลำโพง เสียงสัญญาณดังไม่ถึงสองครั้ง ปลายสายก็กดรับด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ว่าไงลูกสาวตัวดี ของขวัญวันครบรอบแต่งงานที่พ่อส่งไปให้ถูกใจไหม? พ่ออุตส่าห์ยอมเซ็นอนุมัติเงินทุนก้อนใหม่ให้บริษัทสามีลูกตามที่ขอเลยนะ”
ห้องทั้งห้องเงียบกริบดั่งป่าช้า ใบหน้าของราฟาเอลซีดเผือดลงในฉับพลันเมื่อได้ยินชื่อและน้ำเสียงของปลายสาย เขารู้จักเสียงนี้ดี… เสียงของชายที่เขาต้องก้มหัวให้ทุกครั้งเพื่อขอความช่วยเหลือทางธุรกิจ
“คุณพ่อคะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยจากความเจ็บที่มุมปาก “ระงับเงินทุนทั้งหมดค่ะ และถอนหุ้นทุกตัวที่อาร์เซโอโฮลดิ้งส์มีในมอนเตมายอร์ภายในห้านาทีนี้”
ปลายสายเงียบไปสามวินาที ก่อนน้ำเสียงจะเปลี่ยนเป็นดุดันและทรงพลังราวน้ำป่าไหลหลาก “เกิดอะไรขึ้น เลโอนา?!”
“ราฟาเอลสั่งบอดี้การ์ดตบหน้าหนูสิบครั้งค่ะคุณพ่อ… เพื่อเอาใจเลขาของเขา”
“ไอ้สารเลวราฟาเอล!!! มึงกล้าดียังไง!!!” เสียงตบโต๊ะดังสนั่นผ่านลำโพงโทรศัพท์จนเบียงก้าสะดุ้งสุดตัว “ห้านาที! พ่อให้เวลาห้านาที มอนเตมายอร์จะต้องไม่เหลือแม้แต่ชื่อในตลาดหุ้น! และแก… ราฟาเอล แกเตรียมตัวนอนคุกข้อหาทำร้ายร่างกายลูกสาวฉันได้เลย!”
สายตัดไป
อาณาจักรที่พังทลายใน 5 นาที
ราฟาเอลเบิกตากว้าง ขาของเขาอ่อนแรงจนแทบเกาะพนักเก้าอี้ไว้ไม่อยู่ “ล…เลโอนา… เธอคือ… ลูกสาวตระกูลอาร์เซโอ? ผู้สืบทอดคนเดียวของ Arceo Holdings งั้นเหรอ?!”
ฉันไม่ตอบ แต่เสียงแจ้งเตือนจากแท็บเล็ตบนโต๊ะทำงานของเขาก็ดังขึ้นไม่หยุด
- นาทีที่ 1: ฝ่ายการเงินโทรเข้ามือถือราฟาเอลด้วยเสียงตื่นตระหนก: “ท่านประธานครับ! เงินทุนก้อนใหม่สามพันล้านบาทถูกดึงกลับครับ! ธนาคารทุกแห่งอายัดบัญชีเครดิตของบริษัทเราทั้งหมด!”
- นาทีที่ 2: หุ้นของ Montemayor Global ดิ่งลงเหวทันที 30% หลังจากมีข่าวลือว่ายักษ์ใหญ่悦อาร์เซโอถอนการลงทุนทั้งหมด
- นาทีที่ 3: บอร์ดบริหารส่งข้อความขอนัดประชุมด่วนเพื่อปลดราฟาเอลออกจากตำแหน่ง CEO เพื่อรักษาบริษัทที่กำลังจะล้มละลาย
- นาทีที่ 4: เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตึก (ซึ่งเป็นเครือข่ายของอาร์เซโอ) เดินเข้ามาในห้อง นำตัวบอดี้การ์ดสองคนที่ตบฉันไปควบคุมตัวไว้เพื่อรอกำลังตำรวจ
เบียงก้าที่เคยเกาะแขนราฟาเอลแน่น บัดนี้ปล่อยมือราวกับต้องของร้อน เธอถอยห่างจากเขาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าสวยๆ ที่เคยเคลือบน้ำตาตอแหลบัดนี้ซีดเซียวจนดูไม่ได้
ราฟาเอลคลานเข่าเข้ามากอดขาฉันไว้ น้ำตาของผู้ชายที่เคยโอหังไหลอาบแก้ม
“เลโอนา… ผมผิดไปแล้ว! ผมโดนอีนี่หลอก! เบียงก้ามันยั่วลวงผม! ได้โปรด… บอกคุณพ่อให้หยุดเถอะนะ ผมรักคุณนะเลโอนา!”
ฉันก้มลงมองเขาด้วยสายตาที่มองเศษขยะ ไม่มีแม้แต่ความสงสารหรือความโกรธขึง เหลือเพียงความสมเพช
“ราฟาเอล” ฉันพูดเบาๆ “คุณบอกให้ฉันรู้ว่าใครคือราชินีตัวจริงของที่นี่ใช่ไหม? ตอนนี้คุณรู้หรือยัง… ว่าใครคือเจ้าของชีวิตของคุณ”
ฉันสะบัดขาออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างแรง
“ตบสิบครั้ง… ครั้งละหนึ่งร้อยล้านบาท บริษัทของคุณมูลค่าหนึ่งพันล้าน ตอนนี้ฉันยึดมันคืนมาในฐานะค่าเสียหายแล้ว” ฉันหันไปมองเบียงก้าที่ยืนสั่นอยู่มุมห้อง “ส่วนเธอ… ตำแหน่งราชินีของที่นี่น่ะ ฉันยกให้ แต่อย่าลืมจ่ายหนี้สินทั้งหมดที่บริษัทนี้กำลังจะล้มละลายร่วมกับเขาด้วยล่ะ”
บทสรุป
ฉันเดินออกจากห้องทำงานนั้นโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย เสียงราฟาเอลร้องไห้โฮและทุบพื้นราวกับคนบ้าดังไล่หลังมา พร้อมกับเสียงไซเรนของรถตำรวจที่แล่นเข้ามาจอดหน้าตึก
สามปีที่ฉันยอมเป็นภรรยาที่แสนดีและอยู่เบื้องหลังจบลงแล้ว หลังจากนี้ชื่อของ เลโอนา อาร์เซโอ จะกลับคืนสู่บัลลังก์ที่แท้จริง… บัลลังก์ที่ผู้ชายเฮงซวยอย่างราฟาเอล ไม่มีวันเอื้อมถึงอีกต่อไปต่อตา