Posted in

เขาทิ้งภรรยาไปอยู่กับเมียน้อยนาน 8 เดือน แต่เมื่อกลับมาในคืนงานศพเพื่อแย่งมรดก 25 ล้านบาท ประตูบานหนึ่งที่หญิงสาวเปิดออกกลับเผยให้เห็น “กรรม” ที่แท้จริง

เขาทิ้งภรรยาไปอยู่กับเมียน้อยนาน 8 เดือน แต่เมื่อกลับมาในคืนงานศพเพื่อแย่งมรดก 25 ล้านบาท ประตูบานหนึ่งที่หญิงสาวเปิดออกกลับเผยให้เห็น “กรรม” ที่แท้จริง

กาเบรียลคิดว่าคืนงานศพจะเป็นเวลาที่ง่ายที่สุดในการทำลายมิรา

เขาคิดว่าเพราะพ่อแม่ของเธอเพิ่งเสียชีวิต เธอคงไม่มีแรงแม้แต่จะต่อสู้

เขาคิดว่าแค่ลายเซ็นเพียงครั้งเดียว ก็จะทำให้เขาได้ครอบครองมรดกมูลค่า 25 ล้านบาท

แต่ในคืนนั้น ทุกสิ่งที่เขาคิดกลับผิดหมด

ตลอดแปดเดือนที่ผ่านมา มิรา วิลลานูเอวาใช้ชีวิตราวกับวิญญาณในบ้านของตัวเองที่เมืองลิปา จังหวัดบาตังกัส

แปดเดือนนับจากวันที่สามีของเธอ กาเบรียล ย้ายออกไปอยู่คอนโดหรูในย่าน BGC พร้อมกับผู้หญิงที่เขาเลือกแทนเธอ—เบียนกา

ช่วงแรก ๆ มิรายังโทรหาเขาทุกวัน

ตอนหลังคาบ้านรั่วเพราะฝนตกหนัก กาเบรียลไม่รับสาย

ตอนแม่ของเธอต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะหายใจลำบาก เขาเพียงแค่อ่านข้อความแล้วไม่ตอบ

ตอนพ่อของเธอเป็นโรคหลอดเลือดสมอง เขาไม่แม้แต่จะถามอาการสักคำ

สิ่งเดียวที่เธอได้รับจากเขาตลอดแปดเดือนคือข้อความสั้น ๆ ที่เย็นชา

“เลิกสร้างดราม่าได้แล้ว เธอยังไม่ตายสักหน่อย”

แต่ความเจ็บปวดบางอย่างไม่เคยรอเวลาที่เหมาะสม

คืนหนึ่ง ขณะพ่อแม่ของมิราขับรถกลับจากตาไกไตหลังไปเยี่ยมญาติ พวกเขาประสบอุบัติเหตุบนทางหลวง

หมอไม่สามารถช่วยชีวิตได้

ในพริบตาเดียว คนสองคนที่ไม่เคยทอดทิ้งเธอก็จากไปตลอดกาล

วันถัดมา ขณะที่มือของเธอยังสั่นจากการกำสายประคำของแม่อยู่ ทนายเมอร์คาโด ซึ่งเป็นทนายประจำครอบครัวมานาน ได้เดินเข้ามาหา

“มิรา” เขาพูดเบา ๆ “พ่อแม่ของเธอได้ยกบ้านที่ลิปา อาคารพาณิชย์ในตาเนาอัน เงินออมทั้งหมด และกรมธรรม์ประกันชีวิตให้เธอ มูลค่ารวมมากกว่า 25 ล้านบาท”

แต่มิราไม่ได้รู้สึกดีใจเลย

จะให้ดีใจได้อย่างไร ในเมื่อราคาของเงินก้อนนั้นคือความเงียบงันชั่วนิรันดร์ของคนที่เธอรักที่สุด

คืนงานศพมาถึง

ทั้งบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นเทียน ดอกมะลิ กาแฟ และน้ำตา

มิราสวมชุดเดรสสีดำ ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้และความเหนื่อยล้า

ประมาณห้าทุ่ม เมื่อแขกเริ่มทยอยกลับบ้าน ประตูไม้หนักของบ้านก็เปิดออก

กาเบรียลไม่เคาะประตู

เขาใช้กุญแจที่ปฏิเสธจะคืนมานานแปดเดือน

เขาเดินเข้ามาราวกับยังเป็นเจ้าของบ้าน

เสื้อโปโลรีดเรียบ นาฬิกาหรูบนข้อมือ และสายตาที่เย็นชา

ด้านหลังเขา เบียนกายืนพิงประตู กอดอก พร้อมรอยยิ้มเยาะหยัน

ราวกับกำลังดูละครที่ตัวเองเป็นนางร้าย

กาเบรียลเดินไปยังโต๊ะไม้นาร์ราเก่าของตระกูลวิลลานูเอวา แล้วโยนแฟ้มเอกสารหนาลงบนโต๊ะ

“เซ็นซะ”

เขาสั่งอย่างเย็นชา

มิราค่อย ๆ เปิดแฟ้ม

ข้างในมีเอกสารมอบอำนาจ หนังสืออนุญาตเข้าถึงบัญชีธนาคาร และเอกสารขายอาคารพาณิชย์ที่พ่อของเธอสร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงตลอดยี่สิบปี

“ไม่”

เธอตอบ

เพียงคำเดียว

แต่เพียงพอที่จะทำให้ใบหน้าของกาเบรียลมืดครึ้ม

ตลอดเจ็ดปีของชีวิตคู่ เขาคุ้นเคยกับมิราที่เงียบเชียบ

คุ้นเคยกับการที่เธอก้มหน้าทุกครั้งที่เขาตะโกน

ขอโทษทั้งที่ไม่ได้ทำผิด

และแอบร้องไห้คนเดียวในครัวหลังจากถูกดูถูก

แต่คืนนี้

ความกลัวในตัวเธอได้ตายไปพร้อมกับพ่อแม่แล้ว

กาเบรียลพุ่งเข้ามา

เขากระชากผมของมิราอย่างแรง ดึงศีรษะเธอไปด้านหลัง

“เธอยังเป็นเมียฉัน!” เขาคำราม “เงินของเธอก็คือเงินของฉัน อย่าทำตัวโง่!”

น้ำตาไหลออกจากดวงตาของมิราด้วยความเจ็บปวด

ริมฝีปากของเธอกระแทกเข้ากับขอบเก้าอี้

รสเลือดคละคลุ้งในปาก

ที่หน้าประตู เบียนกาหัวเราะ

“เซ็น ๆ ไปเถอะ” เธอพูด “จะได้จบเรื่อง”

มิรามองหน้ากาเบรียล

ร่างกายของเธอสั่น

แต่สายตายังคงแน่วแน่

“ถ้านายแตะต้องฉันอีกครั้ง”

เธอกระซิบ

“ฉันจะเปิดโปงให้ทุกคนเห็นว่านายเป็นสัตว์ประหลาดแค่ไหน”

กาเบรียลหัวเราะ

“แล้วใครจะเชื่อเธอ?”

ในวินาทีนั้น มิราก็ลงมือ

เธอคว้าของตกแต่งคริสตัลรูปไก่ฟีนิกซ์ที่พ่อรักที่สุดจากบนโต๊ะ

แล้วฟาดลงบนข้อมือของกาเบรียลเต็มแรง

เขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

เบียนกาถอยหลัง

รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปทันที

“เธอบ้าไปแล้ว!”

กาเบรียลตะโกน

มิราลุกขึ้นยืน

ตัวสั่น ริมฝีปากมีเลือดไหล

แต่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ได้ดูเหมือนเหยื่ออีกต่อไป

“มันจบแล้ว”

เธอพูด

กาเบรียลพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง

แต่มิราหลบได้ทัน

เขาชนเข้ากับตู้ไม้จนแจกันเก่าแก่ที่แม่ของเธอสืบทอดมาหล่นแตก

มิราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเปิดกล้อง

“เอามันลง!”

กาเบรียลตะโกน

“พูดอีกสิ”

มิราท้าทาย ขณะถือกล้องจ่อไปที่เขา

“บอกในคลิปนี้เลย ว่านายบุกเข้ามาในบ้านของพ่อแม่ที่เพิ่งเสียชีวิตของฉัน เพื่อบังคับให้ฉันยกมรดกให้นาย”

เบียนกาหน้าซีด

“มิรา อย่าสร้างเรื่องเลย”

มิราหัวเราะอย่างขมขื่น

“พวกเธอบุกเข้ามาในบ้านของคนตายเพื่อปล้นฉัน แล้วฉันนี่นะที่สร้างเรื่อง?”

กาเบรียลเดินเข้ามาอีกครั้ง

ตัวสั่นด้วยความโกรธ

“เธอสู้ฉันไม่ได้หรอก”

ตอนนั้นเอง มิราเดินไปที่ประตูใหญ่ของบ้าน

เธอจับลูกบิดประตู

แล้วเปิดมันออกจนสุด

และทันทีที่ประตูเปิด

ลมหายใจของกาเบรียลก็หยุดชะงัก

เพราะด้านนอก ไม่ได้มีเพียงลมหนาวยามค่ำคืนรออยู่

หัวหน้าชุมชนยืนอยู่ที่นั่น

ทนายเมอร์คาโดยืนอยู่ที่นั่น

ตำรวจสองนายยืนอยู่ที่นั่น

และตรงกลางของพวกเขา

คือโดญ่าเลโอนอรา

แม่แท้ ๆ ของกาเบรียล

ในมือของเธอมีซองเอกสารสีน้ำตาล

และน้ำตากำลังไหลอาบแก้มด้วยความอับอาย

นี่คือบทสรุปและตอนจบ (the ending) ของเรื่องราวแห่งผลกรรมชิ้นโตนี้ครับ:

ตอนจบ: ประตูแห่งสัจธรรม และจุดจบที่ไม่มีวันหวนคืน

ความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วคฤหาสน์ตระกูลวิลลานูเอวา มีเพียงเสียงลมหนาวยามค่ำคืนที่พัดผ่านประตูบานใหญ่เข้ามา กาเบรียลยืนตัวแข็งทึ่มราวกับถูกสาป สายตาของเขาจ้องมองไปยังผู้หญิงวัยกลางคนในชุดสีดำที่ยืนเด่นอยู่ตรงกลาง—โดญ่าเลโอนอรา แม่แท้ ๆ ของเขาเอง

“คุณแม่…” เสียงของกาเบรียลแหบพร่าและเบาหวิว ความอวดดีที่มีเมื่อครู่สลายไปในพริบตา

“ฉันไม่คิดเลย… ว่าฉันจะเลี้ยงไอ้สัตว์นรกที่ไม่มีแม้แต่ความเป็นคนขึ้นมาได้!” โดญ่าเลโอนอราตะโกนทั้งน้ำตา เดินตรงเข้ามาตบหน้ากาเบรียลอย่างแรงจนหน้าหัน เสียงฝ่ามือกระทบแก้มดังก้องไปทั่วห้อง

“คุณแม่! ฟังผมก่อน มันไม่ใช่อย่างนั้น…” กาเบรียลลนลาน พยายามจะจับมือแม่แต่เธอกลับสะบัดออกด้วยความรังเกียจ

“ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่!” หญิงชราชี้หน้าลูกชาย ก่อนจะยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลในมือให้ทนายเมอร์คาโด “มิราโทรหาแม่ตั้งแต่ตอนที่แกเปิดประตูบ้านเข้ามา… แม่ถึงได้รู้ว่าแกมันชั่วช้าขนาดไหน ขนาดพ่อแม่เขาเพิ่งเสีย แกยังกล้าบุกมาทำร้ายร่างกายและขู่กรรโชกทรัพย์เขาถึงในงานศพ!”

ที่แท้ มิราไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่กาเบรียลคิด ตลอดยี่สิบนาทีที่ผ่านมา โทรศัพท์ของมิราไม่ได้มีไว้แค่ถ่ายคลิป แต่เธอเปิดสายทิ้งไว้ให้โดญ่าเลโอนอรา ทนายความ และตำรวจที่รออยู่บริเวณใกล้เคียงได้ยินเสียงเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านระบบลำโพงอย่างชัดเจน!

ตำรวจสองนายก้าวเข้ามาข้างหน้าทันที พร้อมกุญแจมือที่สะท้อนแสงไฟ

“คุณกาเบรียล คุณถูกจับกุมในข้อบกพร่องบุกรุกเคหสถานในยามวิกาล ทำร้ายร่างกาย และพยายามขู่กรรโชกทรัพย์” ผู้กองหนุ่มกล่าวเสียงเฉียบขาด

เบียนกาที่ยืนหลบอยู่ข้างหลังเห็นท่าไม่ดี รีบก้าวเท้าถอยหมายจะวิ่งหนีออกทางประตูหลัง แต่ทนายเมอร์คาโดก้าวมาขวางไว้พร้อมรอยยิ้มเย็นชา

“คุณเบียนกา อย่าเพิ่งรีบไปไหนสิครับ… ในซองเอกสารของคุณท่านเลโอนอรา มีเอกสารสำคัญอีกฉบับที่เกี่ยวข้องกับคุณโดยตรง” ทนายความเปิดซองแล้วชูเอกสารขึ้น “นี่คือหนังสือเพิกถอนการมอบสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลอสังหาริมทรัพย์ที่คุณกาเบรียลเคยใช้ และที่สำคัญ… คุณท่านเลโอนอราได้ยื่นฟ้องคุณในข้อหาเป็นชู้และทำลายสถาบันครอบครัว โดยมีหลักฐานการโอนเงินของบริษัทที่คุณกาเบรียลแอบยักยอกไปเปย์คุณตลอดแปดเดือนที่ผ่านมาด้วย”

“อะไรนะ?!” เบียนกากรี้ดลั่น หน้าซีดเผือดราวกับคนตาย “ไม่จริง! กาเบรียล คุณบอกว่าเงินพวกนั้นเป็นเงินของคุณไง!”

“เงินของมันงั้นเหรอ?” โดญ่าเลโอนอราหัวเราะสมเพช “ธุรกิจทั้งหมดเป็นชื่อของฉัน! ฉันให้มันบริหารเพราะเห็นว่าเป็นลูก แต่ในเมื่อมันทำตัวใฝ่ต่ำ ทรยศเมียที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข และหันไปคว้าผู้หญิงหิวเงินอย่างแก… ฉันก็มีสิทธิ์ยึดทุกอย่างคืน! ตอนนี้กาเบรียลไม่มีเงินแม้แต่เปโซเดียวในบัญชี รถคอนโดที่แกอยู่… ฉันจะสั่งยึดทรัพย์ทั้งหมดในวันพรุ่งนี้!”

คำประกาศของโดญ่าเลโอนอราเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของคนชั่วทั้งสอง กาเบรียลหันไปมองเบียนกา หวังจะเห็นแววตาเห็นอกเห็นใจ แต่สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและรังเกียจจากเมียน้อยที่เพิ่งรู้ว่าชายชู้ของตัวเองกลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว

“ไอ้คนหลอกลวง! แกบอกฉันว่าแกมีเงินเป็นร้อยล้านไง!” เบียนกาพุ่งเข้าทุบตีกาเบรียลอย่างบ้าคลั่ง ทะเลาะตบตีกันเองราวกับสุนัขจนตรอก จนตำรวจต้องเข้าแยกย้ายและล็อกกุญแจมือทั้งสองคนลากออกไปขึ้นรถตำรวจ ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านและหัวหน้าชุมชนที่ยืนดูด้วยความสะใจ

เมื่อความวุ่นวายผ่านพ้นไป ความเงียบสงบกลับคืนสู่บ้านวิลลานูเอวาอีกครั้ง

โดญ่าเลโอนอราเดินเข้ามาสวมกอดมิราด้วยความรักและรู้สึกผิด “แม่ขอโทษนะมิรา… ขอโทษแทนไอ้ลูกชั่วคนนั้นด้วย ต่อจากนี้ไป หนูไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้วนะลูก”

มิรายิ้มบาง ๆ น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลผ่านแก้ม เธอหันไปมองรูปถ่ายของพ่อและแม่ที่ตั้งอยู่หน้าโลงศพ พวกท่านดูเหมือนจะกำลังยิ้มให้เธอจากบนสรวงสวรรค์

“ขอบคุณค่ะคุณแม่… มิราไม่กลัวอีกแล้วค่ะ”

กาเบรียลและเบียนกาต้องเผชิญกับคดีความยาวนาน ทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึดทรัพย์จนต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย เงิน 25 ล้านที่กาเบรียลหวังจะมาชุบมือเปิบ กลายเป็นเพียงภาพฝันที่ตอกย้ำความพินาศของชีวิตเขา ในขณะที่มิราใช้มรดกทั้งหมดของพ่อแม่สานต่อธุรกิจอาคารพาณิชย์ และใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะหญิงแกร่งที่ไม่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรมอีกต่อไป

“กรรม” ที่แท้จริงไม่ได้มาในรูปแบบของปาฏิหาริย์… แต่มาในรูปแบบของความจริงที่ถูกเปิดออก ในคืนที่คนชั่วคิดว่าตัวเองชนะ แต่กลับต้องสูญเสียทุกสิ่งไปชั่วชีวิต